“ชกหนึ่งยก จับเวลาสามนาที” ครูกันยกนาฬิกาที่ข้อมือซ้ายขึ้นมาปรับอะไรบางอย่าง ขนาดนาฬิกายังเป็ลายพลางของทหารเลย เสร็จแล้วเขาก็นำมือทั้งสองข้างไปท้าวเอว ให้ความรู้สึกเหมือนครูสอนหลักสูตรรบพิเศษที่เคยเห็นในหนังหรือโทรทัศน์ “สำคัญเลยคือ ห้ามโจมตีที่เป้า ชกจนกว่าจะน็อคหรืออีกฝ่ายยอมแพ้ ถ้าหมดเวลาคือเสมอ”
คราวนี้เขาเดินถอยห่างออกไปจากผมและมิท ทำมือวาดออกทางด้านข้างเป็สัญญาณ ให้นักเรียนคนอื่นๆยืนกระจายกันล้อมพวกผมเอาไว้ ตอนนี้ผมและมิทกำลังถูกห้อมล้อมโดยกำแพงมนุษย์ ซึ่งพื้นที่ว่างมันก็กว้างพอสมควร พอให้เล่นฟุตซอลได้
“อย่าเล่นกันแรงเกินไปล่ะ มิท” ครูกันหันไปพูดกับมิท ก่อนที่จะเริ่ม “รอฟังเสียงนกหวีดบอกให้เริ่มชก”
‘ต้องชกกันจริงๆสินะ’ ผมคิด ในขณะที่มิทตั้งการ์ดรออย่างใจจดใจจ่อ ผมเองก็ยกการ์ดขึ้นมาพร้อมสู้ ดูเขาจะสนุกกับมันมาก เขายิ้มยียวนจนผมแอบหมั่นไส้เล็กๆเหมือนเคย ผมไม่ได้กลัวเขาหรอกนะ แต่ใส่นวมไว้แบบนี้แล้วไม่ถนัดเลยแหะ
ปรี๊ดดดดดดด!!!!
“ย้ากกก!!”
“....!?”
ปึก!
ทันทีที่สัญญาณนกหวีดดัง มิทก็พุ่งเข้ามาะโถีบผมกลางอากาศ โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว โชคดีที่ผมใช้แขนทั้งสองข้างกันเอาไว้ได้ แต่มันก็กระแทกเข้าที่อกผมจนะเืไปหมด ผมถึงกับกระเด็นตามแรงไปหลายเมตร
‘ครูเขาบอกว่าอย่าเล่นแรงไม่ใช่เหรอ!?’
ไม่มีจังหวะให้ตั้งหลัก มิทพุ่งเข้ามาอีกครั้ง เขาไม่ยอมปล่อยให้ผมได้ตอบโต้อะไร พยามยามที่จะใช้เท้าเตะเข้าที่ชายโครงของผม ผมไวกว่าเลยใช้แขนกันได้ก็จริง ‘แต่มันก็เจ็บนะโว้ยยย!!’
