คิลขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เป็นไปตามที่เฟรินคาดทุกอย่าง อาคารเอดินเบิร์กที่พวกเขาคุ้นเคย ถูกแปรสภาพจนแทบจำไม่ได้ คลับคล้ายบ้านร้างที่มียักไย่ขึ้นเต็มไปหมด ทุกคนตัดสินใจแยกกันไปคนละทางตามที่เฟรินแนะนำ เพราะถ้าขืนอยู่ด้วยกันหมดหมายความว่าไอสัญลักษณ์นั่นก็จะครบพอดี และถ้าถูกเก็บหมดนอกจากจะหมดสิทธิ์เป็นผู้คุมกฎแล้ว เฟรินก็จะไม่ได้เป็นเสนาธิการฝ่ายซ้ายเช่นเดียวกัน
คิลเดินขึ้นบันไดไปทางทิศที่เขาคาดว่าน่าจะเป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไอเพื่อนซี้ ก่อนจะรีบหักหลบซ่อนตัวในมุมนึง มีดสั้นถูกเรียกเข้ามือ ดวงตาสีม่วงจับจ้องไปที่เงาราง ๆ ที่น่าจะเป็นของใครสักคนในกลุ่มผู้ลงตำแหน่งผู้คุมกฎ เขารอให้เงานั้นเคลื่อนมาช้าก่อนจะเห็นตัว ดวงตาที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีจดจำเหยื่อได้ทันทีที่เห็นก่อนจะใช้ความเร็วดุจซาตานเข้าปลิดชีพ
“ผมขอแล้วกันน่ะฮะ” มือหนากวาดหาเหรียญตามเสื้อผ้าของผู้ตาย เหรียญที่ได้คือ สฟิงซ์ ซึ่งเหรียญที่ได้ในตอนแรกของเขาคือ กริฟฟิน ดังนั้นหมายความว่าเขาต้องหาอีกสองเหรียญคือ ดราก้อนและฟีนิกซ์
คิลเดินผ่านขึ้นบันไดไปอีกชั้น เสียงการปะทะกันเริ่มดังให้ได้ยิน ชายหนุ่มซ่อนตัวในเงามือ เพราะไอคนที่มันสู้กันอยู่นี่มันดันสู้กันบนทางเดินพอดี ตอนแรกเขาก็กะว่าจะรอให้คนนึง แพ้แล้วค่อยสู้กับคนชนะ แต่ดันซวยเข้าไปอีกเพราะดันเป็นคู่นักบวชซาตาน ที่รอจะซัดกันมานานแล้ว พอได้โอกาสก็ใส่กันซะไม่เกรงใจใคร ไอจะผ่ากลางวงแล้วไปต่อมันก็ไปไม่ได้
ดวงตาสีม่วงพยายามมองไปรอบ ๆ เพื่อหาทางออก สมองน้อยๆ รีบประมวลผล ก่อนที่จะรู้ว่าทางเดียวที่จะไปต่อได้คือการผ่ากลางวงของทั้งสองคนเข้าไปเป็นแน่แล้ว จึงกะจังหวะและการเคลื่อนไหวทั้งคู่ ก่อนจะใช้ความไวเล็ดลอดผ่านไปได้
“เพราะนายแหละ ลอรี่ คิลลี่น้อยหนีไปเลย”
เฟี้ยว ฉึก ๆๆๆๆ
“ช่างหัวมันสิ แล้วแกก็ตายมันซะที่นี่เนี่ยแหละ ไอลูคัส”
“โอ๋ ๆ ลอรี่น้อย ไม่เอาไม่โกรธ ไม่เอา น่ากลัว” เท่านั้นแหละการต่อสู้ที่แต่เดิมรุนแรงอยู่แล้วก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีกพังพนังห้องข้าง ๆ และทางเดินแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกเลย
คิลที่รอดพ้นจากคู่หู ซาตานก็เดินอย่างระวัง เปิดห้องต่าง ๆ เป็นบางครั้งเพื่อหาความผิดปกติที่ธงอาจจะอยู่ได้ จนสุดท้ายก็เจอแจ๊คพอต
