10
เ้าหมาเด็ก
ภาพตรงหน้าของผมคือพี่ไดม่อนคนคูล ส่วนคนตรงหน้าของเค้าคือคีย์คนหล่อและถัดมาเป็ผม ไวน์ผู้น่ารักยังไงล่ะ!
สีหน้าเค้าดูงง ๆแล้วมองเราสองคนสลับกันไปมา “มาทำไม?” พี่ไดม่อนถามเหมือนหลุดปากออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
“ก็พี่ไลน์ให้ผมมากินเค้กกับพี่”ผมตอบ
“พี่หมายถึงว่ามากันทำไมสองคนเนี่ย!” เค้าร้อง พร้อมทำหน้าสิ้นหวัง “สรุปน้องไวน์มีแฟนแล้วเหรอ?”
ผมไม่ได้ตอบอะไรหันมองคีย์แล้วอมยิ้มให้กัน
“ทำไมต้องมาเล่นกับหัวใจพี่อ้ะนี่ดู” แล้วชี้มาตรงหน้า “พี่สั่งชุดคู่รักเอาไว้เลยนะ”
โถๆๆ พี่ไดม่อนคนคูลผู้คลั่งรัก
เราสองคนหลุดหัวเราะออกมาตอนออกจากร้านเพียงไม่กี่ก้าวหลังปล่อยให้คนชวนหัวเสียจนทนไม่ไหวลุกหนีออกไปก่อน
ก็รู้สึกผิดอยู่บ้างล่ะแต่ผมไม่รู้นิ่ ว่าพี่ไดม่อนเป็ใคร แล้วจะมาไม้ไหนเป็เอเจนซี่ของแก๊งลักคนไปทำงานคอลเซนเตอร์ที่ต่างประเทศรึเปล่าก็ไม่รู้ตั้งใจจะให้คีย์มาด้วยแต่แรกอยู่แล้ว ตอนที่พี่ไดม่อนมาขอไลน์ผมเห็นเค้ายืนมองอยู่ั้แ่แรก อีกอย่างนะ ขืนปฏิเสธไป ก็ต้องเทียววนมาเจอกันอีกเรื่อยๆ แบบนี้ดีแล้ว รู้เื่ไปเลย!
ผมกับคีย์มีชานมไข่มุกคนละแก้วในมือส่วนมือที่ว่างอีกข้างกำลังกุมกันอยู่ เราตลกกับสถานการณ์จนลืมตัว
แล้วคีย์ก็หยุด เหมือนนึกอะไรขึ้นได้แต่ยังไม่ปล่อยมือ “ผมเกือบลืมแน่ะ มีเื่ให้คุณต้องช่วย” ว่าพลางโยนแก้วชานมลงถังขยะโดยไม่หันไปมอง
“ช่วยแบบคืนนั้นเหรอ?”ผมเอียงหน้าถาม ทำตาใสซื่อ คีย์หน้าแดง แล้วหลบสายตา
นี่เค้าก็เป็คนหูแดงเวลาเขินด้วยผมหัวเราะชอบใจ “น่ารักอ้ะ!” แล้วคนสูงกว่าก็เอามือมาบีบแก้มผมเบา ๆ“มือไม่ได้ล้าง เดี๋ยวสิวขึ้น” ผมร้อง เค้าเหมือนจะยกมืออีกข้างขึ้นมาแต่ก็นึกได้ว่ากุมกันแน่นอยู่ “จะไม่ให้ห่างตัวเลยดิ่” ผมแซว คีย์จึงยอมปล่อย
“แล้วสรุปจะให้ผมช่วยอะไร?”ผมถามต่อ
“วันอาทิตย์นี้ คุณมีนัดรึยัง?”เค้าถามกลับ ผมส่ายหน้าตอบ “ดีแล้ว ห้ามมีนัดนะ” เค้าว่า
ผมยกแก้วชานมมาดูดฟืดใหญ่ตั้งหน้ารอฟังว่าเค้าจะว่ายังไงต่อ
“ผมจะพาไปที่บ้าน ไปหาพ่อผมกัน”สิ้นเสียงเค้า ผมก็แทบสำลัก
เย็นนี้ผมกลับบ้านเองกว่าจะถึงฟ้าก็มืดแล้ว ผมเดินเตาะแตะเข้ามา ก็ได้พบใครบางคนที่หน้าบ้าน
“พี่ปัถย์!” ผมะโเรียก พร้อมวิ่งเข้าไปหา พลางมองหาพี่วินไปด้วยแต่พบเพียงแค่พี่ปัถย์ที่กำลังขนสัมภาระใส่ท้ายรถ “จะไปไหนกันเหรอครับ?” ผมถามต่อ
คนถูกถามหันมามองผมนิ่ง ๆโดยไม่มีคำตอบภายใต้แว่นสายตากรอบสีเงินทรงสี่เหลี่ยมก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่เหลืออยู่ใบสุดท้ายโยนเข้าท้ายรถพร้อมปิดฝากระโปรงเสียงดัง