ผมพยามจะใช้ท้าวขวาถีบเข้าที่ใบหน้าของเขา ในจังหวะที่เขาพยายามพุ่งเข้ามา ทีแรกคิดว่าต้องโดนแน่ๆ แต่ไม่ใช่ มิทใช้วิธีเอี้ยวหัวหลบไปทางซ้ายมือของผม แล้วชกหมัดสวนกลับลูกถีบของผม เข้าหน้าผมเต็มๆ
“อึก!” มันไม่ได้เจ็บมาก แต่เวียนหัวไปหมดเลย ผมเกือบจะล้มหงายหลังไปแล้ว ยังดีที่ชักขาขวากลับมายันพื้นเอาไว้ได้อยู่
‘ประมาทจนได้’ ผมคิด แล้วสายตาก็สาดส่องไปที่ผู้ชมรอบตัว
ตอนนี้นักเรียนคนอื่นๆเริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง พวกเขาส่วนใหญ่มองผมด้วยความชังและเวทนา แต่ก็มีบางพวกที่เหมือนจะสงสารผมและเอาใจช่วย ที่ผมแปลกใจคือการที่พวกเขาบางคนปฏิบัติกับคนที่พึ่งรู้จักอย่างผมแบบนี้ต่างหาก
‘จะเกลียดชังอะไรกันขนาดนั้น’
“หึหึหึ” มิทหัวเราะในลำคอพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างพอใจ ผมรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังไหลออกมาจากจมูกของผม ไม่ต้องดูก็รู้ หมัดเมื่อสักครู่ของมิท ทำเอาเืกำเดาผมไหลออกมา แถมแว่นของผมก็เกือบหัก มิทเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งได้ใจ “คราวนี้มึงไม่รอดแน่”
มิทยกการ์ดขึ้นมาอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้พุ่งมาทันทีเหมือนครั้งก่อน เขาโยกตัวและย่ำขาสลับไปสลับมาเป็จังหวะ ชายคนนี้มีเชิงมวยอยู่บ้าง คงเรียนมาไม่มากก็น้อย
การยกการ์ดของผมแตกต่างจากของอีกฝ่าย ยืนนิ่งๆ โดยทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งอยู่ด้านหน้าในระยะสายตาเกือบสุดแขน มืออีกข้างอยู่ในระดับลิ้นปี่ แขนชิดลำตัว และหันร่างกายเข้าหาอีกฝ่ายตรงๆ ศิลปะการต่อสู้ที่ผมเรียนมาไม่เป็ที่นิยมเหมือนบ็อกซิ่ง ที่เน้นปะทะตรงๆ แต่เท่าที่ผมเข้าใจ มันเน้นการปัดป้องและเกาะติดคู่ต่อสู้ ดูเผินๆอาจจะใช้ไม่ได้จริง แต่วิชาทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้
เป็มวยของสตรี ที่คนแขนขาเล็กอย่างผมก็ใช้ได้
“หย่งชุนเหรอ?” ครูกันพูดขึ้น
ตอนนี้ผมพยายามมีสมาธิให้มากกว่าเดิม จะใช้พลังไม่ได้เหมือนทุกที เพราะอาจจะถูกจับได้ก็ได้ แค่ต้องมีสมาธิมากกว่านี้ ต้องหาจังหวะ แล้วซัดกลับให้ได้
“จะอะไรไม่รู้ล่ะ” มิทพูด “ยังไงมึงก็ไม่ชนะหรอก!”
มิทก้าวเท้าเข้ามาใกล้ผม และออกอาวุธด้วยหมัดชุด ผมใช้มือที่สวมนวมอยู่ปัดหมัดไว้ได้ทั้งหมด พร้อมกับก้าวท้าวถอยหลังตามจังหวะอีกฝ่าย การเกาะติดของหย่งชุนระยะที่หนึ่ง จากปลายนิ้วถึงข้อมือ รักษาระยะห่างและรอจังหวะ
‘ระยะที่สอง จากข้อมือถึงข้อศอก’ ก้าวเท้าเข้าประชิดตัว ปัดหมัดออกด้วยท่อนแขนเพื่อเข้าวงใน เมื่อนั้นจะเกิดช่องว่างให้โจมตีได้ง่ายๆ
‘ระยะที่สาม จากข้อศอกถึงหัวไหล่!’
ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ๆๆๆๆ
ผมรัวหมัดปัดป้องเข้าไปที่ใบหน้าและ่อกของมิท เขาไม่ยอมถอยออกไป แต่ใช้แขนท่อนล่างยกขึ้นมาชิดกันที่ด้านหน้าเพื่อป้องกันหมัด แบบนั้นถือว่าพลาดมาก
ปึก!
