เดือนมิถุนายน ค.ศ.1933
หลังจากปราบปรามกลุ่มอำนาจที่สนับสนุนพระยากำแหงได้ราบคาบแล้วจอมพลสดมภ์ก็ยกเลิกคำสั่งปิดท่าเรือและด่านชายแดนทุกแห่งเสียการเข้าออกประเทศทางน้ำทางบกก็กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง
ไมตรีจึงได้โอกาสโดยสารเรือไปยังปีนังเพื่อตามหาโสมสุดาซึ่งเป้าหมายแรกตามจดหมายที่ได้รับจากยายมะคือโรงเรียนประจำหญิงล้วนที่ชื่อ “เซนต์มารีอา”
เพียงหนึ่งวันเรือกลไฟลำใหญ่ก็แล่นถึงชายฝั่งของเกาะปีนัง หรือเกาะหมากของประเทศสยามในอดีตมองเห็นหมู่บ้านของชาวมาเลย์พื้นเมืองที่ปลูกเรือนอยู่บนทะเลทั้งชายและหญิงไม่สวมเสื้อ คงนุ่งแต่โสร่ง โพกผ้าไว้รอบศีรษะคล้ายชาวไทยใหญ่เพียงแต่ผ้าผืนเล็กกว่าเท่านั้น ชายฝั่งทะเลเต็มไปด้วยต้นจากและต้นมะพร้าวดูร่มครื้มสงบเงียบอย่างธรรมชาติ
เมื่อเรือแล่นใกล้ถึงท่าเรือมีเรือชนิดต่าง ๆ ทั้งเรือเดินสมุทร เรือใบ เรือประมง จอดเรียงรายเต็มอ่าวไปหมดเื้ัมองเห็นตึกศาลาว่าการเมืองจอร์จทาวน์ดูเด่นตระหง่านใกล้เคียงกันยังมีมัสยิดหลังใหญ่และตึกรามร้านค้าแบบตะวันตกรายล้อมรอบศาลาว่าการนั้นอีกหลายหลัง
เมื่อขึ้นจากเรือแล้วไมตรีจัดการธุระเื่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็นั่งรถเจ๊กลากเข้าไปในย่านกลางเมืองจอร์จทาวน์ สองข้างทางมีผู้คนคลาคล่ำเดินบ้างยืนบ้าง มีเจ๊กหาบสาแหรกใส่ของต่าง ๆ ไปขายบ้างก็หาบชะลอมใบใหญ่ใส่ไก่เป็ ๆไว้หลายตัว ผ่านจุดพักรถลากของบรรดาเจ๊กลากรถที่จอดรอผู้โดยสารเป็ทิวแถวบางคนก็ขี่จักรยานสองล้อ และยังมองเห็นชาวพื้นเมืองเทินของไว้บนหัวเดินไปตามฟากถนนจนกระทั่งมาถึงหน้าโรงเรียนเซนต์มารีอา ที่มีอาคารเรียนเป็สีชมพูและโบสถ์คริสต์ตั้งสง่าอยู่กลางสนามหญ้าสีเขียว ไมตรีเดินเข้าไปตามทางปูน จนถึงห้องธุรการเขาก็เอ่ยถามซิสเตอร์ที่นั่งทำงานอยู่เป็ภาษาอังกฤษว่า้ามาพบคนชื่อโสมสุดาแม่ชีสาวก็ยิ้มอย่างเมตตา แล้วเชิญเขาเดินตามไปพบแม่อธิการแอนนาผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนนี้
เมื่อมาถึงห้องทำงานของแม่อธิการแอนนาไมตรีก็ทำการคารวะตามธรรมเนียมสากลแล้วก็แจ้งวัตถุประสงค์แห่งการมาของเขาโดยละเอียด แล้วคุณแม่ผู้อารีก็ตอบว่าเพื่อให้แน่ใจว่าคนที่เขามาตามหาใช่คนเดียวกันท่านจะพาไปดูรูปในทำเนียบนักเรียนเก่าของที่นี่ แล้วก็พากันเดินไปตามระเบียงอาคารเรียนระหว่างทางคุณแม่ท่านก็แนะนำประวัติของโรงเรียนนี้ว่า ก่อตั้งมาแต่ปีค.ศ.1884 พู้น โดยคณะซิสเตอร์ที่มาจากฝรั่งเศสถือเป็โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของปีนังก็ว่าได้
