ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 46 : หลับฝัน...

    ในห้องพักกลางเรือท่องนภา หนึ่งสตรีผู้งดงามตระการนางมารลี่อิ่ง ยามนี้นางมิได้ใช้สมบัติวิเศษปกปิดซึ่งใบหน้าของนางอีกต่อไป นางนั่งข้างเตียงโดยมีหนึ่งบุรุษที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตทั่วเรือนกายมันกำลังหลับนิ่งไม่ได้สติอยู่


    ไม่ช้าก็มีสตรีนางหนึ่งเดินเฉิดฉายมา นางคือปราชญ์บัวมณีที่แต่งกายกลับมาเป็นสตรีผู้งดงามแล้วดังเดิม นางหยิบเก้าอี้นั่งตัวน้อยมานั่งตรงข้ามลี่อิ่งสตรีตัวน้อยของนาง


    "ลี่อิ่งไหนเจ้าว่าไม่รู้จักบุรุษผู้นี้อย่างไร เหตุใดจึงมานั่งอยู่ตรงนี้และแลดูจะเป็นห่วงมันผู้นี้นัก"


    "ข้า..." นางมารผู้งดงาม แม้ปากจะเปิดอ้าแต่ยามนี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายนางก็ถอนหายใจครู่หนึ่ง "พี่หญิงท่านช่างพูดนัก สำหรับข้าแล้วบุรุษผู้นี้ก็ไม่ต่างกับคนไม่รู้จัก หากแต่ว่าเมื่อครั้งเก่าก่อน ราวครึ่งปีกว่ามันผู้นี้เคยมีน้ำใจและได้ช่วยเหลือข้าไว้ มันก็เพียงเท่านั้น"


    ปราชญ์บัวมณีจ้าวเหลียนขมวดคิ้ว พร้อมจดจ้องเข้าไปนัยน์ตาของลี่อิ่ง นางคุ้นๆ ถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง "ลี่อิ่งมิใช่ตอนนั้นเจ้าเล่าว่าบุรุษผู้ที่ช่วยเจ้านั้นเป็นเจ้าโง่ร่างผอมแห้งผู้หนึ่งรึ หากแต่บุรุษผู้นี้แม้ไม่นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจปกครองใต้หล้า หากแต่สิ่งที่เขากระทำช่างอาจหาญเสียสละ จะเป็นเจ้าโง่ที่เจ้าว่าได้อย่างไร นอกจากนั้นเนื้อตัวรูปร่างก็แลดูสมส่วนบึกบึนสมบุรุษไม่น้อย แม้ไม่ใช่บุรุษหล่อเหล่าอะไร หากแต่ก็มิได้ขี้ริ้วขี้เหร่จนไม่น่ามอง นอกจากนั้นยังแลดูมีเสน่ห์แห่งบุรุษกล้าอยู่หลายส่วน นัยน์ตามันก็แลดูเป็นบุรุษกล้ามิคล้ายเหมือนสิ่งที่เจ้าเคยเล่าให้พี่หญิงผู้นี้ฟังเลย"


    นางมารลี่อิ่งเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะทำน้ำเสียงฮึดฮัดทำขัดเขิน กล่าววาจาเสียงดังแก้อายแก่ตัวนางเอง "พี่หญิงท่านพูดอะไรของท่าน แค่ตราสัญลักษณ์วิญญาณขาวเข้มจะดูมีเสน่ห์แห่งบุรุษผู้กล้าได้อย่างไร นอกจากนั้นจากกันมาตั้ง 6 7 เดือน มันคงได้กินดีอยู่ดีมิได้ติดอยู่ในป่าเขา จนตัวโตขึ้นไม่ผอมแห้งแบบเก่าก่อนก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว หากแต่ความโง่งมของมันก็ยังเหมือนเดิม ไม่เชื่อพี่หญิงก็คิดดู มีใครบ้างเล่ามีฝีมือระดับฝึกฝนแค่พลังวิญญาณระดับขาวเข้มจุดแต้มก็มีเพียงหนึ่ง เป็นเพียงแค่ผู้เดินดินต่ำชั้น หากแต่ริบ้าบอไปสู้กับผู้ท่องนภา แถมยังมิใช่ผู้ท่องนภาทั่วไป หากแต่เป็นก่อนย่างก้าวสู่ตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม หากมิโง่เง่าเต่าตุ่นจะให้เรียกว่าอะไรดี"


