“แม่คะ เพียวอยู่โรงพัก”ฉันยืนพิงต้นไม้หันหน้าไปทางประตูโรงพักเพื่อประชาชนพร้อมกับเล่าเื่บ้าบอให้แม่ฟังแม่หัวเราะแล้วบอกว่า เดี๋ยวความจริงก็ปรากฏให้ถือซะว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกันเสร็จแล้วจะให้ไปประกันตัวกี่โมงก็บอก ก่อนที่จะวางสายไป ‘แม่ฉันพูดตลกอีกแล้วนะ’ฉันมองโทรศัพท์ที่ตัดสายแล้วเดินขึ้นบันไดสองขั้นก็เห็นไอ้บ้านั่นยืนกอดอก อมยิ้ม เยาะเย้ย
“แม่เธอคงเอือมระอาสินะที่มีลูกสาวแบบนี้”
‘มันอะไรอีกวะ’“นี่” ฉันหยุดแล้วจ้องหน้าหมอนั่นไปตรงๆ และจะถามมันตรงๆ ด้วย “นายคงไม่ค่อยเต็มบาทสินะคิดเองเออเองเก่งเป็บ้า”
“เธอนะสิไม่เต็มบาทอย่าคิดว่าทำผิดแล้วจะรอด”
“แล้วนายเห็นงั้นสิว่าฉันจะขโมย!!”
“ไม่เห็น แต่รู้ว่าเธอจนและขี้ขโมย!!”
เพี้ยะ!!! ฉันตบปากหมอนี่ไปเต็มแรงเลย ถ้าจะโดนข้อหาในวันนี้ก็โดนเพราะเื่ทะเลาะวิวาทนี่ล่ะวะ“ฉันจนจริง แต่ไม่เคยคิดที่จะเป็ขโมยเว้ย!!ไอ้ปากเปรตถ้าวันนี้ฉันโดนข้อหาทะเลาะวิวาทอีก นายก็โดนข้อหาสบประมาทล่ะวะ มาสิ!! เข้ามาเลย!” ฉันกวักมือเรียกให้เขามาตีกับฉัน ก็รู้อยู่ว่าขนาดตัวมันคนละรุ่นแต่ตอนนี้มันเืขึ้นหน้าโว๊ย!! ความชุลมุนเกิดได้ไม่นาน ผู้ต้องหาอีกคนก็มาถึง
“อิเพียว!!” ต้อยวิ่งไปขัดอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวเองกำลังจะจัดมวย “มึงทำบ้าอะไรวะเนี่ย”รั้งข้อมือบางเอาไว้
“ก็จะตีกับไอ้บ้านี่น่ะสิ” ฉันเดือดจนถึงขีดสุดกับคนแบบนี้ไม่ต้องมีแล้วมารยาทน่ะ
“ฉันชื่อเวฟ ไม่ใช่ชื่อไอ้บ้า”
“ไม่ได้ถามเว้ยไอ้รถเครื่อง!!” ทำเป็อวดรวยแต่ชื่อรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ฉันเลิกสนใจไอ้คนที่โดนฉันตบปากแล้วหันไปถามคุณตำรวจที่พาตัวไอ้ต้อยมา“มีคลิปจากกล้องวงจรปิดมั้ยคะ” ปลอบตัวเองว่าให้ใจเย็นๆไว้
“มีสิ เข้าไปข้างในเถอะ” ตำรวจเดินนำสามวัยรุ่นหัวร้อนเข้าไปด้านในแล้วส่งคลิปให้ลุงจ่าผู้รับเื่ไว้เมื่อครู่ภาพจากกล้องเห็นกันชัดเจนในตอนที่คุณผู้หญิงกำลังยืนซื้อกล้วยทอดและจังหวะที่ไอ้ต้อยวิ่งผ่าน ระยะห่างจากคุณผู้หญิงมีมากกว่าสองเมตรเห็นได้ชัดว่าพอไอ้ต้อยวิ่งผ่านไปแล้ว คุณผู้หญิงถึงได้ร้องออกมา “เดี๋ยวครับ”ตำรวจหนุ่มกดถอยไปหยุดในตอนที่คุณผู้หญิงร้อง ไอ้ต้อยก็วิ่งห่างไปมากกว่าห้าเมตรแล้ว“ดูนี่สิครับ” ชี้ไป้าเห็นนกตัวหนึ่งบินมาแล้ว ‘อึ’ ทุกคนหันมองหน้ากันแล้วมองเลยไปที่หัวไหล่ของคุณผู้หญิงและต่างก็ลุกหนีกันหมด