แค่หมัดอัปเปอร์คัต ผมเองก็ทำได้ มิทรับหมัดนั้นเข้าไปเต็มๆคางจนแน่นิ่งไป ทำให้การ์ดเขาตกและเปิดช่องให้ผมโจมตีอีกครั้ง แต่ว่า
ปรี๊ดดดดดด!!!!
ครูกันเป่านกหวีดหมดเวลา ผมหยุดหมัดไว้ทัน หายใจแรงเพราะความกดดันและความเหนื่อย ส่วนมิท เขายืนเซไปเซมาเหมือนคนเมา แล้วก็ลมลงไปนอนกองกับพื้น ทุกคนได้แต่ยืนอึ้ง ไม่มีใครส่งเสียงอะไรออกมาเลย
แปะ.. แปะ.. แปะ..
แล้วอยู่ นักเรียนชายคนหนึ่งก็ปรบมือขึ้นมา เขาคือคนเดียวกับที่ผมเจอเมื่อเช้า นักเรียนชายผมยาวในชุดยีนสีดำ กำลังปรบมือให้ผม ตามด้วยซีแอล มาลี แล้วก็คนอื่นๆ ทุกคนกำลังปรบมือให้ผม รวมถึงครูกันด้วย
“สุดยอด!” ครูกันเอ่ยชม “หมัดสุดท้ายนั่นงดงามมาก ไอหน้าหวาน”
ครูกันเดินเข้ามาและตบไหล่ผมอย่างแรง เขาคงไม่รู้ตัวว่าตัวเองมือหนักแค่ไหน ผมไม่ได้ยินดีกับชัยชนะครั้งนี้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยระบายอารมณ์หงุดหงิดที่มีได้บ้าง
“ใครก็ได้! แบกไอมิทไปห้องพยาบาลที!” เขาสั่งกับนักเรียนคนอื่น แล้วหันมายิ้มให้ผม
“ยังไม่ครบสามนาทีไม่ใช่เหรอครับ?” ผมถามขึ้น
“ฮาฮาฮา!”
ครูกันได้แต่หัวเราะออกมาอย่างถูกอกถูกใจ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่ามันน่าขำตรงไหน
“ไอเด็กเวรนั่นเอาชนะเธอไม่ได้หรอก แค่ดูที่ชกเมื่อกี้นี้ก็รู้แล้ว ครูขอถอนคำพูดที่ว่าเธอก่อนหน้านี้ด้วยนะ” แล้วเขาก็ยิ้ม
ท่าทีของครูกัน รวมถึงคำพูด เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้มาก ไม่พูดเสียงดังหรือใช้คำหยาบ เหมือนเขาจะถูกใจผมเข้าให้แล้ว แต่พอเขาหันกลับไปหานักเรียนคนอื่น ก็กลับมาใช้คำพูดแบบเดิมอีก
“เอาละไอพวกลูกลิงที่เหลือ! เห็นตัวอย่างจากเพื่อนแล้วก็ช่วยไปฝึกให้ได้เหมือนเพื่อนด้วย!” ครูกันยืนท้าวเอวและพูดพร้อมกับยิ้มร่าเหมือนทุกที “คาบนี้คือวิชาศิลปะป้องกันตัว ซึ่งครูไม่เหมือนครูพละคนอื่นที่สอนแบบขอไปทีหรอกนะ ดังนั้น! ไม่ว่าชายหรือหญิง เมื่อถึงเวลาต้องสู้ ก็ต้องสู้ได้เหมือนกัน หลังจากนี้จะให้ฝึกกันเอาเอง ถึงเวลาก็ไปพักได้ ครูไปละ”
พูดจบครูกันก็เดินจากไป ทิ้งให้นักเรียนอยู่กันเองใต้อาคารแห่งนี้ ก่อนจะหายลับไป เขายังพูดกับหัวหน้าห้องทั้งสองไว้อีกด้วยว่า “ยัยจินตรา กับไอโนบิตะ ฝากเช็คชื่อด้วย” แล้วก็เดินหายลับไปจริงๆ
‘ไหนบอกว่าจะไม่สอนแบบขอไปทีไง แล้วไหงปล่อยนักเรียนเรียนกันเองแบบนี้ล่ะ’ ผมคิด
เวลา 10:45 น.