    ปราชญ์บัวมณีหัวเราะร่า มิคิดเลยปกติสตรีตัวน้อยของนางพูดกล่าววาจาน้อยเต็มทน วันนี้แค่ครู่เดียวกล่าววาจาเกินร้อยคำแล้วกระมัง "ใช่ช่าย" ปราชญ์บัวมณีเบะปากทำท่าทีแสร้งพูดเข้าใจและเห็นด้วยในความคิดของสตรีตัวน้อยลี่อิ่งของนาง


    หากแต่ลี่อิ่งนางก็คล้ายเข้าใจท่าทีเช่นนี้ของปราชญ์บัวมณี นางจึงรีบพูดสำทับเสริมต่อทันที "พี่หญิงเหตุใดวันนี้ท่านจึงกลั่นแกล้งข้าด้วยวาจานัก ข้ามิอยากพูดคุยกับท่านแล้ว ข้าจะไปแล้ว"


    ปราชญ์บัวมณีหัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะพูดกล่าวบางสิ่ง ทำให้ลี่อิ่งนางมารผู้งดงามที่กำลังเยื้องกายหลีกหนีเพราะความเขินอายต้องหยุดก้าวเท้าของนางทันที "ลี่อิ่งเจ้าไม่อยากรู้รึบุรุษโง่งมของเจ้ามีอาการเช่นไรในตอนนี้"


    นางมารลี่อิ่งที่หยุดร่างร้องถามโดยไม่หันหลังกลับ "ท่านพี่หญิงท่านมีอะไรก็พูดออกมาเถอะลี่อิ่งจะไปแล้ว ลี่อิ่งมิได้สนใจอะไรมันผู้นี้เสียหน่อย"


    หากแต่เมื่อปราชญ์บัวมณีกล่าวจบคำไม่ทันไรนางมารลี่อิ่งคล้ายจะหันหลังกลับอย่างไม่รู้ตัว...


    "พี่หญิงที่ท่านพูดจริงรึ"


    ปราชญ์บัวมณีพยักหน้ารับ พร้อมกล่าววาจาย้ำ "ก็อย่างที่ข้าพูดไปบุรุษผู้นี้สิ้นวาสนาแห่งการเป็นผู้ฝึกตนแล้ว ชีพจรวิญญาณของมันขาดสะบั้น แม้แขนที่ขาดข้าจะใช้รากบัวหมื่นปีสมานต่อแขน เชื่อมเส้นเลือด กระดูกและชีพจรวิญญาณให้มันได้ หากแต่ทุกสิ่งอย่างก็ล้วนจบสิ้นแล้วในเส้นทางแห่งผู้บำเพ็ญ ดังที่ข้าเคยพูดกล่าวไว้ว่าบุรุษผู้นี้ได้ใช้เคล็ดวิชาสะบั้นชีพจรเพื่อดึงพลังลึกลับที่แฝงในร่างกายมาใช้จนหมดสิ้นแผดเผาเนื้อหนัง โลหิตและชีพจรวิญญาณแปรเปลี่ยนมันมาเป็นพลังล่าสังหาร มิเช่นนั้นระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวหนึ่งจุดแต้มจะสังหารผู้โบยบินสีส้มก่อนตำนานได้อย่างไร หึ"


    "พี่หญิงนี่ท่านจะบอกว่ามันผู้นี้หมดสิ้นเส้นทางฝึกฝนแล้วจริงๆ รึ"