“มีดราก้อนรึป่าว?” เสียงทุ้มถามเขาเหี้ยม ๆ ในมือถือดาบรออยู่ก่อนแล้ว
“ก็ลองมาดูเองสิ” คิลเอ่ยอย่างท้าทายเช่นเดียวกัน ดาบสีแดงฉานแวววับปรากฏเข้ามือของผู้พูด ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ไม่ยากนัก ทั้งสองเดินดูเชิงกันอยู่สักพักก่อนจะพุ่งเข้าใส่กันด้วยความเร็วและความแรง คิลต้องใช้การพลิกแพลงสถานการณ์หลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากคู่ต่อสู้มีแรงเยอะกว่าและการลงดาบที่หนักหน่วงกว่ามาก แล้วไอการใช้ดาบเขาก็ไม่ได้ถนัดหรือดีเด่นอะไรด้วย
“ว่าไง ไอหนูมีดีแค่ปากว่าหรอกหรอ ว่าไง”
เสียงฝ่ายตรงข้ามเหยะแหยก้องไปทั่วห้องที่ใช้เป็นสังเวียนต่อสู้ คิลคิดหาทางออก ไม่นานมือข้างที่ยังว่างก็ปรากฏกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนอ่อน ๆ ดาบยาวถูกเปลี่ยนเป็นมีดสั้นที่เจ้าตัวถนัด การเคลื่อนในเงาอย่างคมกริบตามที่ได้ถูกมือมาเพื่อใช้ในการฆ่า
“แล้วแกจะเสียใจ”
คิลเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียมพร้อมทั้งเคลื่อนตัวไปรอบ ๆ ด้วยความเร็ว มีดสั้นที่พุ่งมาจากรอบทิศทางทำให้คู่ต่อสู้ต้องใช้สมาธิในการตั้งรับค่อนข้างสูงทีเดียว คิลพยายามเจาะเข้าช่องโหว่ของคู่ต่อสู้ นานพอสมควรกว่าเขาจะหาช่องโหว่นั้นทัน แต่ทันทีที่พุ่งเข้าไปคู่ต่อสู้เขาก็พลิกกลับมารับมีดสั้นได้ทันเสียการ การต่อสู้เลยเริ่มขึ้นอีก มีดสั้นเสียเปรียบดาบตรงที่ความยาวทำให้ คิลรับดาบได้ไม่หมด
สุดท้ายชายหนุ่มก็ตัดสินใจพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายและใช้มีดสั้นรับดาบและเรื่อยไสมีดสั้นเข้าใกล้ด้ามดาบ ทำให้ปลายดาบเฉือนเนื้อเข้าไปนิดหน่อย ก่อนจะตวัดมีดสั้น พลิกตัวปักปักปลายมีดลงบนมือที่จับด้ามดาบและดีดตัวไปด้านหลังคู่ตัวสู้ ใช้ กระแสไฟฟ้า ช๊อคเข้าไปที่ต้นคอ ทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงไป คิลทรุดตัวลงนั่งเหนื่อยหอบ ก่อนจะเรียกกล่องปฐมพยายามออกมาทำแผลอย่างลวก
“บัดซบ” คิลสบถอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อไม่ใช่เหรียญที่เขาอยากได้ “เสียเวลาชิบเป๋ง” แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเก็บเหรียญ กริฟฟินเข้ากระเป๋าเผื่อใช้อย่างอื่นได้
ร่างหนาเดินโซซัดโซเซเล็กน้อยไปตามทางเพื่อขึ้นไปยังชั้นต่อไป กระแสการต่อสู้ทำให้เข้าต้องหลบยืนดูหนังเสาต้นหนึ่ง