ในห้องเก็บเอกสารคุณแม่อธิการเปิดสมุดทำเนียบศิษย์เก่าให้ไมตรีดูแล้วก็ชี้ไปที่นักเรียนหญิงไว้ผมเปีย ตาโตที่สุดในหมู่เพื่อน แล้วว่า “นี่ไงล่ะโสมสุดา สมัยเรียนน่ะ หัวแข็งกว่าเพื่อน ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องใช่คนที่คุณตามหาหรือเปล่า”
ไมตรีก็เพ่งมองอย่างพินิจสักครู่แล้วว่า “ดูจากเค้าหน้าแล้วมั่นใจว่าใช่ครับ”คุณแม่ก็ยิ้มแล้วล้วงมือไปหยิบเอาซองสีน้ำตาลซึ่งมีตราประทับรูปดอกศรีตรังเช่นเดียวกับสองซองแรกที่ไมตรีได้รับ ยื่นให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสารคนนี้
“ เปิดอ่านดูเถิด นอกเหนือจากนี้ โสมสุดาก็มิได้ฝากถ้อยคำอันใดไว้อีกแม่ขอตัวก่อนนะ ขอพระเ้าทรงอวยพระพรให้คุณสองคนพบกันเร็ว ๆ ” อธิการแอนนากล่าวแล้วเดินออกไปโดยไม่บอกว่าโสมสุดาอยู่หนแห่งใด
ไมตรีเปิดจดหมายออกดูเนื้อความข้างในแทบจะทำให้เขาคลั่งตาย
“ จงไปรับประทานอาหารในเมืองจอร์จทาวน์โดยให้สั่งผัดหมี่ฮกเกี้ยนไม่ใส่เส้น ถ้าคนของร้านเขาบอกไม่มี หรือว่าเขาไล่ตะเพิดก็จงหาร้านต่อไป จนกว่าจะพบร้านที่บอกว่ามี นั่นแหละคุณจึงจะได้ร่องรอยในการตามหาดิฉันต่อไป
ขอให้คุณมีความอดทนจนถึงที่สุด
รัก
โสมสุดา”
ผัดหมี่ไม่ใส่เส้น ร้านอาหารที่ไหนเขาจะทำได้ ไมตรีคิดว่าโสมสุดาจงใจแกล้ง แต่เขาก็จะทนทำ เพราะการพบตัวหล่อนคือเป้าหมายที่ต้องพิชิตให้ได้
เที่ยงวันแล้วไมตรีเดินหาร้านอาหารจีนในเมืองอันเก่าแก่ของปีนังในย่านที่มีคนจีนอาศัยอย่างหนาแน่น เขามาหยุดอยู่หน้าร้าน “ ลิ้มเตียวกี่” ซึ่งอุดมไปด้วยอาหารน่ารับประทานต่าง ๆ ทั้งบะกุ๊ดเต๋แพะตุ๋นยาจีน ปลิงทะเลน้ำแดง ปลาจาละเม็ดเจี๋ยน กุ้งใหญ่อบซอสแต่สาวตาโตดันทะลึ่งให้สั่งผัดหมี่ไม่ใส่เส้น เขาเดินเข้าไปทั้งที่ท้องร้องจ๊อก ๆแล้วนั่งลงสั่งกับบ๋อยที่มารอรับออเดอร์
“ เอาผัดหมี่ไม่ใส่เส้นจานหนึ่ง ”ไมตรีสั่งไปก็เหลือบมองสีหน้าผู้รับคำสั่งไป
บริกรฟังแล้วนึกว่าเขาพูดผิดก็ถามว่าจะรับอะไร ไมตรีก็ยังตอบอย่างเดิมอาเฮียนึกว่าคนบ้าเข้าร้านก็โบกมือไล่ตะเพิดเขาออกมาแล้วะโด่าเป็ภาษาฮกเกี้ยนบ๊งๆ เบ๊ง ๆ ท่ามกลางสายตาของลูกค้าที่นั่งอยู่เต็มร้าน โถ พ่อไมตรีของเรา
เขาเดินต่อไปจนมาหยุดอยู่อีกร้านชื่อ “ตังกิมเซ้ง ” ขนาดเล็กกว่าร้านแรกแต่คงน่าจะมีอาหารประเภทผัด ๆ ดูจากเถ้าแก่ร้านยืนเคาะกระทะดังโป๊ก ๆอยู่บนเตาไฟอันร้อนแรง จึงเดินเข้าไปนั่ง แล้วสั่งแบบเดิม แต่ร้านนี้ใจดีหน่อยแค่ตอบว่าไม่มี และพยายามจะแนะนำเมนูอื่นให้ ไมตรีทนหิวไม่ไหวประกอบกับในจดหมายไม่ได้ห้ามกินในร้านทีไม่ใช่เขาจึงสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลามากินรองท้องไปหนึ่งชาม
เมื่อมีอาหารตกถึงท้องพอมีแรงเดินต่อเขาก็ทอดน่องไปตามชายคาตึกแถวบนถนนคิมเบอร์ลี่สตรีท แลเห็นฝูงคนมุงดูอะไรบางอย่างพอเข้าไปใกล้จึงได้รู้ว่าเป็แผงขายผัดหมี่ผัดก๋วยเตี๋ยวของตาแป๊ะคนหนึ่งแกใช้เตาถ่านกับกระทะเก่า ๆ ใบหนึ่ง มือขวาจับตะหลิว ขณะมือซ้ายถือพัดเก่า ๆคอยโบกเร่งไฟพร้อมกับผัดไปด้วย ท่าทางคงจะอร่อย หาไม่แล้วคงไม่มีคนยืนรอคิวยาวถึงเพียงนี้ ไมตรีจึงไปต่อแถวกับเขาบ้าง ระหว่างยืนรอเขาก็ถามคนที่มาซื้อว่าชาวปีนังเรียกอาหารชนิดนี้ว่าอะไร ก็ได้คำตอบว่า “ ชาโกยเตี๊ยว” อันเป็ภาษาจีนฮกเกี้ยนหรือแต้จิ๋ว แปลว่าผัดก๋วยเตี๋ยวคำว่า ช่า แปลว่า ผัดนั่นเอง
ครึ่งชั่วโมงให้หลังก็ถึงคราวของไมตรีสั่งบ้าง เขาก็สั่งผัดหมี่ไม่ใส่เส้นโดยใช้ล่ามจำเป็คือคนที่มาซื้อด้วยกันนั่นแหละแปลจากภาษาอังกฤษเป็จีนไมตรีก็ใจไม่ดี เกรงว่าจะโดนตาแป๊ะแกเอาตะหลิวแพ่นกระบาลเอา แต่ผิดคาด !!!
ชายชราขายก๋วยเตี๋ยวผัดบนแผงข้างถนนยิ้มจนเห็นฟันเลี่ยมทอง แล้วตอบว่า “ อู๋ ๆ” แปลว่า มี ๆ แล้วก็ก้มลงไปล้วงใต้แผงแกเพื่อหยิบอะไรบางอย่างออกมา
มันคือจดหมายซองสีน้ำตาลมีตราประทับรูปดอกศรีตรังเช่นเดิม ไมตรีได้เห็นก็จำได้เขารับมันมาจากมือของตาแป๊ะผู้เปรียบเสมือนเซียนผู้วิเศษในยามนี้แล้วกล่าวขอบคุณไปหลายยก ก่อนจะเปิดออกอ่าน
“ ไมตรีที่รัก เมื่อคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้
ดิฉันขอยกย่องในความอดทนอันเป็เลิศของคุณกับการเพียรพยายามฝ่าความอับอาย และความไม่ยอมแพ้ เพื่อมาถึงจุดหมายอีกขั้นหนึ่ง
ต่อไปนี้คืออีกหนึ่งภารกิจที่คุณต้องทำเพื่อให้เราได้พบกัน
จงไปที่วัดฮินดูชื่อ ศรีมารีอัมมัน ตั้งอยู่บนถนนควีนสตรีท แล้วค้นหาคำตอบให้ได้ว่าหัวใจแห่งพระศิวะ คืออะไร คุณอาจจะขอให้พราหมณ์ในวัดเป็ที่ปรึกษาก็ได้
หวังว่าคุณคงพบคำตอบในเร็ววัน
รัก
โสมสุดา”
บ่ายวันนั้นวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.1933
ออกจากแผงผัดก๋วยเตี๋ยวแล้วไมตรีก็เดินเท้ามาถึงถนนควีน แลเห็นวัดฮินดูอยู่ใกล้ๆก็ถามชาวอินเดียที่ขายพวงมาลัยดอกดาวเรืองว่าใช่วัดศรีมารีอัมมันหรือไม่คนขายตอบว่าใช่วันนี้เป็วันสมโภชเนื่องในโอกาสเสร็จสิ้นการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในรอบร้อยปีของวัดเก่าแก่แห่งนี้ซึ่งสร้างมาั้แ่ค.ศ. 1833 มาได้จังหวะพอดีไมตรีขอบคุณแล้วซื้อพวงมาลัยพร้อมของถวายที่จำเป็เข้าไปในวัด
วัดนี้สร้างตามศิลปะของอินเดียใต้บนยอดประตูวิหารความสูง 23 ฟุต เรียกว่าโคปุรัมประดับด้วยรูปปูนปั้นของเทพและเทวีของฮินดู 38 พระองค์ ซึ่งองค์ประธานของวัดนี้ก็คือ พระแม่มารีอัมมัน ซึ่งเป็อวตารปางหนึ่งของพระแม่อุมาหรือปารวตีชายาของพระศิวะมหาเทพที่ชาวฮินดูนับถืออย่างมาก
เมื่อเข้าไปภายในจะพบภาพนูนต่ำบนฝาผนังเขียนสีอย่างสวยสดงดงาม เป็ภาพของเทพเ้าต่าง ๆ โดยมีพระขันธกุมาร หรือMuruga และพระพิฆเณศ เป็เทพองค์สำคัญ
ทั่วบริเวณวัดเหล่าสตรีชาวฮินดูนุ่งห่มส่าหรีหลากสี พากันมาขอพรให้ได้แต่งงานกับชายที่มีแม่ดีๆ(ขอให้ได้แม่สามีที่ดี) บ้างก็มาขอให้ได้ลูก
มองผ่านประตูวิหารชั้นในเข้าไปในห้องทำพิธีบูชามีแต่พราหมณ์เท่านั้นที่เข้าไปได้ บรรดาศาสนิกต้องมารอถวายถาดของบูชาอยู่หน้าประตูเมื่อพราหมณ์ทำพิธีเสร็จก็จะส่งถาดคืน ไมตรีก็ยืนรอจนผู้คนเริ่มซาลงพราหมณ์หนุ่มสังเกตเห็นเขามายืนนานแล้ว ก็เดินมาถามเป็ภาษาอังกฤษว่ามีธุระอะไรหรือเปล่านาวีหนุ่มจึงถามว่า “ หัวใจแห่งพระศิวะ นั้นคือสิ่งใด ”
พราหมณ์หนุ่มยิ้มแต่ยังไม่ให้คำตอบ ท่านพาไมตรีไปอีกมุมหนึ่งของบริเวณวัด มาหยุดอยู่ตรงหน้าภาพนูนต่ำเป็ภาพพระศิวะและพระแม่ศักติกำลังร่ายรำนาฏลีลากันในตำนานการสร้างจักรวาล
พราหมณ์กล่าวว่า “ ท่านจงนั่งมองรูปนูนต่ำนี้ไปเรื่อยๆ จนจิตเป็สมาธิ เมื่อจิตเป็สมาธิ ก็จะเกิดปัญญารู้แจ้งในคำตอบแห่งคำถามของท่านเอง ”
ไมตรียกมือไหว้พราหมณ์แล้วก็นั่งเพ่งมองรูปพระศิวศักตินาฏราชจนเวลาล่วงเลยไปถึงยามเย็น อาทิตย์ใกล้อัสดงแล้วเขามองที่ภาพเห็นพระศิวะคู่กับพระแม่อุมา ก็นึกเปรียบเทียบตัวเขาและโสมสุดาซึ่งการที่เขามาตามหาอย่างทรหดอดทนนี้ ก็เพราะหล่อนเปรียบเสมือนดวงใจอันเป็ที่รักและหวงแหนยิ่งนั่นเองเพียงเท่านั้น ไมตรีก็ลุกพรวดแล้ว ะโว่า รู้แล้ว ๆ ดังไปทั่ววัดจนชายหญิงชาวภารตะทั้งหลายแตกตื่นนึกว่าเขาเพี๊ยน
แต่พราหมณ์หนุ่มคนเมื่อตอนบ่ายเดินมาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถามว่า
“ รู้แล้วใช่ไหม ”
ไมตรีตอบว่า “ รู้แล้วหัวใจแห่งพระศิวะก็คือ พระแม่อุมาเทวี ปารวตี ศรีมารีอัมมันนี่ไงล่ะ ทั้งสองพระองค์ต่างก็สำคัญต่อกันและกันมิอาจพรากจากกัน ”
“ ประเสริฐ ท่านมีปัญญาอันประเสริฐ ”พราหมณ์ยกย่องไมตรี แล้วก็ล้วงเข้าไปในย่ามนำซองจดหมายสีน้ำตาลมีตราประทับรูปดอกศรีตรังให้เขา ก่อนจะขอตัวไปประกอบพิธีต่อ
ไมตรีเปิดอ่านจดหมายฉบับที่ห้ามีเนื้อความว่า
“ ถึง ไมตรี บุรุษผู้เลิศด้วยปัญญา
เมื่อคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ดิฉันก็พอจะเดาความรู้สึกของคุณที่มีต่อดิฉันได้บ้างแล้วขอบคุณในความสำคัญที่คุณให้แก่ฉันแต่เพื่อเป็การยืนยันเจตนาของคุณให้แน่วแน่ยิ่งขึ้นดิฉันมีอีกหนึ่งภารกิจสุดท้ายที่คุณต้องทำดังนี้
จงเดินออกจากประตูวัดพระแม่แห่งนี้แล้วเลี้ยวซ้าย เดินไปตามถนนจนถึงสี่แยก เดินตรงไปอีกจนสุดมุมที่สี่แยกที่สองแล้วเลี้ยวซ้ายอีก จงเดินต่อไปจนถึงสี่แยก แล้วเดินตรงมาอีกประมาณห้าสิบเมตรจงมองไปทางขวามือ จะเห็นวัดจีนอยู่ติดถนน ชื่อว่า กวนอิมเต็ง จงเข้าไปจุดธูปเล็ก 33 ดอกธูปใหญ่หนึ่งดอก จากนั้นให้ตีกลองใหญ่ในวัดหนึ่งยก แล้วเสี่ยงเซียมซีให้ได้เลข 33จึงเป็อันเสร็จสิ้นภารกิจ และแน่นอนว่าคุณจะได้เห็นดิฉันอยู่ที่นั่น
ขอจงโชคดีและประสบความสำเร็จ
รัก
โสมสุดา ”
ไมตรีไปตามสถานที่ในจดหมายมองจากหน้าวัดบนถนน “ ลอรอง สจ๊วต ( Lorong Stewart ) ” วัดกวนอิมเต็งหรือวัดเ้าแม่กวนอิมก็มีลักษณะเช่นเดียวกับศาลเ้าจีนเล็ก ๆ ทั่วไป มีหลังคาแบบจีน แอ่นตรงกลางบนยอดจั่วแต่ละด้านประดับด้วยตุ๊กตาหินรูปสัตว์ในตำนานเช่นสิงโตจีนลานกว้างภายในวัด มีเตาเผากระดาษเงินกระดาษทองสองเตา ตั้งอยู่ซ้ายขวาฝั่งละเตาตรงกลางมีกระถางธูปใบใหญ่ ซึ่งผู้คนที่มาบูชาปักธูปดอกใหญ่สีแดงไว้หลายดอกแซมด้วยธูปเล็กที่ปักบนกระถางธูปเล็ก ๆ อีกจำนวนมาก ควันธูปตลบอบอวลจนแสบตาไปหมดแต่คนที่นี่ไม่นิยมจุดเทียนสักเท่าใดสองข้างประตูวิหารมีสิงโตหินสองตัวตั้งขนาบไว้ เข้าไปข้างในมีโต๊ะวางของบูชาบนเพดานแขวนโคมจีนสีแดงจำนวนมาก และพระประธานของวัดนี้คือองค์บูชาเนื้อสัมฤทธิ์ของเ้าแม่กวนอิมในอาภรณ์แบบธยานิพุทธะคือห่มคลุมด้วยจีวรและสวมหมวกคล้ายพระถังซัมจั๋ง มีหลายองค์ และมีองค์หม่าโจ๊วหรือพระแม่องค์ธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสาวกของเ้าแม่กวนอิมคือหลงหนี่ กับซานไฉยืนเฝ้าอยู่ซ้ายขวา
ไมตรีจุดธูปไปปักแล้วก็ตีกลองใบใหญ่หนึ่งยก ราวกับรัวกลองศึกก็ไม่ปานจากนั้นก็ไปนั่งเขย่ากระบอกเซียมซี ให้ติ้วไม้ตกลงมาอันแล้วอันเล่ากว่าสิบอันก็ยังไม่ได้เลข 33 เสียที จนมีเสียงหัวเราะคิก ๆจากคนที่มานั่งเขย่าติ้วอยู่ข้าง ๆ แล้วร้องบอกว่า
“ พอแล้วไม่ต้องเสี่ยงแล้ว เอ้านี่ เลข 33 ”
ไมตรีมองตามมือที่ยื่นติ้วไม้ให้ไปพบกับใบหน้าที่เขาคุ้นเคยใบหน้าวงงาม ๆ กับั์ตากลมโตนี้ คือโสมสุดา ที่เขาพากเพียรตามหามาทั้งวันนั่นเอง
“ ดา !!! ”
ไมตรีดีใจมากหายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง
“ ผม...” เขาพยายามจะเอ่ยคำขอโทษ
“ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ”โสมสุดาจูงมือเขาไปรับใบเซียมซีเลข 33 ได้รับคำทำนายว่า
“ เซียมซีใบที่33
จะมีลาภทรัพย์สินเงินทองบริบูรณ์ ทั้งยศฐาบรรดาศักดิ์
จะได้สัตว์ 4 เท้า 2 เท้าสรรพสิ่งสมประสงค์
จะได้พบคนที่พรากจากกันมานาน
นึกเงินได้เงิน นึกทองได้ทอง ป่วยเจ็บหายง่ายแล ”
“ คนที่พรากจากมานาน?” โสมสุดาครุ่นคิดว่าคือบิดาของตนใช่หรือไม่
ขณะเดินออกมาจากวัดเธอก็บอกว่าจะพาไมตรีไปที่พัก
ค่ำวันนั้นขณะรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ไมตรีก็เอ่ยคำขอโทษต่อโสมสุดา
“ ผมขอโทษจริง ๆ ผมผิดไปแล้ว ให้อภัยผมเถิด
ดาคุณเป็หัวใจของผม อย่าทิ้งผมไปอีกนะ” ไมตรีอ้อนวอน
“ เื่ความเข้าใจผิดน่ะ ฉันไม่ถือสาหรอก ส่วนเื่หัวใจของคุณน่ะแล้วคุณเอาน้องบุหงาไปไว้ที่ไหนคะ ”
“ บุหงาน่ะ เปรียบเหมือนน้องสาวคนหนึ่งของผม ไม่มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้นวางใจเถิด ”
“ โบราณว่าน้ำตาลใกล้มด ใครอดงดได้ คุณอาจจะใจอ่อนเข้าสักวัน”โสมสุดาทำเป็เล่นตัว
“ หากผมหลอกลวงคุณก็ขอให้ไม่ตายดี ” ไมตรีสาบานโสมสุดาจึงหัวเราะแล้วว่า
“ฉันหยอกเล่นน่ะ เื่ระหว่างคุณกับฉันขอให้เวลาเป็เครื่องตัดสินก็แล้วกัน รับประทานต่อเถิด อาหารเย็นชืดหมดแล้ว ”
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ทั้งสองก็แยกย้ายกันเข้าห้องพัก ห้องใครห้องมัน
“ หลับฝันดีนะคะ พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยว ”โสมสุดาส่งยิ้มหวาน
ไมตรีเข้าห้องพักพอหัวถึงหมอนเขาก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
เช้าวันรุ่งขึ้น โสมสุดาก็พาไมตรีไปเที่ยวป้อมปืนฟอร์ต คอร์นวอลลิส ( FortCornwallis ) อันเป็สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองจอร์จทาวน์ ตามตำนานเล่าว่าในอดีตมีพ่อค้า และนักผจญภัยชาวอังกฤษ ชื่อว่า เซอร์ ฟรานซิส ไลท์ ( SirFrancis Light ) เดินทางมาถึงเกาะปีนังเมื่อปี ค.ศ.1786 แล้วไปเจรจากับสุลต่านรัฐเคดะห์ ขอเช่าเกาะปีนังเพื่อทำเป็สถานีการค้าและที่พักเรือของบริษัทบริติชอีสท์อินเดีย ( British East India company ) ไว้ใช้เดินทางติดต่อค้าขายกับประเทศจีน และเป็ฐานในการหาผลประโยชน์ทางการค้าในกับอังกฤษในภูมิภาคแถบนี้ แลกกับการคุ้มครองไม่ให้รัฐเคดะห์ถูกรุกรานจากสยาม ( ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ) เมื่อทำข้อตกลงกับรัฐเคดะห์เรียบร้อยแล้ว เซอร์ ฟรานซิส ไลท์ ก็ยกพลขึ้นบกบริเวณที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง ( CityHall ) ในปัจจุบัน ตั้งชื่อเกาะว่า Princeof Wales Island
แต่ว่าเริ่มแรก บริเวณที่เซอร์ฟรานซิส ไลท์ ยกพลขึ้นบกเป็ป่ารกทึบ ลูกเรือที่มาด้วยไม่มีใครอยากถางป่า เซอร์ฟรานซิสฯจึงเอาเหรียญเงินยัดใส่ปากกระบอกปืนใหญ่ ก่อนจะหันปากกระบอกปืนไปที่ป่า แล้วยิงออกไป ปัง ปัง ทำให้เหรียญเงินกระจัดกระจายทั่วพื้นที่ เซอร์ฟรานซิสฯประกาศว่า ถ้าใครอยากได้เหรียญเงิน ก็จงเร่งเข้าไปเอาในป่าได้เลย เพียงเท่านั้นบรรดาลูกเรือทั้งหลายต่างก็เฮโลเข้าไปถางป่าค้นหาเหรียญเงินกันจ้าละหวั่น ป่าที่เคยรกชัฏ ก็ถูกถางจนโล่งเตียน ด้วยอำนาจความโลภของลูกเรือ
เกาะปีนังนั้นเป็ท่าเรือเสรี ไม่เก็บภาษีการค้า พ่อค้าจากเมืองต่างๆ จึงหลั่งไหลมาค้าขาย มาตั้งถิ่นฐาน ทั้งพ่อค้าชาวจีน อินเดีย และชวาทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็เมือง ซึ่งต่อมาถูกตั้งชื่อว่า“ เมืองจอร์จทาวน์ ” ( GeorgeTown ) ตามพระนามของสมเด็จพระเ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ
ปีค.ศ.1832ดินแดนปีนังทั้งหมดถูกรวมเป็อาณานิคมของอังกฤษ พร้อมกับเมืองมะละกาและสิงคโปร์ ปีนังเป็ศูนย์การค้าเครื่องเทศเครื่องกระเบื้อง ชา และผ้า อยู่ใต้การปกครองของอังกฤษนานร้อยกว่าปี
ออกจากป้อมปืนทั้งสองก็ไปแวะกิน“ ลอหมี่ ” ที่ร้านซินชุนกี่ ( SinChoon Kee ) เป็บะหมี่ฮกเกี้ยน น้ำข้น ๆคล้ายราดหน้าหรือน้ำกระเพาะปลา โรยขิงซอย ใส่หมู ใส่กุ้ง ใส่ไข่ เหยาะด้วยจิ๊กโฉ่วเวลารับประทาน
หลังอาหารเช้าไมตรีแวะซื้อหนังสือพิมพ์ปีนังเดลี่ ( Penang Daily )ก็เห็นพาดหัวข่าวตัวโตว่ากองทัพจักรวรรดิไดเกียวยกพลขึ้นบกในสยามแล้วเตรียมเคลื่อนทัพผ่านมาทางSouvanna ( โซวันน่า )เพื่อไปยึดครองพม่าและอินเดียต่อไป ไมตรีจึงรีบชวนโสมสุดาเดินทางกลับกรุงเจมทาวน์ทันที
๑๔ มิถุนายน ปีเดียวกัน
ณ กรุงเจมทาวน์
ไมตรีและโสมสุดาเดินทางกลับถึงSouvanna ( โซวันน่า ) ก็รุดไปที่สำนักข่าวเกาหัว แต่ทั้งสองก็ต้องช้อคสุดขีดเมื่อพบว่าสำนักข่าวได้ถูกเผาไปแล้ว โดยน้ำมือของพวกจอมพลสดมภ์ตามคำบอกเล่าของยายมะ ซึ่งบัดนี้กลับมาเปิดร้านขายข้าวแกงใหม่แต่ปรับปรุงให้ใหญ่กว่าเดิม จากข้อความในจดหมายที่บ.ก.ดม ฝากไว้กับยายมะ ให้โสมสุดามีว่า
“ จอมพลสดมภ์ร่วมมือกับพวกจักรวรรดิไดเกียวและนาซี จับเ้าค้ำฟ้าไปกักขังอย่างลับ ๆแล้วปล่อยข่าวว่าทรงประชวรต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และห้ามเยี่ยมพร้อมปลอมราชโองการให้เขาสำเร็จราชการแทน แล้วให้คนมาเผาสำนักข่าว
แต่ก่อนที่พวกทรราชย์จะมาถึงผมได้ทำลายฐานข้อมูลทั้งหมดแล้ว และเดินทางกลับสหรัฐ ผมขอให้คุณเตรียมตัวเดินทางไปพบหัวหน้าคนใหม่ที่จะไปช่วยเหลือคุณ เขาชื่อดร.บุญดี บันลือทรัพย์สกุล ซึ่งขณะนี้เขาซ่อนตัวอยู่ในวัดหนองอีฮวก ชนบทห่างไกลในเมืองปายาง ตอนเหนือของประเทศ แค่รอคำสั่งให้คุณไปเท่านั้น ขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆตลอดการทำงานร่วมกัน ”
ไมตรีไปขอเยี่ยมพ่อในคุกมหันตโทษแต่เ้าหน้าที่แจ้งว่านักโทษคนนี้ป่วยหนัก จึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลกลางแล้ว
วิหารเทพมณเฑียร
กาวิต้าได้ข่าวเ้าค้ำฟ้าถูกจับไปขังก็ร้อนใจมาก พอดีไมตรีกับโสมสุดามาถึง แต่ยังหาทางช่วยเ้าค้ำฟ้าไม่ได้เพราะพลเอกสดมภ์วางกำลังคุ้มกันแ่า กาวิต้าจึงสวดอ้อนวอนต่อพระแม่ซันโตชิจนพระแม่ทรงมาปรากฏ และแนะนำให้กาวิต้าพาเด็กหญิงมะเหมี่ยวไปหาใบมะตูมใบตุลสีหรือกระเพรา ดอกบัว ขี้เถ้าจากวิหารเทพ นมโค มูลโค เนย น้ำผึ้ง และหญ้าแพรกรวม 9 อย่าง นำมาตำรวมกันจนละเอียด ปั้นเป็แท่งธูป ตากให้แห้งซึ่งขั้นตอนการหามวลสาร และการตำมวลสารนี้มีแต่เด็กหญิงมะเหมี่ยวเท่านั้นที่ทำได้คนอื่นทำไม่ได้ผล จากนั้นให้นำแท่งธูปไปจุดขณะเข้าไปในคุกหลวง พวกผู้คุมคุกจะหลับหมดแต่มีเวลาจำกัดแค่ชั่วโมงเดียวก็จะหมดฤทธิ์และทรงประทานแท่งผลึกรูปศิวลึงค์ให้กาวิต้านำไปมอบแก่เ้าค้ำฟ้าเมื่อพระองค์ทรงหนีออกจากคุกได้แล้วเพราะจะต้องได้ใช้ทำการใหญ่ต่อไปเบื้องหน้า
จอมใจแห่งเ้าค้ำฟ้าก็ไปจัดการตามรับสั่งของพระแม่จนสำเร็จทุกประการ
ห้องไอซียูโรงพยาบาลกลาง
ไมตรีพาโสมสุดาเดินทางไปเยี่ยมอาการของพ่อซึ่งป่วยหนัก หมอบอกว่า
“ คนไข้ปอดติดเชื้อและลุกลามเข้าสู่กระแสเืทางหมอช่วยได้แค่ให้ยาประทังชีวิตไว้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นคงไม่เกินวันพรุ่งวันรืน หมอเสียใจด้วย ”
นาวีหนุ่มเข้าไปนั่งข้างเตียงผู้ป่วยแล้วกุมมือของพ่อขึ้นมาจรดหน้าผาก กล่าวว่า
“ พ่อครับ ผมมาแล้ว ” น้ำตาชายไหลพราก มิอาจเอื้อนเอ่ยใด ๆ ได้อีก
ชายแก่ใกล้ตายลืมตาขึ้น มองไมตรีและโสมสุดาแล้วไอโขลก ๆ ก่อนจะพูดว่า
“ มาแล้วรึ ลูกทั้งสอง ...พ่อคงอยู่ได้ไม่เกินวันพรุ่งแล้วหละ อีหนูเอ๊ย มานั่งใกล้ๆ นี่ ”
โสมสุดาเข้าไปนั่งข้างไมตรี แล้วตอบรับ “ค่ะคุณลุง”
“ เอ้ย ลุงเลิงอะไรเรียกพ่อสิลูก... ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อเคยทำเลว ๆ ไว้กับครอบครัวของหนูขอจงอโหสิกรรมให้พ่อเถิดนะ เมื่อพ่อตายแล้วคงต้องไปชดใช้กรรมอยู่ในนรกไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ผุดได้เกิด พ่อฝากไมตรีไว้ด้วยขอให้ครองรักกันตลอดไป...และขอจงช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากทรราชย์อย่างไอ้สดมภ์ด้วยพ่อไปก่อนนะ..”
อดีตพระยากำแหงหาญผู้เคยเรืองอำนาจบัดนี้สิ้นลมเสียแล้วต่อหน้าลูกสาวของคนที่เขาเคยกระทำการทรยศ ทำให้ครอบครัวของโสมสุดาต้องแตกสลาย โสมสุดาถามใจตนเองว่าควรจะดีใจหรือเสียใจในเมื่อความลับที่เธอเคยสงสัยว่าพระยาเฒ่าเคลื่อนย้ายตัวพ่อของหล่อนไปไว้ที่อื่นได้สิ้นไปพร้อมกันแล้ว โอกาสที่เธอจะได้พบหน้าพ่อ ก็ดูริบหรี่ลงไปอีกครั้งหนึ่ง
จบตอนที่19 โปรดติดตามตอนที่ 20 เปิดตา์