    ปราชญ์บัวมณียิ้มพร้อมกล่าวถาม "เจ้าเป็นห่วงมันรึ"


    นางมารลี่อิ่งคล้ายไม่มีเวลาแง่งอนแล้วนางจึงรีบกล่าวถามเรื่องสำคัญ พร้อมลืมสิ้นไปแล้วว่าเมื่อตะกี้นางพูดอะไร นางมิรู้จัก มิสนใจบุรุษผู้นี้มิใช่รึ หุหุ


    "พี่หญิงหยุดแกล้งข้าได้แล้ว" ลี่อิ่งนางถอนหายใจทีหนึ่งก่อนพูดกล่าว "เอาละข้ายอมรับก็ได้ว่าเป็นห่วงมันผู้นี้อยู่บ้าง หากแต่มันก็เพียงแค่นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ รู้ไหมพี่หญิง" นางพูดพลางทำมือไม้ว่านิดเดียว นิดเดียวจริงๆ


    ปราชญ์บัวมณีแบะปากพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดกล่าว "ก็มิใช่ว่าไม่มีทางช่วย หากแต่การช่วยเหลือก็ไม่นับว่าง่าย มีโอสถวิเศษอยู่หลายประเภทที่สามารถช่วยผู้ชีพจรวิญญาณสะบั่นได้ หากแต่อย่างหนึ่งที่เจ้าต้องรู้ของเหล่านี้กลับไม่มีอยู่ในโลกใบนี้ ที่ก่อหมอกเซียนได้เพียงสีเทาหม่นหรือสีจางขาวขุ่น อย่างน้อยๆ สมุนไพรวิเศษก็ต้องเติบโตในดินแดนที่มีหมอกเซียนสีเหลืองนวลปรากฏจึงพอจะมีสรรพคุณช่วยก่อชีพจรวิญญาณใหม่ได้"


    "พี่หญิงถ้าข้าอยากช่วยเขา ข้าต้องทำอย่างไรดี"


    "ก็มีทางอยู่ เพียงแค่พามันไปกับพวกเราอีก 1 ปีนับจากนี้ หากเจ้าพามันไปที่แดนลับแห่งซากเทวะด้วยกันพร้อมจัดหาสมุนไพรมีค่าได้ ข้าก็พร้อมปรุงโอสถช่วยเหลือมัน หากแต่อย่างหนึ่งที่เจ้าต้องรู้ แดนซากเทวะนั้นอันตรายยิ่ง มีทั้งหมู่มาร และสายเลือดสัตว์อสูรบรรพกาลมากมายที่คลุ้มคลั่ง เป็นสถานที่ที่ไม่รีบง่ายแม้แต่น้อย หากเราพาบุรุษผู้นี้ไปด้วยโอกาสที่มันจะตายก็สู้ยิ่งนัก แค่ก้าวผ่านเขตแดนยังมิพบเจอเหล่าสัตว์อสูรบรรพกาลมันก็อาจจะตายได้แล้ว หากแต่ถ้ามิได้พามันผู้นี้ไปด้วย เกรงว่าอีกหลายสิบ หรืออาจจะหลายร้อยปีกว่าสองเราจะมีโอกาสได้กลับมาที่นี้อีก หากมันมิใช่ผู้ฝึกฝนบำเพ็ญเกรงว่าคงมิอาจจะมีชีวิตรอพวกเราสองกลับมาได้อีกแล้ว เจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรดีลี่อิ่ง" ปราชญ์บัวมณีพูดกล่าว


    นางมารร้ายลี่อิ่งยามนี้นางกลับพลันนิ่งเงียบพร้อมไม่กล้าพูดกล่าวสิ่งใดอีก


    เพราะเส้นทางที่นางต้องเลือกล้วนเป็นเส้นทางแห่งการจากลาที่มิมีวันหวนกลับ


    ไม่ช้าปราชญ์บัวมณีก็ตบไหล่ของนางเบาๆ ก่อนเดินออกจากห้องไป


    .


