บทที่ 23นิโคลาส
สวัสดีครับผมนิโคลาส ผมเป็นทหารมากว่า 30 ปีแล้ว ปีนี้ผมอายุ 45 แล้วผมรับราชการทหารตั้งแต่อายุ 15 ผมเคยประจำการอยยู่ที่เมืองหลวง โดยหัวหน้าหน่วยผมตอนนั้นคือ ท่านเอริก ซึ่งตอนนี้ท่านเป็นถึงเจ้าเมืองบาร็อค ด้วยผมและคนในหน่วยต่างนับถือท่านเอริกมาก ทั้งเก่งและมีน้ำใจ หลังจากท่านเอริกย้ายมาเป็นเจ้าเมืองพวกผมทั้งหน่วยจึงตามมาด้วย พวกเรามีทั้งหมด 12 คนซึ่งนั่นรวมตัวผมด้วย
ผมพึ่งได้เห็นกับตาหลังจากย้ายมาเมืองนี้ บอกตามตรงมันบ้านนอกมากๆ ตลาดแทบจะไม่มีอะไรขาย ประชากรเองก็น้อยมากมีไม่ถึง 500 คน ส่วนใหญ่มีเพียงคนแก่ๆ ส่วนคนหนุ่มสาว หรือเด็กๆ ต่างย้ายไปอยู่เมืองหลวงกันหมด เมื่อผมย้ายมาจากเมืองหลวงท่านเอริกก็ให้ผมเป็นผู้กองคุมกองทหารทันที
ผมชอบที่นี่นะมันเงียบสงบ ปลอดภัย ตั้งแต่ผมมาประจำการไม่เคยมีสัตว์อสูรหรือตัวอะไรบุกมาเลย ทหารในเมืองนี้รวมกับหน่วยของผมรวมกันแล้วได้แค่ 40 กว่านายเท่านั้น มันน้อยจนน่าใจหาย ถ้าเป็นที่เมืองหลวงเจอฝูงหมาป่า สักฝูงก็คงตายกันเกินครึ่งแน่ๆ หน่วยของผมไม่เคยขาดการฝึกซ้อม สมัยท่านเอริกเป็นหัวหน้าท่านบอกว่าการเตรียมพร้อมไว้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าวันไหนเราไม่พร้อมแล้วเกิดเหตุการณ์ที่ต้องเสียพวกพ้องขึ้นมา เราจะมานั่งโทษตัวเองก็ไม่ทันแล้ว
ทหารในค่ายส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะซ้อมหรือฝึกอะไรกันเลย ถึงผมจะบังคับให้ฝึกทุกๆสัปดาห์ก็เถอะ ก็นะผมย้ายมาใหม่ๆ ผมให้ฝึกแทบทุกวัน แต่พอผ่านไป 1 ปีเท่านั้นทุกๆอย่างก็ค่อยๆลดลง จนกลายเป็นฝึกสัปดาห์ละครั้ง จนเข้าสู่ปีที่ 5 ท่านเอริกก็และภรรยาท่านก็คลอดบุตรชายออกมา ดูเหมือนหลังจากมีบุตรชายอะไรๆ ภายในเมืองก็เริ่มดีขึ้น เพราะไม่กี่ปีหลังจากนั้นท่านเอริกผลิต ไอสิ่งที่เรียกว่าเครื่องปรุงขึ้นมา ท่านสั่งให้ทหารของเมืองไปช่วย ขุดนาเกลืออะไรนี่ล่ะ ตอนได้รับคำสั่งทุกคนต่างสงสัย แต่เมื่อมันเสร็จและให้ผลผลิตเป็นเกลือนี่สิ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก อาหารที่ทุกวันพวกเรารับประทาน มันก้อร่อยอยู่นะ แต่เมื่อมีเครื่องปรุง มันคนละเรื่องเลย ผมไม่สามารถบรรยายความอร่อยของมันได้
แต่ผมบอกได้คำเดียวตั้งแต่เกิดมา ใครได้ทานอาหารเมืองท่านเอริก อาหารเมืองอื่นๆกลายเป็นอาหารหมูทันที เวลาผ่านไปอีกสิบปี เมืองนี้ก็ยังเป็นเมืองบ้านนอกเหมือนเดิม แต่ก็เริ่มมีคนจากเมืองหลวงค่อยๆย้ายกลับมาเช่นกันหลังจาก พ่อแม่พวกเค้าส่งจดหมายไปให้