“สุดยอดไปเลยนิศ นายสู้เก่งเหมือนกันนะเนี่ย” ซีแอลเดินเข้ามาคุยกับผมพร้อมกับมาลี นอกจากนั้นยังมีนักเรียนคนอื่นอีกสี่คนที่เดินตามมาด้วย หนึ่งในนั้นคือนักเรียนชายผมยาวที่ผมเคยเจอ เขาจ้องมาที่ผมเหมือนจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงกระดูก ผมเองก็มองเขาตอบเหมือนกัน ไม่มีทีท่าว่าจะหลบสายตากันเลย จนซีแอลที่มองอยู่ต้องรีบพูดแทรก
“เกือบลืมแนะนําไปเลย พวกนี้เป็เพื่อนของฉันกับมาลีที่อยู่ห้องสาม”
ผมมองพวกเขาไล่ไปทีละคนไล่จากทางด้านซ้าย คนแรกคือนักเรียนชายที่สวมแว่นสายตาที่รูปร่างคล้ายกับที่ผมสวม ผมบนตัดสั้นตามทรงนักเรียนมาตรฐาน แถมยังแต่งตัวเป็ระเบียบเรียบร้อยดีทุกอย่าง แต่เตี้ยกว่าผม น่าจะสูงแค่160เซ็นติเมตร คนที่สองคือเด็กหนุ่มที่กำลังจ้องผมอยู่ คนถัดมาเป็นักเรียนชายเหมือนกัน เขาตัวผอมและสูงมาก อาจจะสูงถึง190เิเเลยก็ได้ หน้าตาดีจมูกโด่ง มีดวงตาสีฟ้า ผมสีน้ำตาลเข้มเหมือนลูกครึ่งต่างชาติ แต่ที่น่าสนใจคือ เขาสวมเสื้อและกางเกงที่ใหญ่เกินตัวจนดูเทอะทะ อีกทั้งยังสวมเสื้อคอเต่าแขนยาวสีดำทับในด้วย ท่าทีที่ดูเขินอายและไร้เดียงสานั่น ทุกอย่างบนตัวเขาดูไม่เหมาะกับรูปร่างหน้าตาเลยสักนิด
‘สีดำอีกคนเหรอ?’
คนสุดท้ายคือนักเรียนหญิงที่สูงพอๆกับมาลี หล่อนสวมแว่นสายตากลมโตที่ดูจะสั้นมากเป็พิเศษ ผมยาวๆของหล่อนถักเปียเหมือนเด็กประถม ดูโก๊ะๆยังไงไม่รู้
“ผู้ชายที่สวมแว่นชื่อ นนท์ เป็หัวหน้าห้องสาม” ซีแอลพูด
“สวัสดี” นนท์กล่าวทักทาย เขาแสดงสียิ้มแย้ม แต่ผมรู้สึกได้ว่ายิ้มนั่นเป็ยิ้มที่ไม่เป็ธรรมชาติเอาเสียเลน ผมจึงพยักหน้าและตอบพอเป็มารยาท
“สวัสดีครับ”
“คนผมยาวนั่นชื่อ เบิร์ด”
“......” คนที่ชื่อเบิร์ดไม่ได้พูดอะไร เขายังคงจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น ผมจึงแกล้งไม่สนใจ
“คนถัดมาชื่อ ลิส”
“ยินดี..ที่ได้รู้จัก...ครับ?” ชายตัวสูงทักทายผมอย่างเขินอาย เขามองไปทางผู้หญิงที่สวมแว่นหนาเตอะ คล้ายจะรอให้เธอยืนยันบางอย่าง เหมือนเขาจะไม่มั่นใจในการพูดของตัวเอง ผู้หญิงคนนั้นแค่พนักหย้าให้เขาอย่างยิ้มแย้ม ก็ทำให้ชายคนนั้นยิ้มแก้มปริเหมือนเด็กน้อย “ผมชื่อลิสวานะ”
