แสงอรุณรุ่งของวันใหม่ในป่าต้องห้ามชั้นนอกสาดส่องทะลุผ่านม่านสายหมอกบางๆ ที่ลอยเรี่ยอยู่เหนือผิวน้ำตกม่านไพลินอากาศยามเช้าเย็นสบายและบริสุทธิ์เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังประสานกันราวกับซิมโฟนีแห่งพงไพรมันควรจะเป็เช้าที่แสนจะสโลว์ไลฟ์และเงียบสงบที่สุดของสถาปนิกผู้ปลีกวิเวก
ทว่า...
เมื่ออีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีผลักประตูกรอบไม้ออกมาจากบ้านหินสิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะจมูกของเขากลับไม่ใช่กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าแต่มันคือกลิ่นเหม็นเขียวอันรุนแรงและกลิ่นไอดินที่คลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ!
"กลิ่นอะไรเนี่ย..."อีไลอัสยกมือขึ้นขยี้ตาที่ยังลืมไม่เต็มตื่น เขาเดินโซเซออกไปที่ลานหน้าบ้านมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งเป็ที่ตั้งของโซนเกษตรกรรม
และเมื่อสายตาของเขาปรับโฟกัสได้ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำเอาอดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีถึงกับอ้าปากค้างขากรรไกรแทบหลุดร่วงลงไปกองกับพื้น!
แปลงผักยกแคร่ ที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างประณีตด้วยวิศวกรรมงานไม้บัดนี้มองไม่เห็นแม้แต่ขอบไม้กระดานเลยสักนิด! พื้นที่ทั้งหมดถูกกลืนกินด้วย ‘คลื่นสึนามิสีเขียว’ ขนาดั์!
เถามันเทศป่าขนาดเท่าท่อน้ำประปาเลื้อยพันกันยุ่งเหยิงและแผ่ขยายออกนอกกรอบแปลงไปไกลนับสิบเมตรใบของมันใหญ่โตเท่างอบบานๆ ซ้อนทับกันจนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้น ที่แปลงข้างๆผักกาดขาวจำนวนนับไม่ถ้วนขยายขนาดจนใหญ่เท่ากับก้อนหินแม่น้ำใบหนาเตอะของมันเบียดเสียดกันจนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดและที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือแปลงหัวไชเท้า...หัวไชเท้าสีขาวอวบอ้วนขนาดเท่าลูกหมูป่าแทงทะลุหน้าดินขึ้นมาจนกรอบไม้กระดานโอ๊กเหล็กถึงกับปริแตกและมีรอยร้าว!
นี่ไม่ใช่แปลงเกษตรเพื่อการยังชีพแต่มันคือป่าดงดิบยุคจูราสสิกขนาดย่อมๆ ชัดๆ!
เขายืนนิ่งไปครู่หนึ่ง… ภาพของแรงงานเมื่อคืนที่ทุกคนช่วยกันปลูกอย่างตั้งใจยังคงติดอยู่ในหัวแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่ “ความสำเร็จ” อย่างที่ควรจะเป็ มันคือสิ่งที่หลุดการควบคุมไปแล้วอย่างสมบูรณ์
“ทาดาาา!! เซอร์ไพรส์ไหมเ้านาย!!” เสียงใสๆดังขึ้นจากยอดูเาผักกาดขาว เดซี่ กระต่ายอสูรสายพฤกษาตัวอ้วนกลม ะโดึ๋งๆลงมาหาอีไลอัส ใบไม้เล็กๆ บนหูของมันสั่นระริกด้วยความภาคภูมิใจขั้นสุดยอดขนสีขาวของมันเปื้อนเศษดินเล็กน้อย บ่งบอกถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืน
“ฉันเห็นว่าดินที่เ้านายทำไว้มันร่วนซุยดีมากๆสารอาหารก็เพียบ! ฉันก็เลยลองกระทืบเท้าปล่อยมานาเร่งการเติบโตแบบ ‘โอเวอร์ไดรฟ์ ’ รวดเดียวจบไปเลย! ดินใต้เท้าของเธอยังอุ่นอยู่เล็กน้อยราวกับพลังเวทเพิ่งถูกปล่อยออกไปไม่นาน เ้านายดูสิ!หัวไชเท้าั์พวกนี้กินได้เป็เดือนๆ เลยนะ! ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ เ้านายต้องชมฉันนะ!”เดซี่ยืดอก ยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายคู่หน้า
อีไลอัสยืนนิ่งค้างสมองของนักผังเมืองกำลังประมวลผลความเสียหายทางนิเวศวิทยาตรงหน้า "เดซี่...ฉันสั่งให้แกรักษาสมดุลความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่ให้แกสร้างวันสิ้นโลกด้วยกองทัพผักนะโว้ย!"