ผมยืนงง ๆ กับท่าทีของพี่ปัถย์ปกติเค้าจะดูอ่อนโยนและเป็ห่วงผมเสมอ แต่สายตาเมื่อสักครู่นี้มันว่างเปล่าจนน่าขนลุก
หรือเพราะพี่วินอยู่ในรถแล้วจึงไม่เห็น ผมคิด แล้วชะโงกไปดูข้างหน้า แต่ที่นั่งหน้ารถก็ว่างเปล่า
“วินไม่อยู่ในนั้นหรอก”พี่ปัถย์ตอบในที่สุด
“แล้วพี่ปัถย์กำลังจะไปไหนครับ?”ผมถามอีก
คนถูกถามยืนนิ่ง ๆ เค้าเม้มปาก ก่อนจะดึงผมเข้าไปกอด“พี่เป็ห่วงไวน์นะ” พี่ปัถย์บอก
ผมก็ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ในหัวหวนไปนึกถึงวันที่ทั้งสองคนเถียงกัน “พี่สองคนทะเลาะกันเหรอ?”ผมถามน้ำเสียงวิตก
พี่ปัถย์ดันตัวเองออก“ไม่มีอะไรต้องกังวลนะไวน์ เดี๋ยวทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นเอง” เค้าว่า“ยังไงพี่ก็รักวินมาก...” สีหน้าของพี่ปัถย์ดูเ็ป เค้าเม้มปากแน่นก่อนจะพูดต่อ “ดูแลตัวเองให้ดี และฝากดูแลพี่วินด้วยนะ พี่ไปละ”พูดจบแล้วก็ลูบหัวผม ก่อนจะเดินเปิดประตูเข้าในรถฝั่งคนขับ
ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ทั้งที่ดูเหมือนจะไม่อยากไปแต่ก็ยังไป...
ผมมองตามรถพี่ปัถย์ขับออกไปจนลับสายตาแล้วรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาทันที... พลางนึกไปถึงว่าแล้วพี่วินล่ะจะเคว้งคว้างขนาดไหน
ผมตั้งใจเข้าไปหาพี่ชายที่ห้องทำงานแต่ไม่พบ ห้องนอนก็ไม่มี มุมอื่น ๆในบ้านอย่างเรือนแก้วที่ตกแต่งไว้สำหรับเป็มุมดริปกาแฟที่พี่วินมักจะไปทำอะไรเงียบ ๆ คนเดียว ก็ไม่พบ คนในบ้านไม่มีใครรู้ว่าพี่วินไปไหนจนผมรู้สึกโกรธ โกรธแม้กระทั่งแม่ ที่ไม่ใส่ใจลูก แต่นั่นแหละ ผมกอดแม่แล้วขอโทษเพราะเริ่มรู้ตัวว่าเกินพอดี
“พี่ปัถย์เค้าเก็บของออกไปแล้วอะแม่”ผมบอกน้ำเสียงสั่นเครือ “ทั้งที่ควรอยู่ด้วยกัน แต่เค้ากลับจากไป...ไปไหนก็ไม่บอกด้วย” แม่ดึงหัวผมเข้าไปซบ “เค้าทิ้งพี่ชายผมได้ยังไง...” ผมพึมพำต่อ
“พี่คงมีเหตุผลของเค้าล่ะลูก...เื่ระหว่างคนสองคนเราช่วยอะไรเค้าไม่ได้หรอก” แม่อธิบาย“ส่วนพี่วินก็คงไม่เป็อะไรมากหรอก เค้าดูแลตัวเองได้”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ผมรู้ว่าแม่เป็ห่วงพี่วินมากกว่าใครในใจคงร้อนรุ่มยิ่งกว่าผมซะอีก...
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตอนน้าเจินมาสะกิดเรียก “น้องวินกลับมาแล้วค่ะ”ได้ยินดังนั้น ผมกระเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟาทันทีราวกับตั้งโปรแกรมไว้หลังผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้
มีร่างบางของคนคุ้ยเคยเดินเข้าประตูมาเค้าสูงกว่าผมไม่มากนัก ผมสีน้ำตาลอ่อนของพี่วินที่ปกติจะเซ็ตไว้แทบไม่กระดิกตอนนี้มันยุ่งเหยิงหน่อย ๆ ใบหน้าแดงก่ำนั้นส่งยิ้มมาหาผม “น้องวายยยน์...”
