รั่วซีถึงกับต้องตกตะลึงขนานใหญ่ เนื่องจากขั้นพลังของตัวเองได้เลื่อนขึ้นมาถึงระดับปรมาจารย์ขั้นต้นแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว
ตรงกลางจุดตันเถียนของเขาได้ก่อร่างขึ้นจนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว
‘มันเป็ไปได้ยังไงกัน เมื่อวานนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย แค่ไปกินอาหาร สุรา แล้วก็...เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะเป็ไปได้ว่าในอาหารและสุราชุดนั้นมีส่วนผสมพิเศษสำหรับบำรุงร่างกายอยู่ด้วยละมั้ง’ เพราะจากประสบการณ์การเล่นเกมมาอย่างโชกโชน ส่วนมากไอเทมเพิ่มพลังมักจะมาในรูปแบบของอาหาร
‘อา... ต้องใช่แน่ๆ ติดหนี้ครั้งใหญ่เลยเรา’
เมื่อถึงระดับนี้ ก็แสดงว่าเขาฝึกวิชาพราง์ได้แล้วน่ะสิ
ใช่แล้ว วิชานั้นมันช่วยพรางหน้าตาและพลังปราณได้ ตอนนี้หากเขาฝึกสำเร็จก็ถือว่ามันสามารถช่วยเขาได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว เพราะผู้ชายคนนั้นจะไม่มีทางตามหาเขาเจอ และถึงแม้จะบังเอิญเจอกันอีกครั้งก็จะจดจำเขาไม่ได้อยู่ดี
ไม่มัวรอช้า รั่วซีรีบหยิบคัมภีร์ออกมาทันทีเพื่อเริ่มทำการฝึกฝน เวลาผ่านไปแค่เพียงสามชั่วยามเท่านั้น เขาก็ฝึกสำเร็จขั้นต้น ทำให้สามารถเปลี่ยนหน้าตาได้ตามความนึกคิด จนเมื่อผ่านไปอีกราวๆ สองชั่วยาม รั่วซีก็สามารถซ่อนกลิ่นอายพลังปราณและระดับฝึกฝนได้
รั่วซีได้ฉายาว่า ‘อัจฉริยะตัวน้อย’ มาั้แ่เด็กๆ เนื่องจากเขาสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว และล้ำหน้าคนอื่นไปไกล ด้วยไอคิวที่สูงลิบลิ่ว แม้แต่ในวงการภาพยนตร์ก็ยังได้รับฉายาแปลกประหลาดว่า ‘จิ้งจกเปลี่ยนสี’ เพราะเมื่อใดที่เขาเข้าฉากก็จะปรับตัวเข้าสู่บทบาทของตัวละครได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ผู้กำกับทุกคนต่างชื่นชอบที่จะร่วมงานกับเขา นี่จึงเป็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รั่วซีโด่งดังอย่างรวดเร็ว และยังคงอยู่ในตำแหน่งนั้นได้อย่างยาวนาน
เมื่อฝึกฝนสำเร็จในระดับแรก รั่วซีจึงเค้นความคิดเพื่อเลือกหน้าตาของเพื่อนคนหนึ่งตอนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย ซึ่งเหตุผลที่เขาเลือกหน้าตาของเพื่อนคนนั้น ก็เพราะเป็ใบหน้าที่แสนเรียบง่าย และธรรมดาสุดๆ จนแม้แต่เพื่อนบางคนก็ยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่ามีเพื่อนคนนี้เรียนด้วยกัน
เขาจำเป็ต้องเลือกหน้าตาแบบนี้ เพราะตอนนี้เขาได้รับโอกาสให้มาใช้ชีวิตในโลกใหม่ และเขาก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย จึงจะทำตัวสะดุดตาไม่ได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ความรู้สึกที่เหมือนชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลาหลังจากที่ออกจากบ้านหลังนั้นมาก็พลันสงบลงเล็กน้อย
‘เอาละ ได้เวลาหาทางออกจากป่าแล้ว’ เขาคิด พลางสำรวจดูรอบด้าน
รอบๆ ตัวเขา จากที่ก่อนหน้านี้มีแต่ต้นไม้ใหญ่ขึ้นรายทาง เวลานี้กลับกลายเป็ป่าโปร่งไปเสียแล้วโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยนิด คงเป็เพราะก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียวกระมัง
หากเดินเลียบไปตามแม่น้ำ จะต้องได้พบผู้คนและหมู่บ้านอย่างแน่นอน พอคิดได้ดังนั้น รั่วซีก็รีบก้าวเดินลัดเลาะไปตามริมฝั่ง แต่ไปได้ไม่ไกลเท่าไร เขาก็ต้องชะงักฝีเท้า เพราะได้ยินเสียงคล้ายคนกำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ห่าง
รั่วซีรีบวิ่งไปหลบซ่อนหลังต้นไม้ใหญ่ในชั่วพริบตา และแอบชะเง้อมองดูเหตุการณ์ด้านหน้า
