พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    9:ของขวัญวาเลนไทน์

    ใบเมเปิ้ลสีแดงเข้มลอยเคว้งอยู่กลางอากาศถูกแรงโน้มถ่วงของโลกฉุดลงสู่พื้นดิน เป็นภาพวาดที่สุดแสนธรรมดาแต่ให้ความหมายลึกซึ้งแสดงถึงความว่างเปล่าต่อให้อยู่สูงเสียดฟ้าสุดท้ายต้องคืนสู่สามัญ ธันวายืนพินิจภาพวาดตรงหน้าเป็นเวลานาน
    “สวยเนอะ” เจ้าของเสียงหวานพูดพลางเดินตรงมาที่ธันวา
    “เป็นมิ้งค์ที่ส่งบัตรเข้างานให้เรา” นาทีที่มารียาออกมาเฉลยตัว แต่ธันวากลับไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เพราะชายหนุ่มมีคำตอบในใจอยู่แล้ว จะเป็นใครไปได้นอกจากคุณหนูมารียาทายาทเจ้าของโรงแรมดัง
    “Happy valentines day จ้า ธันชอบใช่ม่ะ”
    “ของขวัญของมิ้งค์ถูกใจเราเสมอ อุตส่าห์หาบัตรที่หมดแล้วมาให้จนได้ ขอบใจนะ” ธันวาเองเคยลองหาบัตรเข้าชมงานแล้ว แน่นอนว่ามันหมด เป็นความตั้งใจของศิลปินที่ต้องการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมเฉพาะคนที่ชื่นชอบจริงๆเท่านั้น ธันวาเองก็เป็นหนึ่งในนั้นทั้งที่สามารถหาบัตรเข้าชมได้ง่ายๆเพียงใช้เส้นสายของครอบครัว แต่กลับไม่เคยคิดที่จะทำเช่นนั้น
    “ก็เรารู้ว่าธันต้องชอบ โดยเฉพาะผลงานของศิลปินท่านนี้” มือเล็กลูบเบาๆบริเวณที่ศิลปินลงลายเซ็นไว้ที่มุมของภาพวาด
    “ธัน...เรามีเรื่องอยากจะคุยด้วย...เรื่องของกันต์” ใบหน้าสวยก้มมองต่ำเมื่อเอ่ยถึงอดีตคนรักเก่า
    “อื้อ ได้สิ ข้างหน้าแกลลอรี่มีร้านกาแฟ มิ้งค์เดินนำเลย” ทั้งสองเดินตามกันไปยังร้านดังกล่าว เมื่อทั้งคู่ได้มุมที่ต้องการและสั่งเครื่องดื่ม ขนมหวานพร้อมทานแล้ว มารียาก็เริ่มเปิดประเด็นเรื่องที่ต้องการบอกผ่านธันวา
    “คือ...เรา” เธอเปิดการสนทนาด้วยอาการกระอึกกระอัก
    “ถ้ามิ้งค์ไม่OK ไม่ต้องเล่าก็ได้นะ”
    “เปล่าหรอก เราไม่รู้จะเริ่มยังไงดี” มารียากระชับแก้วกาแฟไว้ในมือสายตาจดจ้องไปที่ไอระเหยจากกาแฟร้อน ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลดมือจากแก้วมากุมกันไว้แน่น
    “เราละอายใจที่จะพูด แต่ก็อยากระบายให้ใครสักคนได้ฟังและแน่นอนว่าคงไม่พ้นธันเพราะธันรับฟังทุกเรื่องทุกปัญหาของเรา ธันอาจจะมองว่าเราหน้าไม่อายแต่ยังไงก็ช่วยรับฟังเราด้วยนะ จริงๆแล้วที่ผ่านมาเราไม่เคยลืมกันต์เลย แม้พี่กรจะดูแลเราอย่างดี ตามใจเราทุกอย่าง” เสียงที่เงียบหายพร้อมกับสายตาที่เลื่อนลอย
    “นั่นเป็นสิ่งที่มิ้งค์ต้องการ” ใช่ นี่เป็นสิ่งที่มารียาเคยพูดเอาไว้เมื่อครั้งที่เลิกกับภู่กันต์เมื่อตอนปลายปี ธันวาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ได้ยินเต็มสองรูหู
    “เราคิดว่าคบกับคนฐานดี มีความเท่าเทียมกันทางสังคมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่กลับตรงกันข้ามตลอดเวลาที่คบกันเราไม่ต่างจากนกน้อยในกรงทอง เขาให้เราได้ทุกอย่างก็จริงแต่เรากลับไร้อิสระพี่กรคอยควบคุมทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องงานหรือการวางตัวที่ต้องคำนึงถึงหน้าตาของพี่กร ไม่ว่าเราจะทำอะไรในฐานะคนรักของไฮโซลูกหลานผู้ดีเก่าค้ำคออยู่ เราอึดอัด” มารียาระบายความอัดอั้นทั้งหมดมาที่ธันวา