“เมามาเลยค่ะ ยังดีที่ยังมีสติโทรให้น้ายาไปรับได้”น้าเจินอธิบาย
ผมพยักหน้ารับรู้แล้วเข้าไปประคองพี่ชายที่ดูจะทรงตัวไม่ค่อยอยู่“ฝากน้าเจินนำผ้าชุบน้ำให้ผมมากะละมังนึงนะครับ” ผมหันไปบอกก่อนจะพาคนเมาที่เดินโซซัดโซเซขึ้นไปที่ห้องนอน
เป็อาการเมาชนิดที่แทบจะไร้สติคงซัดไปหนักหน่วงอยู่ ถ้าไม่รู้ก็คงเข้าใจได้ว่าถูกมอมปกติพี่วินคอแข็งที่สุดในบ้านแล้ว
ผมจับพี่วินนอนบนเตียงร่างนั้นพึมพำเบา ๆ ผมฟังไม่รู้เื่ขณะเดียวกันกับที่น้าเจินก็เตรียมอุปกรณ์เข้ามาพอดี
“น้าบอกคุณนายว่าน้องวินกลับมาแล้วนะคะ”น้าเจินเกริ่น “แต่ก็เสริมไปว่าน้องไวน์ดูแลอยู่ ไม่ต้องเป็ห่วง”
“ขอบคุณครับน้าเจิน” ผมกล่าวพร้อมกับค่อย ๆ ถอดเสื้อพี่วินออก ใช้ผ้าบิดหมาดเช็ดไปทั่วใบหน้า ลำคอ แล้วทั่วตัวผมเพิ่งสังเกตว่าพี่วินผอมลงไปมาก ซี่โครงขึ้นชัดจนน่าใ“พี่วินได้กินข้าวบ้างรึเปล่าครับน้าเจิน?”
“กินนะคะ แต่กินนิดเดียวบอกว่ากินไม่ลง” น้าเจินตอบ
ผมหันไปมองร่างของพี่ชายอีกครั้งแล้วก็รู้สึกเป็กังวล ขืนยังเป็อยู่อย่างนี้ ต้องมีแต่แย่ลงแน่ ๆ
เปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้วผมก็ยกผ้าขึ้นมาห่มให้พี่ชาย ก่อนจะทิ้งตัวนั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วหันไปบอกให้น้าเจินพักผ่อน
“มีอะไร เรียกน้าได้เลยนะคะ”น้าเจินว่า แล้วเปิดประตูห้องออกไป
ผมหันกลับมายังพี่ชายซึ่งหลับสนิทแล้วนานเท่าไรแล้วนะที่ผมไม่ได้อยู่กับพี่ชายตอนนอน อย่างน้อยก็คงห้าปีมาแล้วเวลาปกติพี่วินจะเข้มงวดและจริงจังกับงาน แต่ตอนนี้เค้าเหมือนกับเด็ก ดูไร้เดียงสาไร้ความกังวล
ผมมีคำถามมากมายในหัวพี่วินไปเจออะไรมาบ้าง? พี่วินจัดการมันยังไงเหรอ?พี่วินกำลังเจอปัญหาอะไรอยู่บ้าง? และพี่วินไหวไหม...?
ผมนึกไม่ออกเลย ว่าถ้าเป็ตัวเองจะตอบคำถามเหล่านี้ยังไง...