โร เซวาเรสกำลังต่อสู้อยู่กับใครคนหนึ่งอยู่อย่างเข้มข้น โรที่จับสัมผัสของ คิลได้เช่นเดียวกัน
“ไม่คิดจะช่วยกันรึไง คิล”
“ก็เห็นสนุกอยู่นี่หว่า ไว้ล้มเดี๋ยวตามไปซ้ำเองไม่ต้องห่วง” คิลตอบกลับพร้อมเดินมานั่งดูใกล้ ๆ ซะอย่างนั้น โรขยับยิ้มนิด ๆ ตามแบบฉบับ คทาปักสวบลงบนพื้นก่อนเสียบริกรรมคาถาจะดังขึ้น รวดเร็วไร้ช่องโหว่ ทำให้ร่างของคู่ต่อสู้หยุดนิ่งสักพัก
“แกทำอะไร หา!” คู่ต่อสู้ของโรตะคอกเข้าใส่
“แค่มนต์เด็กเล่นเท่านั้นเอง” เพียงคำพูดไม่กี่คำ ร่างของคู่ต่อสู้ก็ล้มลง สร้างความ งุนงงแก่ คิลไม่น้อย “อ่ะ จริงสิ พูดคำว่ามนต์ไม่ได้นี่” โรแกล้งพูดเหมือนลืมตัว
คู่ต่อสู้ของเขาก็ลงไปชักดิ้นชักงออีกรอบบนพื้นเหมือนเสียสติ
“นายทำอะไร โร” คิลพูดเสียงเครียด เขาไม่เคยเห็นมนต์บทไหนที่ทำให้คู่ต่อสู้แสดงอาการแบบนี้มาก่อน
“ก็แค่มนต์เด็กเล่น มนต์ง่าย ๆ ที่เอาไว้ให้เด็กหัดออกเสียง เพียงแค่ ฉันพูดคำว่ามนต์ คำนั้นก็จะก้องและป่วนประสาทของคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ยากเย็น เอาล่ะ พอกันที มนต์ มนต์ มนต์”
โรรอสักพักจนร่างนั้นนิ่งสนิท เขาจึงลงมือคว้านหาเหรียญในเสื้อของคนนั้น
“ดราก้อน ฟีนิกซ์ สฟิงซ์ หว้า ฉันกำลังหา สฟิงซ์ กับ กริฟฟิน อยู่” โรบ่นอย่างเสียดาย ทำให้ คิลนึกขึ้นได้
“งั้นพอดี ฉันมี กริฟฟิน สอง และ สฟิงซ์อีกหนึ่ง นายเอา กริฟฟินไป แล้วเอา ดราก้อน กับ ฟีนิกซ์มาแค่นี้ก็จบเรื่อง ที่เหลือก็แค่หาธงไอ้เฟรินแล้วก็ออกไปเท่านั้น”
“ไม่ต้องหาแล้ว” โรดึงธงที่พกไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาก่อนจะเก็บกลับที่เดิม “ฉันว่าหาทางออกให้เจอดีกว่ามั้ง
ด้านนอกตรงที่นั่งของเหล่าผู้ลงตำแหน่งเสนาธิการฝ่ายซ้าย ก็กำลังมีการแข่งขันฆ่าเวลาเช่นเดียวกัน ก็คือกระดานหมากรุกแบบสี่ทิศ มีหมากทั้งหมดสี่สีให้ผู้ลงตำแหน่งคนละสี หมากรุกนี้มีการเล่นที่เหมือนหมากรุกทั่วไป เพียงแค่นอกจากจะต้องระวังฝั่งตรงข้ามแค่คนเดียว ก็จะกลายเป็นว่าการเดินหมากแต่ละครั้งจะมีความเสี่ยงที่จะถูกกินจากสามทางแทน เฟรินลุกขึ้นขยับหมากอย่างขี้เกียจก่อนจะคว้าของว่างที่บริการ จะว่าไปการสอบเสนาธิการฝ่ายซ้ายแทบจะสบายที่สุดแล้ว นอกจากส่งลูกน้องไปตายแทนก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ ก็ถึงว่าทำไม โรเวน พี่แกถึงได้ติดใจตำแหน่งนี้นักหนา
