ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 เขารักเธอมานานแล้ว

            หยางหว่านซิ่วรู้ว่าตัวเองคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี จึงขี้เกียจไปสนใจเรื่องของจิ่งเจี้ยนกั๋ว ยังไงคนที่จะต้องรับผลกรรมก็คือจิ่งเจี้ยนกั๋วกับหลิวชุนฮวาอยู่ดี เมียที่แสนจะชวนปวดหัวคนนี้เป็นคนที่จิ่งเจี้ยนกั๋วตั้งใจจะแต่งด้วย ก็ปล่อยให้พวกเขารับกรรมกันไปเถอะ!

            ถึงกระนั้น เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นให้จิ่งเยี่ยนกุยกับอาหญิงเล็กจิ่งฟังว่า “เมียดีผัวก็มีเคราะห์น้อย ต่อไปหลิวชุนฮวาจะนำเรื่องเดือดร้อนมาให้จิ่งเจี้ยนกั๋วอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้”

            เช้าวันรุ่งขึ้น จิ่งเยี่ยนกุยเตรียมจะปั่นจักรยานเข้าเมืองเพื่อไปที่สะพานหินกับซูไป่ชิง แต่พอเปิดประตูออกมาก็เห็นฟางเสียนจือยืนรออยู่ข้างนอก

            เขาไปข้างนอกเป็นเพื่อนเธอบ่อยครั้ง จนเธอรู้สึกว่าตอนนี้แม้แต่ความรู้สึกแปลกใจก็ไม่มีแล้ว

            เมื่อขึ้นรถแล้วเธอก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฟางเสียนจือ คุณขับรถมาส่งฉันแบบนี้ทุกวัน พอถึงเดือนกันยายนที่คุณไปเมืองหลวงแล้วฉันจะทำยังไง?”

            ถึงแม้ฟางเสียนจือจะบอกว่าเขาไม่ใช่ครู แต่เขาก็เคยพูดให้เธอได้ยินว่าเดือนกันยายนนี้เขาต้องไปเมืองหลวงแล้ว

            เขาพูดเสียงเรียบว่า “แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยเธอจะได้นึกถึงฉันบ้าง จะได้ไม่ต้องกลัวว่าฉันไปเมืองหลวงแล้วเธอจะลืมฉัน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นใคร”

            จิ่งเยี่ยนกุย “….”

            เธอแค่พูดออกมาตามความรู้สึกเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาจะตอบมาแบบนี้ และที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือทุกครั้งที่เขาพูดอะไรแบบนี้ น้ำเสียงของเขาก็ยังคงเรียบเฉย แต่ก็ดึงดูดใจอย่างลึกล้ำ

            เธอเปลี่ยนเรื่องถามว่า “ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าคุณไม่ใช่ครู แล้วคุณทำอะไรที่เมืองหลวงเหรอคะ?”

            เกี่ยวกับอาชีพของเขา เธอยังรู้สึกสงสัยจริงๆ

            ฟางเสียนจือมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและแววตาเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “ในที่สุดเธอก็คิดจะถามฉันเรื่องพวกนี้ ฉันนึกว่าเธอจะไม่มีวันถามซะอีก”

            จิ่งเยี่ยนกุยลูบจมูก ฟางเสียนจือพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ที่คนในหมู่บ้านบอกว่าฉันเป็นครูก็ไม่ผิด ตอนนี้ฉันเป็นครูอยู่ที่มหาวิทยาลัยกองทัพอากาศ แต่สิ่งที่ฉันสอนมันค่อนข้างจะพิเศษหน่อย ไม่จำเป็นต้องไปสอนทุกวัน แถมยังมีข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับอีก เลยบอกรายละเอียดไม่ได้”

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าเขาพูดไปก็เหมือนไม่ได้พูดอะไร แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอรู้เกี่ยวกับตระกูลฟางในชาติที่แล้ว เรื่องนี้คงไม่ได้ซับซ้อนธรรมดา งานของเขาที่เมืองหลวงอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น เธอจึงไม่อาจถามต่อไป