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ผมก็มายืนเด๋อๆ อยู่ที่หน้าบ้านของคีย์ เ้าตัวขับรถไปรับผมมาจากที่บ้านั้แ่ยังไม่แปดโมงรีบมากจนน้าเจินเตรียมแซนวิชไว้ให้ไม่ทัน
บ้านของคีย์สวยมากพอพ้นประตูรั้วเข้ามาก็เหมือนกับหลุดไปอีกโลก ในนี้ร่มรื่น มีต้นไม้สูง ๆ หลายต้นเดาว่าอายุมันคงมากพอสมควร ผมดูตื่นตาตื่นใจไปหมดเราเดินเข้ามาตามทางเดินพื้นหินกรวดจนหยุดอยู่หน้าเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลังใหญ่ ทางด้านขวามีชานไม้ยื่นออกไปเหมือนเป็ที่จิบชาแบบญี่ปุ่นด้วย
“พ่อผมชอบบ้านแบบไทยทางเหนือ”คีย์หันมาบอก “ส่วนแม่ชอบแบบญี่ปุ่น พ่อก็เลยให้ทีมออกแบบแล้วสร้างผสมผสานกัน”
“น่าอยู่มาก” ผมว่าประกายตายังไม่หยุดชื่นชม
“มาอยู่ได้เลย ผมพร้อมดูแลเสมอ” คีย์บอกเสียงทะเล้น
วันนี้เค้าอยู่ในชุดที่ดูไม่หวือหวา เสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ สีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงสแล็กเอวสูงขาเต่อสีดำ มันคุมโทนกับบรรยากาศจนรู้สึกเหมือนเค้ามาถ่ายรูปที่คาเฟ่เพื่ออัพลงไอจี
ข้างในบ้านมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้ลมพัดโชยตลอดเพราะเป็อาคารเปิดโล่งเกือบทั้งหลังพื้นไม้ขัดมันวาววับสะท้อนจนเห็นใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
“นี่พ่อผม” คีย์กระซิบผมเงยหน้ายกมือสวัสดีอย่างประหม่านิดหน่อย เพราะพ่อเค้าหน้าดุตากับจมูกของทั้งสองคล้าย ๆ กัน “คุณพ่อครับนี่ไวน์ เอ่อ... เพื่อนผม” เค้าแนะนำผมต่อพ่อเค้ามองผมสีหน้าเรียบนิ่ง ร่างสูงท้วมของเค้าอยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้ม
วันนี้มันธีมน้ำตาลรึไงนะผมคิดพลางก้มสำรวจตัวเอง ที่อยู่ในเสื้อยืด Balenciaga สีขาวกับกางเกงคาร์โก้สีครีม โอเค อย่างน้อยสีครีมก็พอจะเข้ากัน
“รีบขึ้นไปเถอะบ้านหนูมายด์เค้ามารอแล้ว” เสียงทุ้มเข้มบอก มองพวกเราอีกครั้ง ก่อนจะเดินนำขึ้นบันไดไป
“ผมว่า ผมรอข้างล่างดีกว่า”ผมรีบโพล่ง “ให้ผมไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออย่างคุณว่า น่าอึดอัดออก”
คีย์คิดแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า “โอเคคุณเดินเล่นแถวนี้นะ เดี๋ยวผมลงมา” เค้าบอก ผมแตะไหล่เค้าสองทีก่อนร่างสูงจะก้าวเดินตามพ่อไป
ที่จริงคีย์ให้ผมมาเป็ไม้กันหมาเค้าว่างี้ วันนี้มีนัดคุยกันหลายเื่ของผู้ใหญ่หนึ่งในนั้นคือเื่ตกล่องปล่องชิ้นของคีย์กับมายด์ด้วย
นั่นไง ๆ ผมเคยบอกแล้วไม่ได้มีแต่ในซีรี่ส์ซะหน่อย สองครอบครัวที่มีหน้ามีตาในสังคม มีอะไรคล้าย ๆกันก็ชอบจับลูกมาคลุมถุงชนแบบนี้แหละตอนที่ชวนผมก็คิดว่าจะพามาแนะนำให้คนในครอบครัวรู้จักซะอีก ไม่ได้ผิดหวังอะไรหรอกนะแค่บอกเฉย ๆ
คีย์พูดว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่มีทางทำให้มันสำเร็จ วันนั้นที่เค้าหายจากโรงอาหารไปพร้อมกับมายด์ก็เพราะจะไปคุยเื่นี้กัน คีย์พยายามโน้มน้าวให้มายด์ปฏิเสธตัวเอง เพื่อให้งานหมั้นยุติแต่เพราะไม่เป็ผล นัดหมายวันนี้จึงเกิดขึ้น