‘ลิสวา?’ ผมสงสัยในชื่อของเขานิดหน่อย แต่มันก็เข้ากับใบหน้าฝรั่งๆนั่นดี ลิสวายื่นมือทั้งสองข้างมาจับมือผมแล้วเขย่ามัน ดูใสซื่อผิดกับหน้าตาหล่อคมเข้มของเขามาก ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี เลยได้แต่ยิ้มและตอบแค่ว่า
“ครับ”
“ส่วนผู้หญิงคนนั้นชื่ออาย”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
สาวผมเปียพูดพร้อมกุมมือไว้ด้านหน้าและโน้มศีรษะเล็กน้อย เธอดูมีความจริงใจเวลาพูดอย่างมาก สีหน้าของเธอแสดงออกถึงความเป็นมิตรอย่างชัดเจน คงเป็คนประเภทที่อัธยาศัยดี และมารยาทดีมากๆด้วย
“ยินดีครับ” ผมตอบอย่างสุภาพ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้หญิง แต่เพราะเธอดูมีมารยาทและน่าคบหาที่สุดต่างหาก
“ปกติคาบนี้จะต้องจับคู่กันซ้อมชก แต่พอมีนายพึ่งเข้ามาเลยยังไม่มีคู่ซ้อมด้วย” แปลว่าไม่มีใครอยากคู่กับเราเหรอ เอายังไงดีล่ะ?”
“ฉันจะจับคู่กับเขาเอง” มาลีแทรกขึ้น ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่การที่เธอพูดแปลว่ามีเหตุผลอยู่แน่นอน
“อย่างงั้นเหรอ งั้นฉันจับคู่กับอายนะ” ซีแอลหันไปหาสาวผมเปีย เธอพยักหน้าตอบอย่างยินดี
“ถ้าอย่างนั้นพวกนายสองคนก็จับคู่กันไปละกัน พวกสีดำอยู่ด้วยกันก็ดี” นนท์หันไปคุยกับเบิร์ดและลิสวา เบิร์ดทำแค่เพียงเชิดหน้าตอบแบบเร็วๆ “ฉันไปละ”
“ด้วยความหวังดีนะ นายควรเลิกใส่เสื้อกันหนาวสีดำนั่นมาโรงเรียนซะ ไม่งั้นจะหาเพื่อนลำบากเอา” นนท์พูดทิ้งกับผม
คำว่า ‘พวกสีดำ’ นั่นคงหมายถึงคนที่สวมเสื้อผ้าสีดำอย่างพวกผม แค่เพราะใส่สีดำ เลยไม่มีเพื่อนงั้นเหรอ สีดำคงเป็สีต้องห้ามของที่นี่จริงๆสินะ
“อย่าไปถือสานนท์เลยนะคะ เขาแค่พูดเพราะหวังดี” อายรีบเข้ามาขอโทษแทนเพื่อน มันไม่ได้น่าหงุดหงิดอะไรแต่เธอก็ยังคิดมากแทนคนอื่น "ปกติเขานิสัยดี ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกค่ะ"
"ครับ"
"พวกฉันจะไปซ้อมกันตรงหน้าห้องดนตรีนะ" มาลีบอกกับซีแอลแล้วเดินล่วงหน้าไปก่อน ผมก็ได้แต่ตามไปเหมือนเช่นทุกครั้ง ผู้หญิงคนนี้ชอบไม่พูดไม่จาจริงๆ
"พวกเราก็ไปกันเถอะ" เบิร์ดหันไปพูดกับลิสวา แล้วเดินตามพวกผมมาติดๆ