เขาหันขวับไปมองรอบๆ เพื่อหาตัวช่วย "บาร์นีย์! ฟินน์!มาช่วยกันถอน..."
คำพูดของอีไลอัสถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อเขาหันไปเห็นสภาพของลูกบ้านอีกสองตัว
ใต้ร่มไม้ใหญ่ใกล้กับอ่างน้ำประปา บาร์นีย์ หมีั์อสูรระดับ Aผู้เป็ดั่งรถถังชีวภาพประจำหมู่บ้าน กำลังนอนหงายหลังตีพุงผึ่งลมอยู่ในสภาพที่หมดรูปที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาท้องของมันนูนป่องราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าลมจนตึงเปรี๊ยะ ข้างๆตัวมันมีซากหัวไชเท้าั์และเถามันเทศที่ถูกเคี้ยวแหว่งๆ วางกองเป็ูเาเลากา
“เอิ๊ก... บาร์นีย์... กินไม่ไหวแล้ว... ผัก...มีแต่ผัก... บาร์นีย์อยากกินปลาย่าง...” หมีั์เรอออกมาเสียงดังพร้อมกับกลิ่นเหม็นเขียว
ส่วนฟินน์ ลูกจิ้งจอกอสูรนักรบเวทมนตร์ก็นอนแหมะพาดทับอยู่บนพุงของบาร์นีย์ ลิ้นห้อยยาวถึงพื้น ดวงตาสีอำพันเหลือกมองบน “เ้านาย... ช่วยด้วย... ท้องฉันจะแตกแล้ว... ยัยก้อนขนบ้าพลังนั่นบังคับให้พวกเราชิมผลงานของหล่อนั้แ่เที่ยงคืน...ฉันเป็สัตว์กินเนื้อนะเ้านาย!ฉันกินมันเทศจนขนฉันจะกลายเป็ใบไม้ตามยัยนั่นไปแล้วเนี่ย! อ่อก...”
อีไลอัสยกมือกุมขมับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่สุดในชีวิตสถาปนิก
"ในทางเศรษฐศาสตร์และลอจิสติกส์ การมีทรัพยากรมากเกินไปโดยไม่มีการจัดการ มันเลวร้ายพอๆ กับการขาดแคลน"อีไลอัสเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์เสียงเครียด"เดซี่เร่งผลผลิตจนได้ปริมาณที่กินได้เป็เดือนก็จริง แต่ปัญหาคือ...อัตราการเน่าเสีย !"
เขาเดินไปเด็ดใบผักกาดขาวที่เริ่มมีรอยช้ำน้ำ"ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบป่าต้องห้าม ผักกาดและหัวไชเท้าพวกนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้กลางแดดไม่เกินสามวันเซลล์ของมันก็จะเริ่มสลายตัว น้ำในผักจะระเหยแบคทีเรียและเชื้อราจะเข้าจู่โจมสุดท้ายูเาอาหารพวกนี้ก็จะกลายเป็ูเาขยะเน่าเหม็น ที่จะดึงดูดทั้งแมลงวันและสัตว์มีพิษให้มารวมตัวกันที่หน้าบ้านเรา!"