“พี่โรเวนถามไรหน่อยสิ ทำไมถึงผลักให้ไอคาโลขึ้นไปเป็นหัวหน้าป้อม ทำไมพี่ไปผลักตัวเองขึ้นไปเล่า” เฟรินถามข้อสงสัยของตัวเอง โรเวนยิ้มรับคำถามรุ่นน้องก่อนจะยกชาขึ้นมาจิบ
“ตำแหน่งหัวหน้าป้อมใช่ว่าใครจะเป็นก็เป็นได้ง่าย คนเก่งแต่ไม่ใส่ใจผู้อื่น ไม่มีความเมตตาไม่มีความเข้าใจ ไร้ซึ่งความสงสารก็ไม่อาจเป็นได้ ในขณะเดียวกัน คนที่มีความเมตตาแต่ไม่มีพลัง ก็ไม่สามารถปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาได้”
“โถ่ พี่ พี่ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่า ไอคาโล ปากก็หนัก ใจก็อ่อน ยั่วนิดติดง่าย จะตายไป ปากก็หนักแบบนั้นจะไปสั่งใครเขาได้ แถมใจอ่อนอีกต่างหาก ตาย ๆ กันพอดี แถมถ้ายั่วสักหน่อย โห ไม่ต้องพูดถึง” เฟรินชี้นิ้วไล่สรรพคุณเสร็จสรรพ แล้วส่ายหน้าส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่เห็นด้วยถึงที่สุด
“ขนาดนั้นเชียว”
“ก็ใช่สิพี่ แช่แข็งป้อมชัด ส่งหมอนั้นไปเป็นหัวหน้าป้อมแบบนี้ ถ้ามันได้เป็น น่ะพี่ ซื้อน้ำแดงมาเตรียมราดบนดานฟ้าป้อมอัศวิน ทำเป็นป้อมน้ำแข็งใสได้เลยพี่”
“หึ ๆ เราก็ช่างคิด จริงอยู่ที่คาโลอาจจะใจอ่อนบ้าง แต่พี่ว่าเป็นข้อดีสำหรับคนเป็นหัวหน้าคน ที่บางครั้งต้องแข็ง ในบางครั้งต้องอ่อน ถ้าแข็งเกินไปก็จะกลายเป็นเผด็จการ ถ้าอ่อนเกินไปก็จะกลายเป็นปวกเปียก แต่คาโล มีทั้งสองอย่าง ถ้าพูดกันตามตรง นายมีคุณสมบัติมากพอที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าป้อมเสียอีก”
เฟรินทำหน้าเหยเก ก่อนจะหัวเราะดังลั่น “ผมเนี่ยน่ะพี่ เดี๋ยวเค้าก็หาว่าเป็นซ่องโจรกันพอดีหรอก”
“ฮ่า ๆ พี่พูดจริง ๆ อาจจะเพราะความสามารถในการต้มตุ๋นของนาย ทำให้บุคลิกการวางท่าของนายสามารถเข้าถึงผู้คนได้หลากหลายตามสถานการณ์ นายมีลักษณะที่เดาได้ยากและมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว เด็ดขาดมากกว่าคาโล อันนี้พี่พูดจากภารกิจที่เราทำครั้งที่แล้ว นายสามารถมองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ วิเคราะห์ความสามารถ และออกคำสั่งตามความถนัดของแต่ละคนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นจากที่เห็นฝีมือนายก็ถือว่าดีเลยทีเดียว แต่เพราะนิสัยส่วนตัวของนายพี่เลยคิดว่าการบังคับเพื่อผลักนาย ขึ้นไปเป็นหัวหน้าป้อม อาจจะไม่ดีสักเท่าไร”
“พี่เลยดันผมมาเป็นเสนาธิการนี่แทนว่างั้น ความจริงพี่ทำต่อก็ได้นี่ ผมคอยช่วยงานไม่น่ามีปัญหาอะไรสักหน่อย” เฟรินบ่นพึมพำตามประสาคนขี้เกียจ