    .


    .


    ในห้วงแห่งความฝันแดนนิทราที่คล้ายซึ่งเสมือนหลับเสมือนตื่นของฉินเทียนตัวมัน


    นัยน์ตาฉินเทียนค่อยๆ เปิดอ้าขึ้น สติของมันตอนนี้ช่างน้อยนิด คล้ายกึ่งหลับ คล้ายกึ่งตื่น


    มันพบว่าด้านหน้าของมันปรากฏว่ามีนางสตรีนางหนึ่งนั่งจดจ้องมองมันอยู่


    ใบหน้าของนางช่างคุ้นเคย


    ฉินเทียนยิ้ม... ก่อนพูดกล่าว


    "เห้... นิเจ้ามาอยู่ในฝันของข้าอีกแล้วรึ... ทำไมกันนะ... ข้าจึงได้ฝันถึงเจ้าอยู่บ่อยครั้ง"


    เมื่อกล่าวจบ ไม่ช้านัยน์ตาของฉินเทียนมันก็คล้ายจะหนักอึ้งนัก มันค่อยๆ ปิดลง อย่างช้าๆ ช้าๆ อีกครั้ง


    มันหลับฝันอย่างมีความสุข


    ไม่ได้มีวาจามากความมีแต่เดินย่างก้าว เดินไป เดินไป ข้างกายมีหนึ่งสตรีผู้งดงาม


    ทั้งสองผลัดกันมองซึ่งกันและกัน


    หากแต่มิได้พูดกล่าว


    มีแค่รอยยิ้มบางเบาเป็นสัญญาณแห่งความคุ้นเคย


    .


    .


    .


    และที่ด้านข้างเตียงนอนของฉินเทียน


    ไม่ช้านางมารผลึกโลหิตลี่อิ่งก็ลุกขึ้นพร้อมเดินจากไป


    .


    .


    .


    -------- 7 วันล่วงผ่าน --------


    ในห้องที่ประดับประดาด้วยม่านมุ้งงามปลิวสลวย กลิ่นหอมจากพฤกษาปกคลุมอย่างเป็นเอกลักษณ์


    ไม่ช้าฉินเทียนตัวมันก็ลืมตาตื่นขึ้น


    ความทรงจำครั้งปะทะกับเดรัจฉานเจ้าเมืองราวกับสดใหม่ ทุกเรื่องราวประทับในความทรงจำของตัวมันอย่างแจ่มชัด แม้แต่ตัวมันฉินเทียนเองก็ยังไม่คิดว่า ตัวมันจะตัดสินใจลงมือดุดันถึงเพียงนี้ และพร้อมเสนอหน้าไปช่วยผู้คนด้วยร่างกายอันแสนทุลักทุเล


    หากแต่เมื่อมันตื่นขึ้น มันก็รู้สึกสบายใจนัก การตัดสินใจของมันก่อนหมดสติไม่ผิดพลาด มิเช่นนั้นมันคงมิได้มานอนหลับในห้องหอเช่นนี้ ซึ่งโดยรอบช่างดูวิจิตรนัก เสาคานแต่ละต้นต่างมีลวดลายสลักงดงาม แผ่นผนังก็มีงานวาดภาพเขียนอันวิจิตร


    เมื่อฉินเทียนเหลียวมองที่แขนตัวมันเองก็แปลกใจ แขนที่ควรขาดหาย หากแต่บัดนี้กับถูกต่ออย่างแนบสนิท มีเพียงรอยเส้นแผลเป็นเท่านั้นที่ยังปรากฏอยู่ แม้ฉินเทียนจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างยามขยับแขน หากแต่อาการเช่นนี้ดีกว่าที่ตัวมันฉินเทียนคิดนัก