“โฮ่ง! เ้านาย! พูดถึงตัวประหลาด... ไอ้ก้อนหนึบๆนั่นมันกำลังกินขยะของเ้าหมีอ้วนอยู่น่ะ!” ฟินน์เห่าเตือนพลางพยักพเยิดหน้าไปทางกองซากหัวไชเท้าเน่าที่บาร์นีย์กินทิ้งไว้
อีไลอัสหันขวับไปมอง ท่ามกลางเศษซากผักใบช้ำและเศษมันเทศมีสิ่งมีชีวิตลักษณะเป็ก้อนวุ้นโปร่งแสงขนาดเท่าลูกฟุตบอลกำลังเคลื่อนตัวดุ๊กดิ๊กไปมาและตัวเล็กๆรอบๆ อีกนับสิบตัวภายในเนื้อวุ้นของมันเปล่งประกายหลากสีสันสะท้อนแสงแดดยามเช้าราวกับปริซึมมันกำลังคลุมทับเศษหัวไชเท้าเน่า และเพียงชั่วพริบตาเดียว... ซากผักชิ้นนั้นก็ถูก ‘ย่อยสลาย’ ละลายหายไปในตัวของมันอย่างไร้ร่องรอย!
“สไลม์สีรุ้ง !?” อีไลอัสเบิกตากว้าง
“อี๋! มอนสเตอร์น่าเกลียด!เดี๋ยวฉันยิงไฟเผามันให้เองเ้านาย!” ฟินน์ตั้งท่าเตรียมพ่นไฟ
“หยุดเดี๋ยวนี้ฟินน์! นั่นไม่ใช่ตัวประหลาด...”ดวงตาของสถาปนิกน้อยเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้นขั้นสุด “ในโลกเวทมนตร์สไลม์คือสิ่งมีชีวิตที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุได้รวดเร็วที่สุด! มันไม่ใช่ภัยคุกคามแต่มันคือ ‘เครื่องกำจัดขยะชีวภาพระดับซูเปอร์คาร์’ ของขวัญจากพระเ้าชัดๆ!”
อีไลอัสไม่รอช้าเขาวิ่งเข้าไปหาก้อนวุ้นใสสีรุ้งที่กำลังเคี้ยวซากผักอย่างเมามันยื่นมือออกไปประทับตราพันธสัญญาอย่างรวดเร็ว
หน้าจอโฮโลแกรมเด้งพรวดขึ้นมา
[ ยืนยันนามแห่งพันธสัญญา:พุดดิ้ง - สไลม์สีรุ้งอสูร]
สไลม์สีรุ้งที่ได้ชื่อว่า ‘พุดดิ้ง’สั่นดุ๊กดิ๊กตอบรับอย่างอารมณ์ดีมันยืดตัวขึ้นมาถูไถมือของอีไลอัสอย่างเป็มิตร
“ดึ๋ยๆ! เ้านายฮะ! ของเน่าพวกนี้รสชาติเหมือนเยลลี่ผลไม้รวมเลยฮะ!พุดดิ้งชอบมากเลย!” ก้อนวุ้นสีรุ้งะโเด้งดึ๋งไปมาอย่างร่าเริง“พุดดิ้งกับน้องๆ จะกินให้เรียบไม่ให้เหลือกลิ่นเหม็นเลยฮะง่ำๆๆ!” “แหวะ! รสนิยมการกินพิลึกกึกกือที่สุด!อย่าเอาตัวเมือกๆ ของแกมาใกล้ฉันนะ!” ฟินน์แยกเขี้ยวขู่แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ เอาแต่สวาปามซากผักเน่าต่ออย่างเมามัน อีไลอัสหลุดหัวเราะออกมา"
"เอาล่ะทีมงานเฮเซลบรุค! ในเมื่อเรามีของดีอยู่ในมือโปรเจกต์ฉุกเฉินระดับชาติจะถูกแบ่งออกเป็สองงานหลัก!" อีไลอัสตบมือฉาดใหญ่"หนึ่ง: สำหรับ ‘เศษซากพืชเน่าเสีย’ เราจะสร้าง บ่อหมักขยะชีวภาพ ให้พุดดิ้ง!" และ สอง: สำหรับ ‘อาหารสภาพดี’ เราจะสร้าง ตู้เย็นใต้พิภพ!
ขบวนการก่อสร้างเคลื่อนพลไปที่พื้นที่ด้านล่างห้องส้วมทางทิศตะวันตกซึ่งอยู่ใต้ลมทันทีเพื่อเริ่มโปรเจกต์แรก
"ตาแกแล้วพุดดิ้ง! วิมานกำจัดขยะของแก!"