"รอผมด้วยสิ!" ลิสวาเห็นเบิร์ดเดินนำไปไม่รอก็รีบวิ่งตามอย่างลนลาน
"พวกเขาดูจะสนิทกันเร็วจังเลยนะคะ"
"คงอย่างนั้นแหละ"
ห้องดนตรีสากลของโรงเรียนนี้ ตั้งอยู่ใต้อาคารเรียนริมอาคารพอดิบพอดี ดังนั้นมันจึงอยู่ติดกับบันไดทางขึ้นด้านหนึ่งของอาคาร ซึ่งหน้าห้องดนตรีสากลนั้นก็อยู่ตรงข้ามทางขึ้นนี้เอง แต่แปลกที่มันเงียบวังเวง และไม่ค่อยเห็นนักเรียนคนอื่นใช้บันไดนี้สักเท่าไหร่
"ตรงนี้เงียบและห่างจากนักเรียนคนอื่นดีนะ" เบิร์ดที่เดินตามหลังมาพูดขึ้น เขาล้วงมือข้างหนึ่งในกระเป๋า แล้วชี้มาที่ผม "นาย… มาสู้กับฉันหน่อยเป็ไง"
"ห้ะ?" นี่เขาพูดอะไรเนี่ย ทำไมวันนี้มีแต่คนมาหาเื่ผมอยู่ได้นะ "ทำไมผมต้องสู้กับนายด้วยล่ะ?"
"ถ้าจะให้รับนายตามคำแนะนำของมาลี ก็ต้องทดสอบกันก่อนสิ" เขาพูดแค่นั้นโดยไม่ให้ผมพูดอะไรต่อ
ฟึบ ปึก!
จากระยะห่างเกือบสองเมตร เบิร์ดก้าวเท้าเพียงครั้งเดียวก็สามารถหมุนตัวเตะเข้าที่หัวของผมได้ทันที ผมแทบไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ด้วยสัญชาตญาณที่มี ผมป้องกันมันได้ทันแล้วรีบก้าวถอยหลังออกมา
"เดี๋ยวก่อนสิ นี่มันหมายความว่ายังไงเนี่ย!?" ผมพยายามคุยให้รู้เื่ แต่เหมือนเขาจะไม่ฟังเลย แม้แต่มาลีหรือลิสวาเองก็ดูจะนิ่งเฉยกับเหตุการณ์นี้
ฟุบ
เบิร์ดเตะตัดด้านหน้า เฉียดปลายคางผมไปนิดเดียวเท่านั้น และถึงแม้ผมจะหลบมันได้ แต่เขาก็ตอกส้นเท้าเข้าที่กระหม่อมของผมโดยทันที
ปึก!
ถึงแม้ผมจะใช้แขนทั้งสองข้างยั้งมันไว้ได้ แต่น้ำหนักของเท้านั้นก็มากเหลือเกิน ผมแทบจะลงไปคุกเข่ากับพื้นเพียงเพราะการโจมตีที่ดูธรรมดานั้น
"เป็อะไรไป มีแค่นี้เหรอ?" เบิร์ดมีสีหน้าสบายๆเหมือนไม่ได้ออกแรง ผิดกับผมที่กัดฟันแน่น พยายามต้านแรงของเขา
'จะดูถูกกันเกินไปแล้ว!!!'
ด้วยแรงฮึดของผม ผมเหวี่ยงเท้าของเขาออกแล้วใช้แรงจากปลายเท้าดีดตัวเพื่อเข้าไปโจมตีด้วยหมัดปัดป้องที่รัวเป็ชุด ผมมั่นใจในความเร็วของผมมาก ต่อให้ไม่ใช้พลัง มันก็เร็วพอจะประชิดตัวศัตรูได้โดยที่อีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน แต่ไม่ใช่กับคู่ต่อสู้คนนี้เลย
พรึ่บ!
'เกราะจิต!!'
มันเกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนที่หมัดของผมจะถึงตัวเขา เบิร์ดะโหันหลังกลางอากาศอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ขาหลังถีบตรงๆที่อกผมเข้าอย่างจัง จนกระเด็นไปกระแทกเข้ากับกำแพงห้องดนตรีสากล
ปึก!! ตึง!
"อั๊ก!!"
'จุกเป็บ้าเลย' พลังจิตของผม โดยพื้นฐานสามารถสร้างเกราะป้องกันหุ้มร่างกายไว้ได้ในระดับหนึ่ง มันทนทานพอจะรับแรงกระแทกจากไม้หน้าสามได้เลย แต่การโจมตีเมื่อสักครู่ ผมกางเกราะได้ไม่สมบูรณ์ก็จริง จึงรับการโจมตีนั้นไปเกือบ70เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามันไม่น่าจะรุนแรงขนาดนี้นี่นา
'แรงวัวแรงควายเกินไปแล้ว'
"ไม่รู้หรอกนะว่าเมื่อเช้านายใช้วิธีไหนกับกระเป๋าของไอมิท มันถึงได้หนักขนาดนั้น แต่จากการที่นายเป็เพื่อนเก่าของมาลี แปลว่านายก็เป็ผู้ใช้พลังจิตเหมือนกันละสิ"
'ผู้ชายคนนี้รู้เื่พลังของเราจริงๆด้วย'
อยู่ดีๆมิทก็พูดถึงเื่พลังของผมขึ้นมา เขาเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าอย่างสบายใจ ในขณะที่ผมกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นเพราะความจุกและเจ็บ
"มาลีคงยังไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรกับนายเลยสินะ ฉันน่ะ 'เป็ผู้จำแลงร่าง' พละกำลังของฉันมีมากกว่าคนธรรมดาหรือผู้มีพลังจิตอย่างนายหลายเท่าตัว การโจมตีเมื่อกี้ ใช้พลังไปแค่สิบเปอร์เซ็นเองนะ" เขาพูดต่อ ตอนนี้เบิร์ดดูน่าเกรงขามมากกว่าก่อนหน้านี้เยอะเลย "ถ้ายังไม่เอาจริงสักทีละก็ นายคงได้ตายก่อนที่ฉันจะอธิบายอะไรแน่"
'ผู้จำแลงร่างงั้นเหรอ? พึ่งเคยได้ยินนี่แหละ' ไม่เข้าใจเลยสักนิด สถานการณ์ตอนนี้คืออะไรยังไม่รู้เลย อยู่ดีๆก็มีคนมาหาเื่ แล้วพูดเื่บ้าอะไรที่เราไม่เข้าใจสักอย่างแบบนี้ 'ใครมันจะตั้งตัวทันกันละวะ!!'
"เออ" ผมฟืนความเจ็บปวดที่มันเริ่มบรรเทาลง ลุกขึ้นยืนพร้อมตั้งการ์ดในแบบของผม เหตุผลที่ผมเลือกเรียนหย่งชุนน่ะ จะแสดงให้ดูก็ได้!
"ผมจะแสดงให้ดู พลังจิตของผมน่ะ"
ผมปลดปล่อยพลังของตัวเองออกมา เพิ่มมวลร่างกายให้หนักขึ้นจนพื้นปูนแข็งๆแตกเป็รอยร้าว เบิร์ดและคนอื่นดูจะใเล็กน้อย แต่แล้วเบิร์ดก็ยิ้มออกมาเหมือนกำลังรู้สึกสนุก เขาทิ้งมือทั้งสองข้างลงอิสระอยู่ข้างลำตัว ขาทั้งสองกางออกในแนวหัวไหล่ อีกทั้งยังหันเพียงด้านข้างเข้าหาผม
'ท่าทางแบบนั้น… เทควันโด้'
แล้วลมปริศนาที่ไม่มีที่มาก็พัดผ่านมาอย่างรุนแรง ก่อนที่เบิร์ดจะพูดขึ้นว่า
"เข้ามาเลย"