    และเมื่อฉินเทียนยันกายตัวเองขึ้นไม่ช้าก็มีเสียงสตรีน่าฟังขานเรียกมัน


    "คุณชายตื่นแล้วหรือเจ้าค่ะ"


    ฉินเทียนเหลียวหันมองสตรีผู้นั้น ไม่ช้าก็เห็นว่ามีสตรีสองนาง สองนางสตรีผู้นี้นับว่าเป็นสตรีงดงามยิ่งแห่งแผ่นดิน หากแต่ไม่น่าเชื่อนางทั้งสองกลับเป็นเพียงนางรับใช้เท่านั้น ไม่ช้าฉินเทียนก็พยักหน้ารับคำนางทั้งสอง


    ตอนนี้ตัวมันยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวเท่าไรนัก หากแต่ตัวมันฉินเทียนก็เชื่ออย่างหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้มิน่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวมันอีก


    "เมื่อคุณชายตื่นแล้ว นายท่านของพวกเราได้บอกว่าเมื่อนายท่านชำระกายเรียบร้อยแล้วขอเรียนเชิญไปที่เรือนรับรองเจ้าค่ะ"


    ไม่ช้าฉินเทียนก็พยักหน้ารับอีกคราว มันมองดูรอบตัวของมันอีกครั้ง


    มันพบว่าตัวมันอยู่ในชุดเนื้อผ้าชั้นดี นอกจากนั้นข้างกายของมันก็ยังมีเสื้อผ้าอีกชุด พร้อมอ่างน้ำอุ่นที่มีกลีบดอกไม้โรยไว้ส่งกลิ่นหอม


    ไม่ช้าเหล่านางรับใช้ทั้งสองก็ทำมือเชื้อเชิญฉินเทียนไปยังสระอาบน้ำ


    ฉินเทียนเดินไปอย่างเก๋ๆ กังๆ มันดูจะไม่ชินจริงๆ นางรับใช้ทั้งสองปรารถนาจะช่วยเหลือหยิบถอดชุด หากแต่ไม่ช้าฉินเทียนตัวมันก็กล่าวปฏิเสธพร้อมร้องขอให้พวกนางจากไป การดูแลที่ดีงามเช่นนี้มันไม่ชินจริงๆ


    ไม่ช้าเมื่อฉินเทียนชำระกายเสร็จมันก็ถูกเชิญไปเรือนรับรอง


    ณ ที่แห่งนั้นมีสองบุรุษใบหน้าคมคายกำลังนั่งจิบชารอมันอยู่


    .


    .


    .


    เมื่อปราชญ์บัวมณีในร่างแปลงบุรุษเห็นฉินเทียนนางก็ทำมือเชื้อเชิญพร้อมเรียกขาน


    "สหายผู้กล้ามานั่งตรงนี้เถอะ วันนี้ข้าเหลียนหลงและน้องชายของข้าลี่หลงปรารถนาจะร่วมดื่มชาพร้อมคบหาสหายผู้กล้า เป็นสหายรู้ใจ ฮะฮาฮา" ปราชญ์บัวมณีหัวเราะน้ำเสียบุรุษ


    ฉินเทียนเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งมีความสุข มิคิดว่าผ่านเรื่องร้ายๆ ไปจะมีเรื่องดีๆ เช่นนี้อยู่


    ตัวมันฉินเทียนจำได้ว่า ก่อนที่มันจะหมดสติไป ด้านหลังของสองคนนี้ล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิต มันคือขอบเขตผู้ปกครองของดินแดนนี้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวตนของคนตรงหน้ามันย่อมมิใช่ต่ำทรามเป็นแน่ หากมันได้คบคนผู้นี้เป็นสหายมิใช่ว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งหรือ


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ยิ้มร่าอย่างมีความสุข หากแต่มันก็ยังรักษาทีท่าของบัณฑิตเอาไว้อยู่ มันโค้งกายคารวะทั้งสอง