วันนั้นขณะที่ผมอยู่ที่ค่าย ลูกน้องผมจู่ๆก็วิ่งเข้ามาแจ้งว่ามีชาวบ้านออกไปหาของป่าพบฝูงก๊อบลิน ผมว่านี่มันไม่ปกติแล้ว ผมประจำการที่นี่มาเป็นสิบปี แค่หมาป่าสักตัวหลุดเข้ามาใกล้เมืองยังยาก แต่นี่ฝูงก๊อบลิน ผมรีบวิ่งไปแจ้งท่านเอริกทันที หลังจากนั้นท่านเอริกก็สั่งการณ์ให้ผมพาทหาร สักสิบนายออกไปเพื่อปราบก๊อบลินทันที มีท่านเอริกอยู่ด้วยผมไม่จำเป็นต้องกลัวเพราะรู้ฝีมือท่านดี ผมเลือกคนในหน่วยผมทั้งหมด เพราะทหารประจำการคนอื่นไม่น่าจะไหว ขาดการฝึกซ้อม ทั้งยังไม่เคยเจอสถานการณ์จริง
ท่านเอริกนำผมขึ้นไปที่ป่าด้านเหนือมุ่งหน้าสู่น้ำตกบาร็อค พวกผมเดินทางกันได้ไม่นานก็พบศพก๊อบลินมากมาย ตอนแรกที่พบศพ ผมแทบอ้วกสภาพแต่ละตัว เหมือนถูกทุบด้วยหินหรืออะไรสักอย่าง บางตัวหัวบุบ แขนหัก หน้าอกยุบเข้าไป ลูกทีมผมบางคนถึงกับแอบอาเจียนเลยที่เดียว
ยิ่งผมเดินเข้ามาลึกยิ่งตะลึงกับภาพที่เห็นศพก๊อบลินมากมายเต็มไปหมด แต่จังหวะนั้นเองผมเห็นท่านเอริกชักดาบออกมาก่อนจะขว้างไป ผมมองตามไปทันที
พระเจ้านั่นมันออค แถมที่นอนอยู่นั่น ลูกชายท่านเอริก อย่าบอกนะว่าศพทั้งหมดฝีมือของเค้า ถึงผมจะไม่อยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อเพราะตลอดทางผมไม่เห็นใครเลยท่านเอริกฝากลูกชายท่านให้ผมพากลับไปให้ภรรยาท่านรักษา ผมดูแผลเบื้องต้นแผลไม่ลึกมาก หลังจากท่านเอริกฝากลูกชายท่านก็เดินทางออกไปทันที ดูเหมือนเพื่อนของลูกชายท่านก็อยู่ด้วยเลยต้องออกไปรับ
หลังจากผมพาลูกชายท่านเอริกไปส่งถึงบ้าน อาทิตย์ต่อมาท่านเอริกก็มาหาผมและบอกว่าลูกชายท่านจะมาเป็นครูฝึกทหารท่านถึงฝากผมด้วย ครั้งแรกผมก็สงสัยขึ้นมาทันที เด็กอายุยังไม่ถึง 15 จะมาเป็นครูฝึกทหารไม่รู้ท่านเอริกเล่นอะไรอยู่ แต่เมื่อผมนึกถึงศพก๊อบลินมากมาย ผมก็ทิ้งความคิดก่อนหน้าไปทันที หวังว่าพวกผมคงไม่เป็นแบบก๊อบลินพวกนั้นนะ
เมื่อลูกชายท่านมาก็ได้เรื่องเลย พวกทหารไม่ยอมรับนั่นเอง แต่ไม่ใช่กับลูกน้องผมที่ไปเห็นสภาพก๊อบลินมากับตา หลังจากนั้นลูกชายท่านเอริกก็โชว์ฝีมือให้ได้ประจัก ทหารเกือบ 30 คนลงไปนอนกองด้วยเด็กคนเดียวด้วยเวลาไม่ถึง 30 นาที แถมดูเหมือนเค้ายังไม่ได้เอาจริงซักนิดเพราะผมเห็นใช้เพียงแค่หมัดซ้าย กับเข่านิดหน่อย มันเป็นวิชาการต่อสู้ที่แปลกประหลาดแต่ได้ผลชะงัด