    “แล้ววันนี้ที่เรามาเจอกันจะมีปัญหาไหม” แม้จะนั่งอยู่ในมุมอับสุดของร้านที่ยากต่อการพบเจอง่ายๆแต่ธันวาก็ยังเป็นกังวลกลัวความสัมพันธ์ของเพื่อนกับแฟนหนุ่มของเธอจะแย่กว่าเดิม
    “ไม่หรอก...เรา...เลิกกันแล้ว”
    “อะไรนะ?” ธันวาอุทานสียงดังจนคนทั้งร้านหันมามองเป็นตาเดียวกัน เขาไม่แปลกใจเลยกับเรื่องที่ได้รับรู้เมื่อครู่เพียงแต่ค่อนข้างจะตกใจที่มันเกิดขึ้นเร็วจนเกินไปในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน
    “อย่างที่บอกไปแหละ เราแค่อยากเล่าให้ฟัง”
    อืดๆๆ ธันวาเหลือบตามองที่โทรศัพท์ เป็นข้อความจากใครบางคนทำให้เขานึกขึ้นได้ว่ามีนัดต่อตอนเย็นของวันนี้
    “ธัน ขอบใจนะที่รับฟัง เอาไว้เจอกันกันวันหลังนะ” หญิงสาวพุดจบก็เลื่อนเก้าอี้ยันตัวลุกขึ้นสวมแว่นดำเดินออกจากโต๊ะไปท่ามกลางสายตาของคนที่กำลับซุบซิบกันทั้งร้าน
    ธันวาเดินไปพลางคิดไปดูเหมือนมารียาต้องการจะสื่อสารให้เขาเป็นคนส่งสารไปยังจุดหมายปลายทางอย่างภู่กันต์ ‘ใช่ถ้ากันต์รู้คงดีใจเพราะกันต์รักมิ้งค์มาก รักมาก’ เพียงแค่คิดก็รู้สึกแน่นไปทั้งหน้าอก หายใจไม่ออก ระหว่างทางที่เดินก็มีผู้คนคอยมองตามทำทีกระซิบกระซาบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ธันวาเป็นคนดังตอนอยู่แคนนาดาก็จริงแต่สำหรับคนไทยโดยทั่วไปแล้วก็แทบจะไม่มีใครรู้จักเลยด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะละครที่เขาเล่นเพิ่งปล่อยตัวอย่างออกไปและหรืออาจจะเป็นหน้าตาที่หล่อจนไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ไม่เบื่อของเขาก็เป็นได้ เขาเดินเหม่อลอยพาร่างที่เหมือนกับไร้วิญญาณขึ้นแท๊กซี่พร้อมกุหลาบแดงช่อใหญ่มุ่งหน้าสู่ปลายทาง
    ณ.ร้านขนมดัง ภายในอบอวนไปด้วยกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลของช็อคโกแลตที่ขึ้นชื่อของร้าน วันนี้ที่ร้านขนัดแน่นไปด้วยคู่รักหนุ่มสาว ธันวาตรงไปยังมุมมุมหนึ่ง สาวน้อยแสนหวานนั่งยิ้มร่ารอคอยการมาถึงของชายหนุ่มที่หล่อนปรารถนา
    “ขอบคุณนะคะพี่ธันที่ยอมมาเจอกัน” รอยยิ้มที่ประดับใบหน้านวลฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม นอกจากธันวาจะยอมมาพบแล้วเขายังยื่นดอกไม้ช่อโตให้หล่อน สานน้อยดีใจจนเนื้อเต้นหล่อนอยากจะกรี๊ดดังๆแต่ต้องรักษาภาพลักษณ์อันอ่อนหวานเอาไว้ ช็อคโกแลตที่ว่าหวานก็ไม่สู้รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มที่หล่อนรัก
    ( ‘ช็อคโกแลตค่ะพี่ธัน’ นิรมนตร์ยื่นกล่องขนมให้ชายหนุ่มตรงหน้า ธันวางงเล็กน้อยแต่ก็รับกล่องมาถือไว้ในมือ ‘นี่ถือว่าพี่ธันรับหัวใจน้ำขิงไว้แล้วนะค่ะ’ ใบหน้าหล่องงหนักกว่าเดิมไม่เข้าใจในสิ่งที่หญิงสาวเอ่ย ‘ออกจะดูใจง่ายไปหน่อยแต่ช่วยเก็บไปคิดด้วยเถอะคะ’ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่นิรมนต์กล่าว ‘น้ำขิงเคยรักพี่ธัน ตอนนี้ก็ยังรักอยู่ เรากลับมาคบกันได้ไหมคะ’ กว่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายจะคืนกล่องขนมก็คงหน้าเกลียด ‘คือพี่’ ธันวายังไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาหญิงสาวก็ชิงตัดหน้าพูดขึ้นก่อน ‘น้ำขิงยังไม่ต้องการคำตอบตอนนี้ ไว้วันที่14กุมภา พี่ธันค่อยให้คำตอบ แล้วน้ำขิงจะรอพี่ธันมาเจอกันพร้อมกุหลาบสีแดงนะคะ’ เมื่อพูดจบก็รีบชิงเดินหนีไปก่อนเพราะกลัวจะถูกฝ่ายชายปฏิเสธ) ในวันนั้นที่กองถ่ายละครก่อนธันวาขึ้นห้องพัก เดิมทีเขาตั้งใจจะปฏิเสธและหยุดความสัมพันธ์ไว้แค่พี่น้อง อีกอย่างช็อคโกแลตก็ถูกภู่กันต์จัดการเรียบไปตั้งแต่คืนนั้นแล้วด้วย เขาไม่ได้ใส่ใจและลืมเรื่องวันนั้นไปแล้วจนถึงตอนที่ได้รับข้อความขณะอยู่ที่ร้านกาแฟ และเปลี่ยนใจตอบรับความรู้สึกของนิรมนต์ตอนเดินผ่านร้านดอกไม้ แม้ว่าตอนนี้จะยังสับสนอยู่ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไรทั้งที่ใจก็ไม่ได้มีรักให้หล่อนคนนั้นเลย
    “มู๋ธัน เป็นอะไรทำไมกระดาษเกลื่อนพื้นแบบนี้ล่ะ” ภู่กันต์ที่เพิ่งกลับเข้าห้องมาเห็นธันวากำลังบรรจงจรดปลายพู่กันลงกระดาษที่ไม่รู้ว่าเป็นแผ่นที่เท่าไหร่แล้ว
    “วันนี้ฉันไปเจอมิ้งค์มา”
    “แล้ว?” ธันวาวางมือจากพู่กันแล้วหันมาคุยกับอีกคนให้เป็นกิจจะ
    “มิ้งค์บอกว่ายังรักนายอยู่” ธันวาเสียงแข็งมองสายตาคู่นั้นด้วยกำลังหยั่งเชิงความรู้สึกอีกฝ่ายที่เงียบงันไปพักใหญ่ ธันวาเองพอจะเข้าใจกับอาการของภู่กันต์จึงหันกลับมาที่งานวาดที่คามืออยู่
    “วันนี้มู๋ธันไปทำอะไรที่ร้านขนม“ ภู่กันต์เป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้างเขาลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆกับธันวา
    “นายไปถ่ายแบบไม่ใช่หรอ” เป็นอีกแผ่นที่ถูกขย้ำเป็นก้อนกลมๆถูกโยนลงพื้น
    “ดูไม่มีสมาธินะ” การวาดภาพต้องใช้สมาธิโดยปกติแล้วธันวาไม่ค่อยจะวอกแวกสักเท่าไหร่ต่างจากครั้งนี้
    “วาดภาพอะไรนะ”
    “อาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ทุ่งหญ้าของโรงแรม”
    “อื้อ มีต้นเมเปิ้ลด้วยแสดงว่าต้องมีผมด้วยใช่ป่ะ”
    “ไม่จำเป็น” ภู่กันต์ที่นั่งอยู่เก้าอี้มองออกไปข้างนอกคอนโดผ่านกระจกที่สะท้อนแสงไฟให้เห็นใบหน้าคนที่กำลังตวัดข้อมือลงเส้นบนกระดาษขาว ดวงตากลมโตดูเย็นชาราวน้ำแข็ง
    “คบกันหรอ” ภู่กันต์ตัดใจถามออกไปตรงๆ
    “ใช่” เป็นคำตอบสั้นๆที่หาความชัดเจนกว่านี้ไม่มีอีกแล้วแววตาไม่มีความลังเลเลยสักนิด
    แล้วนายไปทำไรแถวนั้น” ร้านขนมห่างจากสถานที่ถ่ายแบบไกลอยู่จึงแปลกใจที่คนตัวโตไปโผล่แถวนั้นได้
    “บังเอิญผ่านไปนะ” แน่นอนว่าไม่ใช้แต่เป็นเพราะวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์เขาอยากจะเซอร์ไพซ์ธันวาจึงแกะรอยจากตำแหน่งGPSที่แอบติดตั้งในเครื่องของมู๋ธันไว้สักพักแล้วจึงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร้านดังกล่าว ภู่กันต์ผละจากเก้าอี้แล้วเดินหายเข้าห้องนอนทิ้งไว้เพียงความเงียบ ธันวาถอนใจยาววางมือจากงานวาดภาพข้างหน้าทอดสายตาออกไปในความมืดที่แม้จะเป็นเวลาของการพักผ่อนแต่ท่ามกลางความมืดก็ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟส่องสว่างราวกับเวลากลางวัน
    Happy valentines มู๋ธัน การ์ดอวยพรติดไว้ที่หูหมูน้อยสีชมพู มันถูกวางไว้ข้างหมอน ธันวาหยิบขึ้นมาอ่านแล้วเหลือบตามองอีกคนที่นอนหันหลังให้เขาแม้ในใจจะรู้สึกดีมาก แต่...ก็ได้แค่เก็บไว้ในใจ