“ฮ่า ๆ มันก็ได้อยู่หรอกน่ะ แต่ที่พี่ผลักดันนาย คิล และโร ก็เพื่อที่จะค้ำคาโล การที่เป็นหัวหน้าป้อมต่อให้ทำงานดีแค่ไหน แต่ไม่มีคนสนับสนุนก็ยากที่จะทำงานให้ดีอยู่ดี การที่นายขึ้นมาเป็นเสนาธิการฝ่ายซ้าย และคิล โรเป็นผู้คุมกฎ ในตำแหน่งสำคัญแบบนี้ ทำให้อำนาจของปีสองอย่างพวกนายมีสิทธิและเป็นที่ยอมรับมากกว่า การที่คาโลขึ้นตำแหน่งสูงเพียงคนเดียว และมีรุ่นนายอยู่ตำแหน่งล่าง ๆ”
“ความจริง พี่ให้ลิน เฟลิโอน่า หรือโร มาทำแทนก็ได้นี่ครับ ดูมีราศีกว่าผมตั้งเยอะ”
“โร พี่ยอมรับว่าหมอนั่นเก่งพอตัวเลยทีเดียว ในระดับเสนาธิการฝ่ายซ้าย ถือว่าโร เหมาะสมพอสมควรเลยล่ะ แต่ข้อเสียของโร คือบุคลิกความเป็นผู้นำไม่ได้ แต่เหมาะจะเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ร่วมวางแผนการเบื้องหลังมากกว่า คาลิน่ามีความแข็งแกร่งแต่ก็ยังใจอ่อนอยู่มาก ขาดความเด็ดขาดเลยไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ตำแหน่งที่เจ้าตัวเหมาะสมน่าจะเป็นสามขุนพล หรือผู้คุมกฎมากกว่าเสียอีก เฟลิโอน่าฝีมือ บุคลิก ความเด็ดขาดทั้งสามข้อ ผ่านหมดเพียงแต่ว่า พี่คิดว่าเฟลิโอน่าเหมาะที่จะสนับสนุนมากกว่าเช่นกัน”
“มันก็จริงอย่างพี่ว่า จริง ๆ นั้นแหละ เฮ้อ หวังว่าไอพวกบ้านั้นคงจะไม่ได้ธงออกมาหรอกน่ะ” เฟรินบ่นพึมพำเบา ๆ อย่างขี้เกียจ มือหนาหยิบของว่างมาเคี้ยวเล่นสบายใจ
“นี่ก็ใกล้เวลาแล้วด้วยสิ ก็ต้องรอดูกันไปว่า พี่คิดถูกหรือคิดผิดที่ให้นายลงตำแหน่งนี้” โรเวนเอ่ยขำ ๆ และนั่งจิบชากินขนมกับ เฟริน พูดคุยกันไปเรื่อย จนสักพักระฆังหมดเวลาดังขึ้นพร้อม กับ ไอโรและไอคิลวิ่งกระหืดกระหอบออกมาพร้อมธงที่ถูกนำไปไว้ในป้อม ทำให้พี่โรเวนยิ้มขำ
“เสนาธิการฝ่ายซ้ายคนปัจจุบัน เฟริน เดอเบอโรว์ เดอะทีฟ ออฟ บารามอส”
ขวดเหล้าหลากสีที่ขนมาจากเดมอสด้วยการเคลื่อนย้ายของครี้ด ธันเดอร์ คลังของมึนเมาประจำรุ่น และอภินันทนาการ กับแกล้มชั้นดี จากเหล่าเพื่อนก๊กกินนอน ที่ขนมามากมายฉลองให้กับตำแหน่งในสภาที่เหล่าปีสองถือว่ากวาดไปเยอะทีเดียว โดยเฉพาะหัวหน้าป้อม ที่คาโลกวาดมาได้ เสนาธิการฝ่ายซ้ายโดยเฟริน ตำแหน่งผู้คุมกฎจากโร และคิล สามขุนพล มาทิลด้า ผู้พิทักษ์ป้อม ได้แก่ ครี้ด กัส ซีบิล เกือบครึ่งหนึ่งของชั้นปี ทำให้ต้องออกมาเฮฮาปาร์ตี้ ลืมกฎลืมระเบียบกันหน้าด้าน ๆ