ให้ผมลงไปสู้ด้วยคงไม่เอาล่ะ แพ้แน่นอน หลังจากทหารทุกคนยอมรับในตัวลูกชายท่านเอริกแล้ว ก็เริ่มต้นการฝึกทันที ครั้งแรกที่ได้ยินคำสั่งผมตกใจมากๆ วิ่งรอบเมือง 10 รอบงั้นหรอ พวกผมวิ่งกัน 1 รอบก็เหนื่อยแล้ว เพราะ แต่ละรอบมันเกือบ 10 กิโล สุดท้ายพวกผมวิ่งกันไปได้ 5 รอบยังดีที่ยังเห็นใจกันบ้างแต่ลูกชายท่านเอริกนี่เป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ เหงื่อแทบไม่ออกเลย พวกผมได้เวลาพัก 1 ชั่วโมงก่อนจะไปรวมตัวกันที่โรงอาหาร พวกเรามีแม่ครัว 1 คนนั่นคือป้าทาร่า ป้าแกเป็นชาวบ้านในเมืองที่มาทำงานในโรงอาหารของค่ายทหารเรา
เมื่อพวกผมพักกันหายเหนื่อยก็มารวมตัวกันที่โรงอาหารทันทีอาหารวันนี้อร่อยมากๆ ผมอยู่เมืองนี้มานานอาหารทุกอย่างได้ทานหมดแล้ว ยกเว้นเจ้าแมลงสาบทะเล ผมไม่กลัวมันหรอกนะถึงมันจะน่าขยะแขยงไปหน่อย ผมกินเจ้านี่ไปหลายตัวเลยล่ะ ตอนหลังถึงได้รู้ว่าอาหารวันนี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือลูกชายท่านเอริกแถมยังตั้งชื่อมันใหม่ให้ว่ากุ้งมังกรด้วย
หลังจากนั้นพวกผมก็มารวมตัวกันที่หน้าเมือง ลูกชายท่านเอริกแบ่งกล่มทหารเป็น 2 กลุ่มและมอบหมายภารกิจให้ผมคือการนำธง 2 ผืนไปปักตามจุดในแผนที่ และไปรออีกจุดในแผนที่ทันทีผมรอไม่นานลูกชายท่านเอริกก็ตามมาสมทบ
ดูเหมือนเค้าจะอยากให้พวกเราพักผ่อนก่อน แต่จากลางสังหรณ์ผมว่าคืนนี้ ผมต้องเหนื่อยแน่ๆเลย ผมนั่งลงพักผ่อนตามที่ว่าทันที
กลับมาปัจจุบัน
ดันเต้พาทีมตัวเองมาถึงจุดที่กำหนดในแผนที่ เค้าและทีมเห็นธงสีแดงผืนหนึ่งปักอยู่ในจุดที่กำหนดข้างๆกันมีจดหมายอีกพร้อมแผนที่ฉบับและห่ออะไรซักอย่างวางอยู่ ดันเต้ไปเปิดห่อนั้นดูทันที
“นี่มันเนื้อนี่ แต่มีแค่ 1 กิโลเองมั้งเนี่ย” ดันเต้หันไปมองลูกทีมทั้ง 20 คน
“เราจะทำยังไงดีดันเต้ เนื้อแค่นี้ เอาตรงๆเจ้าคนเดียวก็กินหมดแล้วมั้ง” ลูกทีมคนนึงบอกหลังจากเห็นเนื้อ
“พวกเราจะทำยังไงกันดี ถ้าเป็นแบบนี้ เราไม่มีแรงอยู่ถึง พระอาทิตย์ขึ้นแน่ๆ ไหนเราจะต้องปกป้องธงอีก ไหนจะต้องไปชิงธงอีก” ดันเต้เริ่มกังวลก่อนจะเปิดจดหมายอีกฉบับขึ้นอ่าน หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน ทีมที่ 3 จะออกล่าธงเพื่อนำไปซ่อนทีมไหนปกป้องธงไม่ได้และหาธงไม่เจอก่อนที่จะเช้า ทีมนั้นก็คือทีมผู้แพ้เช่นกันและจะไม่ได้รับวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ตรงหัวของให้ไปรับธงในจุดที่กำหนดในแผนที่ ดันเต้อ่านให้ลูกทีมในหน่วยฟัง
“นี่มันแย่แน่ เนื้อแค่นี้แบ่งทั้งทีมยังไม่พอกินเลย ไหนจะมีทีมที่ 3 อีกต้องเป็นผู้กองกับนายน้อยแน่ๆ เราจะอยู่กันยังไงตั้งสัปดาห์ถ้าไม่มีอาหาร” ลูกทีมเริ่มร้องโอดโอย
“เราแบ่งหน้าที่กันก่อนเถอะ น้ำก็ไม่มี ส่วนอาหารใครรู้จักของป่ากินได้ก็แยกย้ายกันไปหา เราต้องหาเสบียงก่อน” ลูกทีมคนหนึ่งเสนอเพราะสมัยก่อนตอนเด็กๆเค้าชอบเข้าป่าหาของป่ากับพ่อบ่อยๆ