            แต่ฟางเสียนจือก็พูดต่ออย่างใจเย็นว่า “ที่จริงฉันต้องไปเมืองหลวงในเดือนกันยายน จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องในมหาวิทยาลัยมากนัก ฉันมีธุรกิจที่ต้องไปจัดการที่นั่น ช่วงนี้ฉันอยู่ที่บ้านนานไปหน่อย ถ้าไม่กลับไปจัดการก็คงจะวุ่นวาย”

            ที่จริงการกลับบ้านมาครั้งนี้ เขาตั้งใจว่าจะอยู่แค่ไม่กี่วัน แต่ดันมาตกเขาจนได้รับบาดเจ็บ แถมยังมีเรื่องการหมั้นหมายของทั้งสอง เขาก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ เลยอยู่จนกว่าเธอจะเปิดเทอม

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “คุณมีธุรกิจส่วนตัวที่เมืองหลวงด้วยเหรอคะ?”

            ฟางเสียนจือพยักหน้า “ทำมาได้ประมาณปีหนึ่งแล้ว ก็พอไปได้ ถ้าเราแต่งงานกัน ฉันก็คงเลี้ยงดูเธอได้สบาย”

            จิ่งเยี่ยนกุยอดไม่ได้ที่จะถาม “สรุปว่ารถที่บ้านคุณ คุณซื้อเองด้วยเงินที่คุณหามาเหรอคะ?”

            “แน่นอน” ฟางเสียนจือตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เงินเดือนของพ่อฉันมันตายตัว ในหมู่บ้านถือว่าไม่น้อย แต่คงจะซื้อรถไม่ได้ อีกอย่างฉันก็ต้องแต่งภรรยา ต้องทำให้ภรรยาของฉันมีชีวิตที่สุขสบาย ก็ต้องขวนขวายด้วยตัวเอง จะให้เหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่ต้องพึ่งพ่อตัวเองสร้างบ้านหาเมียได้ยังไง”

            ในที่สุดจิ่งเยี่ยนกุยก็เข้าใจว่าทำไมตอนที่พวกเขาหมั้นกันถึงได้ราบรื่นขนาดนั้น เจียงอี่โหลวไม่เคยมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับสินสอดที่เขาส่งมาเลย ที่แท้ก็เพราะเงินพวกนั้นเป็นเงินที่เขาหามาด้วยตัวเอง เลยดูสมเหตุสมผลและภาคภูมิใจเป็นพิเศษ

            ตอนนี้เธออยากจะชมเขา แต่ไม่รู้จะชมยังไง จึงพูดไปว่า “คุณเป็นผู้ชายที่มีเป้าหมาย มีความฝัน และมีความมุ่งมั่น”

            ฟางเสียนจือได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ “แล้วเธอชอบไหม?”

            พอจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินเขาเปลี่ยนเรื่องมาที่เรื่องนี้อย่างง่ายดาย ใบหน้าของเธอก็เริ่มร้อนผ่าว พูดเสียงเบาว่า “ในหมู่บ้านคงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่ชอบคุณหรอก”

            “การที่พวกหล่อนชอบหรือไม่ชอบฉันมันไม่เกี่ยวกับฉัน” ฟางเสียนจอดรถข้างทาง ทอดมองเธอพลางถามว่า “แล้วเธอชอบฉันไหม?”

            จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของเขาเหมือนกับว่า ถ้าวันนี้เธอไม่ให้คำตอบ เขาก็คงจะไม่ยอม แถมยังมาพูดคุยกันเรื่องความรู้สึกตรงๆ แบบนี้ เธอก็รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ จึงก้มหน้าลง

            ฟางเสียนจือถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะสตาร์ทรถใหม่ แต่ทันใดนั้นเธอก็ยืดตัวไปหาเขา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ ก็รีบยื่นหน้าเข้าไปจูบแก้ม

            มือที่จับพวงมาลัยของฟางเสียนจือสั่นเล็กน้อย เท้าที่เหยียบคันเร่งก็เผลอเพิ่มน้ำหนักลงไป รถถึงกับพุ่งไปข้างหน้าจนเกือบจะพุ่งลงนาข้าว

            จิ่งเยี่ยนกุยตกใจจนตัวเกร็ง เขาตอบสนองอย่างรวดเร็วจึงรีบเหยียบเบรกแล้วหักพวงมาลัย รถก็เลื่อนไปตามขอบถนน แต่เมื่อกี้เกือบจะพุ่งลงนาข้าวไปแล้วจริงๆ

            ฟางเสียนจือเหยียบเบรกอีกครั้ง แล้วหันมาบอกเธอว่า “คราวหลังถ้าจะจูบฉันตอนที่ฉันขับรถก็บอกฉันก่อน”

            ใบหน้าของจิ่งเยี่ยนกุยแดงก่ำ ฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอก็หัวเราะเบาๆ ไม่ได้ถามถึงเรื่องเมื่อกี้อีก เพียงแต่พูดว่า “ที่รัก เธอรู้ไหมว่าเรื่องที่ฉันตัดสินใจถูกต้องที่สุดในชีวิตคืออะไร?”

            จิ่งเยี่ยนกุยจะรู้ได้อย่างไร พอได้ยินก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ฟางเสียนจือยื่นมือมาลูบผมของเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “ที่จริงวันนั้นฉันไม่ได้ขึ้นไปหาไก่ป่า แต่ฉันขึ้นไปหาเธอต่างหาก”

            จิ่งเยี่ยนกุยตกใจเล็กน้อย ในแววตาของเขามีแต่ความอ่อนโยน “วันนั้นฉันได้ยินหลิวชุนฮวาคุยกับไอ้เสเพลก็เลยรีบขึ้นไปตาม แต่ฉันไม่ค่อยได้ขึ้นเขา เลยไม่คุ้นทาง กว่าจะไปถึงเธอก็ตกหน้าผาไปแล้ว”

            จิ่งเยี่ยนกุยพลันนึกถึงเรื่องที่เขาไม่แต่งงานในชาติที่แล้วขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในแววตาของเธอเต็มไปด้วยความตกใจ เขา…ไม่น่าจะชอบเธอมาตั้งแต่แรกๆ แล้วใช่ไหม?

            หลังจากที่ฟางเสียนจือรู้แล้วว่าเขาไม่ได้ชอบเธออยู่ฝ่ายเดียว จึงรู้สึกว่ามีบางเรื่องที่พูดกับเธอได้ จึงพูดต่อไปว่า “เธอยังจำเรื่องที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหม?”

            ในความทรงจำของจิ่งเยี่ยนกุย ทั้งสองแทบไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันในช่วงก่อนที่เธอจะตกหน้าผา อาจจะเคยพบกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีความประทับใจอะไร ตอนนั้นเธอเอาแต่คิดถึงเรื่องไร่นา ส่วนเขาก็เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้าน เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีความสัมพันธ์อะไรกับเขาได้

            เธอพยายามคิดอย่างละเอียด ก็ยังจำไม่ได้ว่าพวกเขาเคยเจอกันจริงๆ จังๆ เมื่อไหร่ และยังนึกไม่ออกว่าพวกเขาเคยพูดอะไรกันด้วย

            ฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอแล้วก็รู้สึกจนใจ ที่แท้เธอก็จำไม่ได้ว่าพวกเขาเคยรู้จักกัน

            เธอไอเบาๆ แล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันในหมู่บ้านสองสามครั้ง แต่เหมือนจะไม่เคยได้คุยกันเลยใช่ไหมคะ?”

            ฟางเสียนจือรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน ตอนนี้จึงไม่อยากคุยกับเธอแล้ว เมื่อสตาร์ทรถแล้วก็พูดว่า “ลองคิดดีๆ อีกที”

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359