ผู้หญิงคนรวยหน้าเสีย แม้กองอึของนกจะจางหายไปจากไหล่เล็กน้อย แต่ความรู้สึกว่ามันเคยอึก็ยังคงมีอยู่ “อ๊ายยย”รองเท้าส้นสูงกระทืบเร่าๆ บนโรงพักเมื่อเื่ทุกอย่างมันผิดไปหมดความรู้สึกว่ามีคนััไหล่แท้จริงไม่ใช่ลวนลามแต่เป็ ‘นกสะกิด’ กองเบ้อเริ่ม “พอกันที!!” เธอเดินหนีออกไปด้วยความอับอาย
เวฟสายมโน หลานชายของน้าเฟื่องลูบหน้าตัวเองเหมือนได้สติเต็มเต็งกลับมาจากหลักฐานในกล้องก็รู้ว่าคนร้ายตัวจริงนั้นบินหนีไปแล้ว ‘การอยู่โรงพักต่อไปก็มีแต่เสียมากกว่าได้ เมื่อผลออกมาชัดเจนว่าเขากับน้าจับผู้ต้องหามาผิดตัว?’“ฉันจะจ่ายให้คนละหมื่นแล้วจบเื่นะ”เขาล้วงเงินออกมาวางต่อหน้าตำรวจ “ที่ตบหน้าฉันเมื่อกี้ ฉันถือเสียว่าเลิกแล้วกันไป”พูดจบก็เดินจากไป
ต้อยมองเงินสลับกับเพื่อนสาว“มันต้องไม่ใช่แบบนี้ดิวะเพียว”
ฉันนั่งเท้าคางมองไอ้ต้อย“แล้วมันต้องยังไง”
“ก็มึงเป็นางเอก มึงต้องบอกว่า” ต้อยเชิ่ดหน้าแล้วพูดเสียงสอง “ฉันไม่ใช่คนที่คุณจะเอาเงินมาฟาดหัวได้นะคะคุณเวฟ”นั่งลงที่เดิมแล้วแบมือสองข้าง “อะไรเงี๊ยะ”
“กูไม่ใช่นางเอก มึงนี่ก็ไปบ้าตามพวกนั้นเนาะเงินหมื่นนี่กูก็ไม่ได้ขอ ไอ้รถเครื่องมันอยากจ่ายกูก็จะเอา คนละเก้าพันหนึ่งพันให้ลุงจ่ากับพี่หมู่แต่ถ้ามึงอยากแสดงเป็นางเอกมึงก็เอาเก้าพันมาให้กูจบป๊ะ”ฉันจัดแจงแบ่งเงินออกเป็กองๆ นี่ไม่ได้เรียกว่าส่งส่วยหรือติดสินบนอะไรนะฉันได้ค่าเสียเวลาแล้วแบ่งให้ทุกฝ่าย...ก็แค่นั้น
“เอ้า!! กูก็ไม่ใช่นางเอก” ต้อยหยิบส่วนของตัวเองเข้ากระเป๋า ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายไปทางใครทางมัน
ฉันเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วปั่นจักรยานออกมาเพื่อเดินทางไปตลาด เห็นท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไอ้ต้อยอยู่ไวๆ จะถามว่าทำไมฉันไม่กลับบ้านก็เพราะว่าเวลาเกือบสามโมงเย็นแบบนี้แม่ฉันอยู่ที่ตลาดแล้วน่ะสิ กริ๊งๆๆ “มาแล้วๆ”ฉันกดกริ่งทักทายคุณป้าแถวๆ นั้นก่อนจะจอดรถจักรยานข้างๆ รถยนต์สีบรอนส์ (ของพ่อ)แล้วยกรถของฉันขึ้นไปไว้ท้ายกระบะอย่างรู้งาน ก่อนจะเดินเข้าตลาดไป วันนี้เป็วันเสาร์ วันหยุดของพ่อน่ะค่ะ ตอนนี้คงจะมาช่วยแม่ขายของละมั้ง เดินไปแค่สองนาทีก็ถึงแผงขายผักเอาจริงๆ ร้านผักสดมีหลายร้านนะบางอย่างมีขายเหมือนกันแต่ก็ไม่มีใครแย่งลูกค้ากันหรอกและไม่มีการขายตัดราคากันด้วยฉันเดินไปถึงหน้าร้านแล้วทักพ่อเข้ม “พ่อคะ”เดินเข้าไปนั่งข้างพ่อที่กำลังมัดผักบุ้ง บ้านเรามีผักบุ้งนา ผักบุ้งจีน ขายมัดละห้าบาทเองนะคะในชนบทแบบนี้ขายอะไรแพงๆ ไม่ค่อยมีคนซื้อหรอกค่ะ ดีไม่ดีขายไม่หมดเหลือกลับบ้านไปเน่าเสียเปล่าๆ
“เป็ไงล่ะเรา”
“จะเป็ไงล่ะคะ ก็รอดคดีน่ะสิ เพียวไม่เห็นพ่อไปหาที่โรงพักเลยอ่ะถ้าต้องติดคุกจริงเพียวไม่ต้องนั่งอยู่นั่นทั้งคืนเหรอ” ฉันแอบงอนนิดหน่อยอ่ะนะก็ดูอย่างแม่สิ หัวเราะฉันเสียงดังอย่างกับอะไร
“จะไปยังไงล่ะพ่อไปเฝ้าร้านข้าวสารให้ไอ้ต้อยมัน มันบอกว่า ‘เพียวกับผมโดนคดีเดียวกันลุงเข้มอยู่นี่แหละเดี๋ยวผมไปจัดการเอง’ มันพูดแบบนี้” พ่อเข้มทำเสียงสอง
“ไอ้ต้อยเรอะจะไปจัดการอะไร” ฉันหยิบผักบุ้งมามัดเป็กำๆวางไว้ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ลืมไป” ฉันหยิบเงินมาแบ่งให้พ่อสองพัน “ค่าเสียเวลา”แล้วส่งให้แม่จี๊ดสองพัน “เพียวเก็บไว้ห้าพันเผื่อเช่าหอกับซื้อชุดนะ”
“...” พ่อมองเงินในมือแล้วถาม“ค่าเสียเวลาอะไร”
“อ้าว!! ก็ที่เพียวไปปะทะกับไอ้คนรวยที่หาว่าเพียวเป็ขโมยนั่นไงล่ะ พ่อไม่เอาเหรอคะ”ฉันแบมือกลับไปหาพ่อแต่ก็เห็นท่านกับแม่รีบเก็บเงินเข้ากระเป๋ากันไวเชียว ‘งกเหมือนกันทั้งครอบครัวเลยค่ะ’
“อ่อ ก็ดีที่ยังได้ค่าเสียเวลาว่าแต่คุณคนรวยพวกนั้นไม่ใช่คนแถวนี้เหรอ” แม่แก้วถามแต่มือยังคงทอนเงินค่าผักกาดให้ลูกค้าอยู่
“ไม่ใช่หรอก ไม่เคยเห็นช่างเถอะค่ะถ้าเจอแล้วจะซวยขนาดนี้ก็เจอกันแค่ครั้งเดียวพอแล้วมั้ง” ‘ฉันหมายถึงชาตินี้นะ’
“ปากร้ายสมกับเป็ลูกแม่ค้าจริงๆ”
ฉันหันขวับกลับไปมองต้นเสียงอันแสนคุ้นหูแล้วก็เจอเข้ากับตัวต้นเื่ “ไอ้รถเครื่อง” หน็อย!! ทำไมมันตายยากจังวะ“มาทำไม” ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมปะทะ เหลือบมองคนที่ยืนใกล้ๆ มันกลับไม่ใช่ยายป้าขี้นกแต่เป็ป้าอีกคนที่ท่าทางดูผู้ดี ทำไมมันเปลี่ยนคนมาด้วยไวจังทั้งๆที่ผ่านไปไม่ถึงสามสิบนาทีนะ
“มาซื้อผัก เธอนี่ก็แปลก ไม่รู้จักกันสักหน่อยยังจะทำนิสัยถ่อยคิดถึงฉันได้ไปเอาความกล้ามาจากไหน หน้าตาก็ขี้เหร่”
ผัวะ!!!
‘เอิ่ม’ฉันมองผักบุ้งตัวเองในมือ มันก็ยังอยู่ดีนะแล้วใครเอาผักไปฟาดหัวไอ้รถเครื่องวะน่ะหันซ้าย...ไม่ใช่พ่อ หันขวา...อ่อ แม่ฉันเอง