สถาปนิกน้อยนำก้อนหินแม่น้ำที่เหลือมาก่อเป็ทรงโดมรูปครึ่งวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสองเมตรเขาใช้ดินเหนียวผสมมอสส์ฉาบปิดรอยต่อทั้งหมดจนหนาเตอะ เพื่อสร้าง ‘ระบบปิดทึบอากาศ ’ ้าของโดมเขาเจาะช่องสี่เหลี่ยมและทำฝาไม้กระดานสำหรับเปิด-ปิดเป็ ‘ช่องทิ้งขยะ’
"การหมักขยะชีวภาพที่ส่งกลิ่นเหม็นเกิดจากการย่อยสลายที่ไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อเรามีพุดดิ้งอยู่ข้างในโดมปิดทึบนี้มันจะกินเศษผักเน่าเสียทั้งหมดอย่างรวดเร็ว!"อีไลอัสอธิบายพลางอุ้มเ้าสไลม์สีรุ้งหย่อนลงไปในโดมหิน"และที่เจ๋งที่สุดคือ... ของเสียที่สไลม์ขับถ่ายออกมาในระบบปิดแบบนี้จะกลายเป็ ‘ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ’ ชั้นยอดสำหรับรดแปลงผักและยังอาจจะให้ ‘ก๊าซชีวภาพ ’ ที่เราสามารถต่อท่อเอาไปใช้เป็เชื้อเพลิงจุดไฟได้ในอนาคตด้วย!Zero Waste ของแท้!"
พุดดิ้งส่งเสียง ดึ๋ยๆ อย่างเริงร่าอยู่ภายในบ่อหมักหินก้อนใหม่ที่มันสามารถนอนกินบุฟเฟต์ขยะได้ทั้งวัน
เมื่อโปรเจกต์แรกเสร็จอีไลอัสไปยังหน้าผาทางทิศเหนือห่างจากจุดศูนย์กลางน้ำตกม่านไพลินไปทางทิศตะวันตกประมาณร้อยเมตร
โครม! แคร่ก... ครืนนน!!
เพียงแค่การตะกุยครั้งแรกด้วยพละกำลังระดับมอนสเตอร์คลาสA ปัญหาทางวิศวกรรมปฐี ก็ประทุขึ้นทันที!
กรงเล็บที่ใหญ่โตและรุนแรงเกินไปของบาร์นีย์ทำให้หน้าดินที่อัดแน่นเกิดการสั่นะเือย่างหนัก แทนที่จะเป็การขุดเจาะอย่างประณีตมันกลับกลายเป็การทำลายล้าง แรงเฉือน จากการตะกุยทำให้โครงสร้างของชั้นดินสูญเสียการยึดเกาะมวลดินและก้อนหินขนาดใหญ่จาก้าเนินเขาพังถล่มลงมาเป็เทือกฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เกือบจะทับร่างของหมีั์ เศษหินก้อนหนึ่งพุ่งเฉียดหัวอีไลอัสไปเพียงไม่กี่เิเ
"หยุด!หยุดเดี๋ยวนี้เลยบาร์นีย์!" อีไลอัสรีบะโห้ามหน้าตาตื่นก่อนทีู่เาทั้งลูกจะถล่มลงมาทับบ้านหินของพวกเขา"กรงเล็บของแกมันใหญ่และหยาบเกินไป! การขุดูเามันไม่ใช่การใช้แรงเข้าแลกมันต้องคำนึงถึงการถ่ายเทน้ำหนักและเสถียรภาพของความลาดชัน ! ถ้าขืนให้แกขุดต่อ ูเาได้ถล่มลงมาทับพวกเราตายจริงๆ แน่!"
สถาปนิกน้อยเอามือกุมหัวด้วยความปวดร้าววิกฤตซ้อนวิกฤต อาหารก็กำลังจะเน่าตู้เย็นก็สร้างไม่ได้เพราะขาดเครื่องจักรที่ละเอียดอ่อนพอ"แล้วฉันจะไปหาแรงงานขุดเจาะที่ไหนมาทำอุโมงค์ไซส์เล็กๆแบบนี้ได้ล่ะเนี่ย..."
ในขณะที่อีไลอัสกำลังเคร่งเครียดและจนปัญญาอยู่นั้นฟินน์ที่วิ่งหนีฝุ่นดินถล่มออกมายืนอยู่ใกล้ๆ กับชายขอบแปลงผักยกแคร่ จู่ๆก็หยุดกึก จมูกสีดำของมันขยับฟุดฟิดอย่างบ้าคลั่ง หูสามเหลี่ยมตั้งชันขึ้นสัญชาตญาณนักล่าและเรดาร์ดมกลิ่นของจิ้งจอกอสูรทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ฟุดฟิด...เ้านาย! ตรงนี้มันมีกลิ่นแปลกๆ!” ฟินน์เอาตีนหน้าตะกุยดินที่อยู่ใกล้กับทางเดินระหว่างแปลงผักอย่างรุนแรง“มันมีกลิ่นไอดินชื้นๆ แล้วก็กลิ่นสิ่งมีชีวิต!ที่สำคัญ... พอฉันตะกุยดิน เสียงสะท้อนมันบอกว่าข้างใต้แปลงผักนี่มัน 'กลวง' นะเ้านาย!”
"กลวงงั้นเหรอ?"
อีไลอัสรีบวิ่งเข้าไปหาฟินน์เขาทรุดตัวลงคุกเข่า แล้วใช้เสียมไม้ที่พกติดตัวค่อยๆ ขุดแซะดินบริเวณที่จิ้งจอกอสูรชี้เป้าอย่างระมัดระวังเมื่อขุดลึกลงไปได้เพียงครึ่งเมตร ดินร่วนซุยก็ยุบตัวพรวดลงไป เผยให้เห็น 'ช่องว่างมืดมิด' ขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวดิน!
"นี่มัน...รูโพรงขนาดใหญ่เลยนี่นา!"
อีไลอัสเบิกตากว้างเขาหยิบคบเพลิงที่ดับแล้วมากระเทาะหินจุดไฟ ก่อนจะยื่นสอดเข้าไปส่องในช่องว่างนั้นและภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำเอาิญญาของอดีตสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบและเ้าระเบียบถึงกับต้องตะลึงงัน!
สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้ไม่ใช่โพรงดินรังหนู หรือหลุมที่ขุดสะเปะสะปะของสัตว์ป่า แต่มันคือ 'อุโมงค์ใต้ดิน ' ที่ถูกออกแบบและขุดเจาะไว้อย่างงดงามและสมบูรณ์แบบที่สุด!
ผนังของอุโมงค์เป็รูปทรงโค้งมน ที่ช่วยรับน้ำหนักของผืนดินแปลงเกษตร้าได้อย่างไร้ที่ติพื้นผิวของดินที่ถูกขุดนั้น 'เรียบเนียนกริบ' ราวกับถูกฉาบด้วยปูนซีเมนต์ชั้นดีและถูกขัดมันด้วยเกรียงไม่มีเศษหิน หรือรากไม้โผล่มาให้เกะกะสายตาความลาดเอียงของพื้นอุโมงค์ก็ถูกปรับระดับอย่างสม่ำเสมอมันคือผลงานสถาปัตยกรรมใต้ดินที่ประณีตจนเหมือนกับมีวิศวกรเอาไม้บรรทัดระดับน้ำมาวัดและตีเส้นไว้ทุกตารางนิ้ว!
"สมบูรณ์แบบ...โครงสร้างรับแรงกดได้ศูนย์ได้ฉาก รอยตัดเรียบเนียนระดับมิลลิเมตร..."อีไลอัสลูบผนังอุโมงค์ด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น"ใครเป็คนสร้างวิศวกรรมโยธาระดับมาสเตอร์พีซนี้กัน!?"
“กิ๊ก! กี๊ๆๆๆ!!แกรกๆ!!”