    ฉินเทียนทอดสายตาพร้อมยิ้มให้ทั้งสองอย่างเป็นมิตร


    หากแต่ไม่รู้ทำไม ฉินเทียนรู้สึกว่าสหายอีกคนจึงแลดูจะจดๆ จ้องๆ มันอย่างแปลก ในใจมันจึงพลันคิดไป


    'สายตาแบบนี้มิใช่ว่าสหายลี่หลงจะเป็นพวกชอบพอในบุรุษด้วยกันหลอกนะ มันแลดูส่องประกายและวาบหวามอย่างประหลาดจนเกินไป' หากแต่ไม่ช้าฉินเทียนก็ถอนสายตาออกจากสหายลี่หลง มันเกรงจะสบสายตากับสหายผู้นี้นานจนเกินไป กลัวว่าจะเกิดสิ่งผิดพลาดและทำตัวไม่เหมาะสม


    กับตัวตนสูงส่งเช่นนี้ ตัวฉินเทียนจำต้องสุภาพเอาไว้จะดีที่สุด เพราะหากต้องปะทะลงมือ เกรงว่าหากฉินเทียนมิใช่การแปลงเป็นจ้าวสวรรค์เกรงว่าคงมิอาจจะสู้ได้แม้เพียงครึ่งกระบวนท่าแน่นอน


    "ขอบคุณสหายทั้งสองที่ช่วยเหลือ ข้าน้อยฉินเทียนเป็นผู้ฝึกฝนต่ำต้อย ซึ้งในน้ำใจของท่านทั้งสองยิ่งนัก บุญคุณครั้งนี้ข้าฉินเทียนจะจดจำไปชั่วชีวิต"


    ปราชญ์บัวมณีในร่างบุรุษหัวเราะแสร้งทำเป็นพอใจ ก่อนทำมือเชื้อเชิญฉินเทียนดื่มชาต่อ


    และเมื่อฉินเทียนได้ดื่มชามันก็คล้ายกับล่องลอย ชานี้ช่างเป็นชาชั้นดีที่ตัวมันมิเคยพบเจอมาก่อนโดยแท้ มันร้องชื่นชมชาถ้วยที่มันดื่มกินอยู่หลายคำ


    ไม่ช้าปราชญ์บัวมณีก็สักถามเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ตำหนักพยัคฆ์ขาว ฉินเทียนก็ตอบไปตามตรง พูดคุยเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง คนทั้งสองคล้ายสนิทและพูดจากกันถูกคอ หากแต่อยู่ๆ ปราชญ์บัวมณีในร่างแปลงบุรุษก็เริ่มถามถ้อยคำแปลกๆ พร้อมหันไปมองนางมารลี่อิ่งในร่างแปลงบุรุษ


    "สหายฉินข้าอยากรู้นักเจ้ามีสตรีคู่หมายแล้วหรือยัง"


    ฉินเทียนส่ายหน้าปฏิเสธทันที พร้อมตอบไม่ๆ อยู่หลายคำ


    "แล้วนางในดวงใจละ"


    ไม่ช้าฉินเทียนก็คล้ายจะอ้ำๆ อึ้งๆ คำถามนี้สำหรับมันแล้วค่อนข้างตอบยากไปสักหน่อย ส่วนหนึ่งเพราะมันเกรงกลัวในระบบของศาลเทพสวรรค์ เพราะหากถามว่ามันมีนางในดวงใจหรือไม่นั้นหากเป็นสถานการณ์ปกติมันจะตอบไม่ทันที


    หากแต่ยามนี้... ฉินเทียนคล้ายไม่กล้าตอบเช่นนี้ เพราะส่วนหนึ่งในหัวใจมันคล้ายๆ ชอบผู้หญิงตาสวย นัยน์ตาเรียวหงส์ ผิวกายหมดจด นิสัยดุนิดๆ ปากกับใจคล้ายๆ จะไม่ตรงกัน หากชอบบีบบังคับขู่เข็ญมันด้วยยิ่งประเสริฐ และยิ่งฉินเทียนมันคิดไปมันก็พบว่ามันคล้ายกับสตรีผู้หนึ่งที่มันหวาดกลัวนางอยู่หลายส่วน