ไม่แปลกใจหรอกนะ ฝ่ายผู้หญิงดูชอบเค้าออกนอกหน้านอกตาขนาดนั้นท่าทีและสายตาของมายด์อ่านง่ายมาก ยืนอยู่บนบีทีเอส มองมาที่สยามก็เห็น
“ถ้าพวกผู้ใหญ่ยืนกรานผมก็จะบอกว่าคุณนี่แหละ คือแฟนของผม...” คีย์บอกแผนการของตัวเองไว้
ก็คงต้องได้เปิดตัวกันล่ะ
ผมมานั่งไกวตัวเองอยู่ที่ชิงช้าใต้ต้นไม้บ้านนี้เงียบดีจัง จนเริ่มได้ยินเสียงคุยดังมาจากชั้นสองของเรือนไม้มีหมาเด็กตัวสีดำวิ่งมาหาผม มันมองผมตาแป๋วแล้วกระดิกหางดุกดิก ผมว่าท่าทางมันคุ้นๆ เหมือนคีย์เลยอะ ดวงตาดำขลับตอนจ้องก็เหมือนกัน มีประกายของความซุกซนในใบหน้าเรียบนิ่ง
“ฉันจะเรียกแกว่า เ้าหมาเด็กคีย์ก็แล้วกันนะ”ผมพูดกับมัน มันดูดีใจมาก วิ่งหมุนตัวอยู่สองสามรอบจากนั้นก็วิ่งห่างออกไปเร้าให้ผมต้องลุกตาม มันวิ่งมาที่เรือนไม้แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่งเป็ห้องที่เปิดรับแสงรอบด้าน ในนั้นไม่มีคนอยู่และประตูเปิดทิ้งไว้ผมคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไป แล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยงานศิลปะมีทั้งภาพวาดและงานประติมากรรม
“อย่างกับอาร์ตแกลเลอรีย่อม ๆ เลย”ผมรู้สึกทึ่ง มองไปเจอภาพวาดที่ค้างไว้ เป็รูปผู้หญิงยิ้มใจดีคนหนึ่ง
“นั่นรูปคุณรัชนีน่ะค่ะ”เสียงที่โพล่งขึ้นมาทำผมสะดุ้ง
ผมหมุนตัวกลับก็พบเป็ผู้หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมกับซิ่นสีเืนกเธอขำผมที่ใเสียงของเธอ “ขอโทษที่ทำให้ในะคะ” เธอว่า
“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ทักทาย“ผมเป็เพื่อนคีย์ครับ”
“พอจะทราบแล้วค่ะเห็นเดินมาด้วยกันั้แ่เข้ามาแล้ว” เธอบอก“ห้องนี้คือห้องโปรดของคุณคีย์เค้าน่ะค่ะ พี่ทำความสะอาดค้างไว้เลยไม่ได้ปิดประตู”
นั่นยิ่งทำให้ผมใ“เดี๋ยวผมออกเดี๋ยวนี้เลยครับ” ผมร้องพลางจะพุ่งออกไป แต่ก็ถูกขวางไว้
“ไม่เป็ไรค่ะ อยู่ดูได้ค่ะ” เธอบอกทำให้ผมค่อยเบาใจ “รูปที่คุณดูอยู่คือคุณแม่ของคุณคีย์ค่ะ เธอเสียชีวิตไปแล้ว”หญิงนุ่งซิ่นอธิบายต่อ
แสดงว่าคีย์ก็มีแค่พ่อสินะ “เค้าคงรักคุณแม่มากสินะครับจดจำได้ทุกอนู ถึงได้ถ่ายทอดรอยยิ้มของแม่ออกมาได้สวยงามขนาดนี้”ผมกล่าวชื่นชมขณะมองรูปนั้นไปพลาง
“โอ๊ะ คงจะหล่น...”อีกฝ่ายพูดพร้อมก้มไปเก็บอะไรบางอย่างแล้วส่งให้ผม “วาดจากรูปค่ะ”
นั่นงะ หักมุมอีก
สักพักเ้าหมาเด็กคีย์ก็วิ่งมาแล้วฉี่ใส่ประตู “ว้าย ตายแล้ว ไปไกล ๆ เลยไอ้ดำ มาเยี่ยวอะไรตรงนี้เดี๋ยวแม่จะตีให้!” เ้าของซิ่นสีเืนกร้องพร้อมวิ่งไล่เ้าปุกปุยก้อนสีดำมันวิ่งวนกลับมาหาตอนผมเดินออกมาจากห้อง ส่งประกายตาขอความช่วยเหลือผมอุ้มมันขึ้นมาเล่น โดยมีคุณน้านุ่งซิ่นยืนละล้าละลังอยู่
ผมเล่นกับเ้าหมาเด็กยังไม่ทันไรก็มีเสียงโหวกเหวกดังขึ้น ผมฟังไม่ได้ศัพท์แต่คิดว่าเป็เสียงของคีย์กับพ่อของเค้า ไม่ผิดแน่ สักพักมีเสียงดังตึง ๆลงบันไดมา เป็ขายาว ๆ ของคีย์ที่ก้าวพรวดพราดด้วยสีหน้าบึ้งตึงเค้าหยุดแล้วเสไปรอบ ๆ เหมือนจะหาผม ผมวางเ้าหมาเด็กคีย์ลงแล้วโบกมือพร้อมรอยยิ้มเป็เส้นตรงแสดงตัว
“อยู่นี่”
คีย์ปรี่เข้ามาคว้ามือผม“ไปกันเถอะ” เค้าว่า พร้อมเดินเร็ว ๆ ไปที่รถ ถ้าผมก้าวขาช้าอีกนิดเดียว ก็คงสะดุดกลิ้งหลุนๆ ให้เค้าลากแล้ว