เสียงร้องแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดังก้องออกมาจากความมืดมิดในอุโมงค์อีไลอัสสะดุ้งสุดตัว รีบยกคบเพลิงส่องตามเสียงไปทันที
จากเงามืดด้านลึกของอุโมงค์ปรากฏสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์แปลกประหลาดที่กำลังเดินเตาะแตะออกมาอย่างขึงขัง มันคือ 'ตุ่นอสูร ' ขนาดตัวประมาณสุนัขตัวย่อมๆขนของมันสั้นเกรียนสีน้ำตาลเข้ม กรงเล็บที่ตีนหน้าของมันแบนและกว้างคล้ายกับใบมีดของรถเกรดดิน
แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดจนทำให้อีไลอัสต้องขยี้ตาดูอีกครั้ง คือบริเวณ 'บนหัว' ของมัน!
ตุ่นอสูรตัวนี้มี 'แผ่นเกล็ดกระดูกแข็งสีเหลืองหม่น' ทรงครึ่งวงกลมครอบคลุมส่วนหัว้าเอาไว้... รูปร่างของมันดูไม่ต่างอะไรกับ 'หมวกนิรภัย ' ของวิศวกรคุมไซต์งานก่อสร้าง!
และที่ด้านหลังของตุ่นอสูรตัวหัวหน้ายังมี 'เหล่าตุ่นน้อย(ตุ่นป่าปกติ)' อีกสี่ห้าตัวที่ไม่ได้มีเกล็ดหมวกเซฟตี้แบบลูกพี่ของมัน เดินเตาะแตะตามมาติดๆพวกตุ่นน้อยกำลังทำหน้ามุ่ยและช่วยกันปัดเศษดินออกจากตัว
เ้าตุ่นอสูรหมวกเซฟตี้เดินมาหยุดอยู่ตรงแสงคบเพลิงมันยืนสองขา ท้าวสะเอว (เท่าที่ขาหน้าสั้นๆ จะทำได้)แล้วชี้กรงเล็บทะลุรูที่อีไลอัสเพิ่งขุด ลงไปที่พื้นดิน้าพร้อมกับส่งเสียงร้อง “กี๊ๆๆ! แกรกๆ!” อย่างบ้าคลั่ง
แม้จะยังไม่ได้ทำพันธสัญญาและฟังภาษาของมันไม่ออกแต่อีไลอัสก็สามารถแปลท่าทางภาษากายของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
มันกำลังชี้ไปทางเนินเขาด้านหลังบ้านหินสลับกับชี้มาที่เพดานอุโมงค์อันเรียบกริบของมัน ที่บัดนี้มี 'รอยแตกร้าว' เป็ทางยาวซึ่งเกิดจากแรงสั่นะเืมหาศาลตอนที่บาร์นีย์เดินกระทืบและตะกุยเนินเขาเมื่อครู่นี้!
ตุ่นอสูรหมวกเซฟตี้กระทืบเท้าแกรกๆเอามือกุมขมับ (หมวก) ตัวเอง ท่าทางของมัน… ไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือความไม่พอใจของ “เ้าของพื้นที่”อย่างชัดเจน
อีไลอัสกลืนน้ำลายลงคอ...การเผชิญหน้ากับวิศวกรใต้ดินตัวจริง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
[ การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างสำเร็จ:บ่อหมักขยะชีวภาพ]
[ การประทับตราพันธสัญญาสำเร็จ: พุดดิ้ง(สไลม์สีรุ้งอสูร ระดับ E) ]
[ ประสิทธิภาพพื้นที่: Zero Waste 100% / คลังเสบียงความชื้นสมดุล ]
[ คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข ]
[ เลเวลตัวละคร: Lv.6 ]
[ สกิล: สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.6, พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย Lv.6 ]
[รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค: รวม 55 ชีวิต]
ลูกบ้านอสูร(พันธสัญญาหลัก): ฟินน์ (จิ้งจอกอสูร ระดับ C), บาร์นีย์ (หมีั์อสูร ระดับ A), เดซี่(กระต่ายอสูร ระดับ C), พุดดิ้ง (สไลม์สีรุ้งอสูร ระดับ E)
ประชากรทั่วไป(แรงงาน/ผู้อยู่อาศัย) : กระต่ายป่าธรรมดา 40 ตัว (สังกัดแผนกเกษตรกรรม), สไลม์ปกติ 10 ตัว (สังกัดแผนกจัดการของเสีย)