แต่เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันหยุดไม่มีเรียน เหล่าสาวงามทั้งห้าจึงพร้อมใจกันอนุญาตให้เหล่าทโมนทั้งหลายได้ดื่มกินกันอย่างจุใจ คุ้มกับที่เหนื่อยมาทั้งวัน ส่วนพวกเธอก็เพียงแค่นั่งจิบไวน์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อ่อน ๆ เท่านั้น
คาโลที่ตอนแรกไม่ได้ร่วมกินด้วยด้วยเริ่มหน้าแดงนิด ๆ ให้เห็นว่าเริ่มเมา เพราะถูกพวกเพื่อน ๆ ลากไปกรอกเหล้าใส่ปากอยู่หลายรอบ ส่วนเพื่อนคนที่เหลือก็เช่นเดียวกัน เมาหลับพับ อ้วกแตก อ้วกแตน เต้นแรงเต้นกากันถ้วนหน้า สร้างความหน้าอนาถใจแก่ผู้คุมทั้งห้าเป็นอย่างมาก
นั่งดื่มกินกันสักพัก คาลิน่าก็ขอตัวออกไปด้านนอกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ เฟรินที่หันมาเห็นพอดีก็ไม่ได้ว่า หรือตามไปเพราะคิดว่าหญิงสาวอาจจะต้องการอยู่คนเดียวสักพัก
คาลิน่าเดินมาหยุดที่สวนหลังป้อม ดวงตาสีฟ้ามองไปยังดวงดาวบนฟากฟ้าอย่างสงบใจ
“ออกมาดูดาวหรอครับ รุ่นพี่คาลิน่า ไม่หนาวหรอ” เสียงทุ้มที่ตามเธอตลอดสองอาทิตย์ทำให้ไม่ต้องหันไปมองเธอก็จำได้ดี
“เรโช แล้วนายล่ะ มาทำอะไร” เสียงหวานเอ่ยนิ่งตามนิสัย มองสบคนตรงอย่างเย็นชาด้วยท่าทีห่างเหิน
“เห็นรุ่นพี่ออกมา ผมก็เลยตามมาไง ครับ รุ่นพี่คาลิน่า” เรโชถามเสียงเบา ดวงตาสบมองหญิงสาวอย่างค้นหา พร้อมก้าวประชิดตัวหญิงสาว
“ฉันไม่อยากให้เฟริน เข้าใจผิด อย่าทำแบบนี้เลย” เสียงหวานเอ่ยอย่างขอร้อง พร้อมเดินถอยห่างออกมา
“เฟริน เฟรินงั้นหรอมันรักรุ่นพี่จริง ทำไมที่ผ่านมามันถึงไม่เคยดูแล ไม่เคยเอาใจใส่รุ่นพี่เลยล่ะครับ ทำไมมีแต่รุ่นพี่ที่ต้องคอยเอาใจมันตลอด ตื่นขึ้นสิครับ ผมรักรุ่นพี่มาตลอด เจ้าหญิงคาลิน่า ผมจะดูแลรุ่นพี่ จะเอาใจใส่รุ่นพี่เอง รับรองว่าไม่เหมือนที่เฟรินทำแน่” เรโชรัวคำพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ มือหนากุมข้อมือบางเพื่อไม่ให้เธอถอยหนีเขาไปได้อีก
“ทำไม เราไม่ลองพิสูจน์ดูล่ะครับ รุ่นพี่ พิสูจน์ใจของรุ่นพี่ ว่ารักมัน หรือรักผม” สิ้นเสียง ริมฝีปากหนาก็ประกบกับริมฝีปากบางอย่างรวดเร็ว รุนแรง โหยหา และอ่อนโยนในคราวเดียวกัน คาลิน่าพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนที่เกี่ยวรัดนั้นแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงได้ จึงต้องปล่อยให้ชายหนุ่มตักตวงความหวานจนพอใจ
.........................................................