จากนั้นทุกคนก็แบ่งหน้าที่และแยกย้ายกันไป
ทางด้านผมกับผู้กองผมตื่นขึ้นมาตอนเย็น ดูเหมือนผู้กองจะหลับลึกอยู่เหมือนกันนะ ผมปล่อยให้นอนไปก่อนเพราะหลังจากนี้ผมใช้งานหนักแน่ ผมมองทั้งสองทีมจากจุดที่ผมอยู่ ผมอยู่บนเนินหินห่างจากพวกเค้าทั้ง 2 ทีมอยู่ 1 กิโลเมตร มันเป็นจุดที่เห็นการกระทำทุกอย่างได้ดี
ดูเหมือนทั้งคู่จะเลือกหาอาหารและน้ำก่อนสินะ ผมเฝ้าดูมีบ้างที่ทั้งคู่ประทะกัน แต่ก็ยังไม่มีทีมใดเริ่มแย่งธงกัน ผมเฝ้าดูทั้งคู่ไปอีกพักใหญ่ จนพระอาทิตย์เริ่มตกดิน ผมรอจนเกือบ 2 ทุ่มผมหันไปปลุกผู้กองทันที
“ผู้กองๆ” ผมเขย่าตัว
“อืม คลาวด์โทษทีนะ เพลียไปหน่อย” ผู้กองลุกขึ้นมา
“จากนี้ไปเราจะไปแย่งธงจากทั้ง 2 ทีมกันครับ ผมและก็ผู้กอง” ผมบอกผู้กอง
“ผมอยากให้ผู้กองเป็นตัวล่อให้ผมจากนั้นผมจะเป็นคนขโมยธงเอง” ผมวางแผนกับผู้กอง เมื่อผู้กองเข้าใจแผนแล้วเราก็ออกเดินทางกันทันที เราเดินกันด้วยความเงียบ ค่อยๆย่องไป
ผมเริ่มจากทีมของดันเต้ก่อน ตอนนี้ผมอยู่ห่างจากฐานและธงของดันเต้เพียงแค่ 100 เมตรเท่านั้น ผมใช้กองไฟจากทีมของดันเต้ในการมองเห็น
ผมใช้สัญญาณมือบอกผู้กองให้เริ่มเป็นตัวล่อให้ผมทันที เมื่อผู้กองพยักหน้าเข้าใจผมค่อยๆปีนต้นไม้ขึ้นไป จุดที่ผมปักธงไว้เป็นจุดที่ต้นไม้แต่ละต้นเชื่อมต่อกัน ทำให้ง่ายต่อการขโมยธงจากด้านผม
สวบ !! สวบ !!
“เฮ้ย ด้านนั้นมีการเคลือนไหวข้าได้ยินเสียง” เสียงลูกทีมของดันเต้ร้องเตือนทันทีทำให้ทุกคนให้ไปมองทางนั้นหมด ดูเหมือนเสียงนั่นจะเกิดจากผู้กองสินะ ผมค่อยๆโรยตัวโดยอาศัยเถาวัลลงมาจากด้านบนดึงธงออกไปโดยง่ายและค่อยๆกลับไปบนต้นไม้ทันที
“เฮ้ยธงหายไปแล้ว” มีคนสังเกตเห็นจนได้หลังจากนั้นก็วุ่นวายกันใหญ่ ผมค่อยๆไต่ตามต้นไม้ไปรวมตัวกับผู้กองทันที
“ผู้กองผมได้ของมาแล้วไป หาทีมของฮานกันเถอะครับ” ผมคุยกับผู้กองหลังจากได้ธงมาแล้ว ผมซ่อนไว้ห่างจากฐานของดันเต้แค่เพียง 300 เมตร แต่ก็นะหาไม่เจอง่ายๆหรอกเพราะมันเป็นตอนกลางคืนจากธงสีแดงจะกลายเป็นสีดำในที่มืดทันที แถมผมยังพลางด้วยใบไม้อีกที เช้าค่อยมาดูแล้วกัน ผมแอบทำสัญลักษณ์เล็กๆไว้เผื่อตัวเองหาไม่เจอ
จากนั้นผมและผู้กองก็ทำแบบเดียวกันกับทีมของฮานหลังจากซ่อนธงของทีมฮานเสร็จแล้วผมกับผู้กองก็กลับไปจุดของพวกผมเพื่อพักผ่อนทันที คืนนี้เป็นคืนแรกทุกคนจึงไม่ระมัดระวังตัว ทำให้ผมและผู้กองใช้เวลาทำภารกิจนี้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
จบ...