เมื่อมองผ่านต้นไม้ไปตามต้นเสียง ก็เห็นผู้ชายสองคนในอาภรณ์เนื้อดีสีคราม ที่บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเืสีแดงฉาน มีาแมากมายตามร่างกาย ทั้งยังถูกล้อมด้วยคนคลุมหน้ามากกว่าหกคน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งตัว ลักษณะราวกับพวกนักฆ่าอย่างไรอย่างนั้น ที่พอจะเดาได้เพราะอะไรแบบนี้เขามักจะได้เห็นอยู่บ่อยครั้งในเกม และการถ่ายทำละครย้อนยุค
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าควรเข้าไปช่วยดี หรือควรจะหนีดี ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
‘หนีก่อนดีกว่า ถึงอย่างไรก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นเป็ใครด้วย อย่าหาเื่ใส่ตัวน่าจะดีที่สุด’ เมื่อตัดสินใจได้ รั่วซีก็หันหลังกลับ ก้าวเดินได้เพียงสองก้าวเท่านั้น เขาก็บังเอิญเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้งอย่างจัง เท่านั้นยังไม่พอ ไอ้กิ่งไม้บ้านั่นมันดันหัก และไปถูกกับก้อนหินที่มีกิ่งไม้เล็กๆ กั้นไว้อย่างิ่เหม่ หินก็เลยกลิ้งหลุนๆ ไปกระทบก้อนหินอีกก้อนเหมือนโดมิโนจนเกิดเสียงดัง
เมื่อรั่วซีหันกลับไปมองกลุ่มคนก่อนหน้า ทุกสายตาล้วนจดจ้องมายังทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือจุดที่เขายืนอยู่
“แม่งเอ๊ย” รั่วซีสบถให้กับความซุ่มซ่ามของตนเอง ใบหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
ชายชุดดำหนึ่งคนตรงมาทางเขาทันที
รั่วซีก็ไม่รอช้า รีบหันไปะโพูดคุยกับชายสองคนที่ถูกล้อม
“พี่ชายทั้งสอง ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าพวกท่านเป็ใคร แต่ดูแล้วคนพวกนี้ไม่น่าจะใช่คนดีอะไร ข้าจะช่วยต่อสู้กับคนกลุ่มนี้เอง”
‘เอาวะ หาพันธมิตรป้องกันเอาไว้ก่อน ถึงอย่างไรก็คงหนีไปไหนไม่พ้นแล้ว เผื่อว่าเผลอทำอะไรพลาดพลั้งไป อย่างน้อยๆ ชายสองคนนั้นก็น่าจะพยายามเข้าช่วยชีวิตผู้มีพระคุณอย่างฉัน’ รั่วซีคิดกับตนเอง พร้อมทั้งพุ่งตัวเข้าไปหาฝ่ายตรงข้ามอย่างเร็วพลัน
ในขณะที่ชีวิตของรั่วซีกำลังแขวนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็และความตายอยู่นั้น
ณ บ้านกลางป่าหลังเดิมที่เ้าตัวเพิ่งจากมาไม่นาน ครั้นถังเฉินปรับพลังปราณหลังจากเลื่อนระดับขั้นสำเร็จจนพลังคงที่แล้ว เขาก็เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ และกวาดสายตามองหาอีกคนทันที แต่ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง หัวคิ้วของถังเฉินขมวดมุ่นเข้าหากัน
ในไม่ช้า สายตาก็สะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ โดยมีถุงเงินของเขาวางทับอยู่
ถังเฉินขยับตัวลุกขึ้นจากฟูกนุ่ม เดินไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะพบกับตัวอักษรบิดเบี้ยวโย้เย้ไปมา ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นใครเขียนตัวหนังสือได้ชวนปวดหัวเช่นนี้มาก่อน
ข้อความในจดหมาย ทำให้อารมณ์ที่สงบนิ่ง เกิดแรงกระเพื่อมด้วยความโกรธจัดทันที
ถังเฉินอ่านจดหมายตรงหน้าด้วยดวงตาวาวโรจน์ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง
อีกฝ่ายทิ้งข้อความเอาไว้สั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
‘ขอบคุณสำหรับอาหาร ขอบคุณสำหรับที่พัก ขอบคุณสำหรับตั๋วเงิน ไว้ผมหาเงินได้เมื่อไรจะรีบส่งมาคืน
ป.ล. เหตุการณ์เมื่อคืนผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ คุณก็ลืมๆ มันไปเถอะ ผมไม่เอาไปบอกใครหรอก ขอโทษที่ทำให้เจ็บ อย่าลืมหายาแก้อักเสบกินด้วยนะ ผมไปละ’
“ดี เ้าทำได้ดีมาก หากเ้าคิดว่าจะหนีจากเงื้อมมือข้าพ้นละก็ คิดผิดแล้ว อย่าให้ข้าหาตัวเ้าพบล่ะ ข้าจะทำให้เ้าได้เรียนรู้ว่าอยู่มิสู้ตายมันเป็ยังไง”
ถังเฉินกัดฟันกรอด พึมพำออกมาเบาๆ ขณะทอดมองออกไปไกลด้วยสายตาดุร้าย