    มันจดจ้องมองสายตาของปราชญ์บัวมณี และสหายนามลี่หลงด้านข้าง เนื่องด้วยในที่นี้มีแต่บุรุษมิมีสตรี


    นางมารร้ายลี่อิ่งก็มิได้อยู่ที่นี่ แถมมันยังถูกระบบบังคับห้ามโกหกอีก ไม่ช้ามันคิดไปคิดมา การพูดความรู้สึกในใจแบบตรงๆ แก้ผ้ามิมีเหลืออาจจะมิใช่ปัญหา เพราะตรงนี้ก็มีแต่บุรุษเพศด้วยกันทั้งนั้น มาตรว่าถ้อยคำจริงใจไม่ฆ่าคน


    ไม่ช้าฉินเทียนก็กล่าว


    "ก็มีอยู่ขอรับ"


    ปราชญ์บัวมณีถามต่อทันที "ใครรึ"


    ฉินเทียนยิ้มแย้มแจ่มใสกล่าวตอบอย่างไรกังวล


    "นางชื่อลี่อิ่ง"


    .


    .


    .


    ไม่ช้าไม่รู้ทำไมฉินเทียนมันรู้สึกตัวว่าแปลกนัก คล้ายมีใครกำลังจับจ้องมันอยู่ สายตานั้นช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน และไม่ช้าเมื่อมันเหลือบมองกวาดสายตาดีๆ มันก็เห็นนัยน์ตากระจ่างใสของบุรุษผู้หนึ่งจดจ้องมองที่มันอย่างลึกล้ำปานจะกลืนกิน


    .


    .


    .


    ฉินเทียนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เกรงว่าตอนนี้จะท่าไม่ดีเสียแล้ว


    'ไม่...นะ ทำไมข้ารู้สึกว่าสหายลี่หลงคล้ายกับกำลังคิดอะไรกับข้าอยู่ มันคงมิใช่ว่าสหายลี่หลงจะเป็นเกย์หรือต้วนหรอกรึ และถ้าหากใช่... มันจะเป็นรุก หรือเป็นรับ ยามนี้ข้าก็ร่างกายอ่อนแออยู่ด้วย หากมันคิดใช้กำลังข่มเหงข้า ข้าจะทำอย่างไรดี หรือข้าจะต้องใช้ร่างแปลงจ้าวสวรรค์เพื่อรักษาความบริสุทธิ์หูรูดแดนถ่ายหนักของข้าดี... ฉิบหายแล้ว ฉิบหายจริงๆ แย่แล้วคราวนี้ มิคิดเลยตัวข้าจะมาเจอสถานการณ์เช่นนี้ได้!!!น่ากลัว น่ากลัวเหลือเกิน'


    ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ฉินเทียนก็คล้ายหนาวสั่นและหวาดกลัวในสายตาของสหายลี่หลงเหลือเกิน คล้ายอยากหนีออกจากที่นี่ให้เร็วไวที่สุด


    ฉินเทียนหยิบชาขึ้นดื่มหลายอึกทันทีพร้อมพยายามเลี่ยงสายตาคล้ายเสน่หาของสหายลี่หลง ที่ทำให้หูรูดแดนทาวรถ่ายหนักของมันเสียวสะท้าน


    ----------


    [หมายเหตุ หมอกเซียนสีเหลืองนวล คือ หมอกเมฆาสวรรค์สีเหลืองนวลของศาลเทพสวรรค์ระดับ 3 ที่ต้องการ ผู้ศรัทธา 1,000 ล้านคน / ปัจจุบันศาลเทพสวรรค์มีหมอกเซียนระดับต่ำสุดอยู่]

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน