ส่วนภาพเหตุการณ์ที่สอง ที่ทั้งครอบครัวถูกขับไล่ออกจากเรือนนั้น ทั้งหมดเป็เพราะคุณหญิงลำดวนหรือย่าใหญ่ ผู้เป็มารดาของลุงเหล็กและอาทอง อยากให้บุตรชายคนเล็กของตนเองได้ตำแหน่งการงานที่ก้าวหน้าขึ้น จึงไปเป่าหูสามีหรือผู้เป็ปู่ให้มาพูดคุยกับบิดาที่เป็บุตรชายของภรรยารอง เพื่อให้ยกตำแหน่งงานให้ แต่บิดาของกิ่งจันไม่ยินยอมจึงได้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มารดาของบิดาหรือก็คือย่ารองของกิ่งจันถูกกดขี่จากย่าใหญ่หรือก็คือภรรยาเอกของสามีมาตลอด แม้กระทั่งเรือนที่สองแม่ลูกอาศัยอยู่ก็ยังเป็เรือนเล็กๆ โทรมๆ ที่อยู่ท้ายสวนเท่านั้น
แต่ความจริงอีกอย่างที่จันทร์ได้รับรู้มาจากในความฝันก็คือ ย่ารองของกิ่งจันเคยเป็ภรรยาเอกมาก่อน จนกระทั่งคลอดลูกชายซึ่งก็คือพ่อของกิ่งจันออกมาแล้วก็ไม่เคยตั้งครรภ์อีกเลย แต่ภรรยารองในตอนนั้นหรือก็คือย่าใหญ่กลับคลอดบุตรชายคนที่สองออกมา เลยถูกยกให้เป็ภรรยาเอกแทน ส่วนย่าของจันก็ถูกลดตำแหน่งลงมาเป็ภรรยารอง และต้องย้ายจากเรือนใหญ่ไปอยู่ที่เรือนเล็กท้ายสวนตามคำสั่งของสามี
จากนั้นย่ารองและบิดาก็อาศัยอยู่กันที่เรือนเล็กนั้นอย่างอดทนมาหลายปี จนกระทั่งย่ารองเสียไปเมื่อห้าปีก่อน บิดาของกิ่งจันก็ไม่สนใจคนเรือนใหญ่อีก แต่ตั้งใจทำงานจนผลงานเข้าตาพระยาโกศลผู้เป็รองเ้าเมืองบางกอก จึงได้เรียกให้ไปทำงานอยู่ในสังกัดกรมพระคลังของเมือง จนกระทั่งอีกฝ่ายเสนอชื่อให้บิดาได้ย้ายมาทำงานที่กรมพระคลังของเมืองอยุธยา
ส่วนเื่ทรัพย์สมบัติตามที่ผู้เป็ปู่บอกนั้น บิดาของกิ่งจันก็ไม่ได้ให้ความสนใจเช่นกัน เพราะว่าไม่เคยได้รับอะไรจากเรือนใหญ่อีกเลยนับั้แ่ที่มารดาเสียชีวิตลง ซึ่งก็น่าจะเป็เพราะย่าใหญ่ไม่ให้คนส่งมาให้นั่นเอง
แต่ถึงแม้ตอนที่ย่ารองยังอยู่คนเรือนเล็กก็ไม่เคยได้รับอะไรเลยั้แ่ย้ายมาอยู่ นอกจากเบี้ยรายเดือนและอาหารเท่านั้น ส่วนพวกเครื่องประดับ เครื่องทอง ผ้านุ่ง ที่คนอื่นได้ ทางเรือนท้ายสวนไม่เคยได้รับกับเขาเลยสักครั้ง
เพราะฉะนั้นการที่พระยาพิไชยเดชที่เป็ปู่ได้บอกให้ครอบครัวของกิ่งจันห้ามเอาอะไรไปเลย บิดาจึงไม่ได้สนใจ เพราะไม่เคยได้รับอะไรมาตั้งนานแล้ว ส่วนของที่มีอยู่ก็เป็สินเดิมของมารดาแต่ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร ซึ่งก่อนย่ารองจะเสียก็ได้มอบให้กับลูกสะใภ้หรือแม่ของกิ่งจันทั้งหมด
จันทร์ที่พอได้รับรู้เื่ราวทั้งหมดของแม่หญิงกิ่งจันก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะเื่ทั้งหมดไม่ต่างจากนิยายน้ำเน่าที่เคยอ่านมาก่อน แต่นับว่าบิดาของกิ่งจันเป็คนที่พึ่งพาได้ ไม่อ่อนแอและยังปกป้องครอบครัวตนเองอย่างเต็มที่อีกด้วย ยกเว้นแค่เื่บุตรสาวคนเล็กที่กว่าจะรู้ว่าถูกทำร้ายจากญาติพี่น้องก็กลายเป็คนเก็บตัวและไม่ร่าเริงไปเสียแล้ว
แต่ก่อนที่จันทร์จะได้ขบคิดอะไรไปมากกว่านี้ก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นที่บริเวณแขน และยังได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเอง จึงได้ลืมตาขึ้น ก็มองเห็นบ่าวคนสนิทของแม่หญิงกิ่งจันที่ชื่ออินกำลังปลุกเธอให้ตื่นพอดี
"คุณหนูจันเ้าขา ตื่นเถอะเ้าค่ะ บ่ายคล้อยแล้ว ประเดี๋ยวตกกลางคืนจะนอนมิหลับเอาหนา" อินเอ่ยเรียกคุณหนูของตนด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม และบนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มจากความยินดีที่ได้คุณหนูของตนกลับคืนมา
"ข้าตื่นแล้วจ้ะอิน" จันทร์เอ่ยตอบกลับไป นอกจากความทรงจำที่ได้เห็นในความฝันแล้ว เธอยังได้รับความรู้สึกบางอย่างติดมาด้วย เช่นกับบ่าวคนสนิททั้งสอง จากที่เคยรู้สึกเหมือนกับเป็คนแปลกหน้า แต่ในตอนนี้เธอสามารถรับรู้ได้ถึงความรัก ความภักดีที่ทั้งสองคนมีให้เหมือนกับที่แม่หญิงกิ่งจันเคยรู้สึก
และนอกจากบ่าวสองคนนี้แล้วกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะบิดา มารดา พี่ชาย พี่สาว เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้กลายเป็กิ่งจันและเป็คนในครอบครัวของพวกเขาจริงๆ ไม่ใช่เป็เพียงแค่คนที่เข้ามาอยู่แทนที่อีกต่อไป
รวมไปถึงกับบ่าวไพร่คนอื่นๆ ที่ตามมาจากเมืองบางกอก ซึ่งทั้งหมดเป็บ่าวไพร่เก่าแก่ที่เคยเลี้ยงพี่ๆ และกิ่งจันมาั้แ่เกิด หรือไม่ก็อยู่ด้วยกันมาั้แ่ที่เริ่มจำความได้ ความรัก ความห่วงใย ความภักดีของพวกเขาเธอก็รับรู้ได้ทั้งหมดแล้วเช่นกัน
"ตื่นแล้วก็มาเช็ดหน้าเช็ดตาเถอะเ้าค่ะ ประเดี๋ยวนางอ้นคงยกของว่างมาให้กินรองท้อง ก่อนจะถึงเวลาสำรับเย็น" นางอินเอ่ยบอกคุณหนูของตนเอง และช่วยพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับส่งผ้าชุบน้ำให้คุณหนูได้เช็ดหน้าตาของตนเอง จากนั้นยังช่วยตรวจดูความเรียบร้อยของผ้านุ่งและสไบให้เหมือนที่เคยทำทุกครั้ง
"ขอบใจมากนะจ๊ะอิน" จันทร์เอ่ยขอบคุณบ่าวคนสนิท ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่าเธอหลายปี แต่เธอเองก็เคยได้รับการดูแลมาจากคนรับใช้ตอนที่อยู่บ้านเดิม ซึ่งเธอก็ให้เกียรติและขอบคุณในการทำงานของทุกคน แต่ก็ยังคงวางตัวในฐานะเ้านายเช่นกัน
หลังจากนั้นบ่าวที่ชื่ออ้นก็ยกของว่างมาให้เธอกินรองท้องระหว่างรอมื้อเย็น และพอเธอกินเสร็จก็นั่งอยู่ในห้องแล้วกดดูสินค้าในระบบร้านค้าเพื่อฆ่าเวลา ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็พักผ่อนอยู่ในห้องของตนเองเช่นกัน
"เป็เยี่ยงไรบ้างแม่จัน ได้พักผ่อนแล้วรู้สึกดีขึ้นหรือไม่" หลวงสาครเอ่ยถามบุตรสาวคนเล็กเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็น ซึ่งทุกคนในครอบครัวต่างก็พากันมานั่งรอ และใช้่เวลานี้พูดคุยกันเหมือนเช่นที่เคยทำมาทุกวัน
"ลูกรู้สึกดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะคุณพ่อ แลลูกก็พอจะเริ่มจำความบางอย่างได้แล้ว" จันทร์เอ่ยตอบกลับไป และไม่ลืมบอกว่าเธอเริ่มจดจำเื่ราวในอดีตได้บางแล้ว
"จำได้แล้วกระนั้นรึ เื่กระไรบ้างล่ะ" หลวงสาครพอได้ยินว่าบุตรสาวคนเล็กเริ่มจดจำเื่ราวในอดีตได้บ้างแล้วก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ เพราะเห็นว่าตอนนี้บุตรสาวก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ไม่ได้มีท่าทางเศร้าเสียใจเหมือนอย่างที่เคยเป็เมื่อก่อน
"ลูกจำเื่ของหมื่นเดช แลเื่ที่เรือนใหญ่ก่อนที่จะย้ายมาได้เ้าค่ะ" จันทร์เอ่ยตอบกลับไปตามตรงว่าจำอะไรได้บ้าง ซึ่งสองเหตุการณ์นี้คือสิ่งที่แม่หญิงจันให้เธอได้เห็นนั่นเอง
"แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างล่ะ ยังเศร้าเสียใจอยู่รึไม่" หลวงสาครพอได้ยินว่าบุตรสาวจำเื่กระไรได้ ก็รีบหันไปมองหน้าภรรยาด้วยความตื่นตระหนก เพราะหนึ่งในสองเื่นี้ทำให้บุตรสาวคนเล็กที่เคยเป็เด็กสาวที่ร่าเริงสดใสเศร้าเสียใจมาก จนกลายเป็คนหวาดกลัวและเก็บตัวมาั้แ่นั้น
"ยังมีอยู่บ้างเล็กน้อยเ้าค่ะ แต่ลูกจะไม่กลับไปนั่งเศร้าเสียใจ หรือเอาแต่เก็บตัวเพราะเื่พวกนั้นอีกแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ พี่เมฆ พี่ดาว มิต้องเป็กังวลหนาเ้าค่ะ" จันทร์เข้าใจดีว่าทุกคนในครอบครัวเป็กังวลเื่อะไร จึงส่งรอยยิ้มสดใสและเอ่ยตอบกลับไปอย่างที่คิด ถึงแม้เธอจะไม่ใช่แม่หญิงจันตัวจริงแต่หลังจากที่ได้เห็นเื่ราวเ่าั้ ก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เกือบทั้งหมด แต่เธอไม่ใช่คนที่ชอบเก็บความเศร้า ความทุกข์ใจเอาไว้กับตัว จึงสลัดเื่พวกนั้นออกไปและไม่คิดจะเก็บกลับมาคิดแล้วทำให้ตนเองไม่มีความสุขเป็อันขาด
"ดีแล้ว หรือต่อให้เ้าจำกระไรมิได้ไปตลอด พ่อก็มิสนใจดอกหนา ขอแค่เ้ามิมัวแต่เศร้าเสียใจเพราะเื่พวกนั้นอีก พ่อก็ดีใจแล้ว" หลวงสาครได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสและคำพูดของบุตรสาวก็รู้สึกว่าหินที่ถ่วงอยู่ในใจได้หลุดลอยหายไปแล้ว และตอนนี้เขายังได้บุตรสาวที่แสนสดใสของตนเองกลับคืนมาอีกด้วย
"แม่เองก็คิดเช่นเดียวกับคุณพ่อ ต่อให้ลูกจะลืมเื่ราวเ่าั้ไปจนสิ้นหรือจะจำจดได้ ขอแค่เพียงลูกมีความสุขแลยิ้มได้แบบนี้แม่ก็พอใจแล้ว" แม่นายแก้วได้เห็นรอยยิ้มและได้ฟังคำตอบของบุตรสาว ก็รู้สึกดีใจเหลือเกิน และไม่ลืมเอ่ยบอกให้บุตรสาวรับรู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเสมอ
"พี่ก็ด้วย ขอแค่น้องจันยิ้มแย้มเช่นนี้ในทุกวัน พี่ก็มิสนใจดอกว่าเ้าจะจำเื่ราวพวกนั้นได้หรือไม่" ดาวเองก็รู้สึกทั้งดีใจทั้งโล่งใจที่น้องสาวจดจำเื่ราวได้แล้ว และยังเป็เหตุการณ์ที่นางไม่คิดจะเอ่ยปากบอกอีกฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะกลัวว่าน้องสาวจะกลับไปเศร้าเสียใจเช่นเมื่อก่อน แต่ตอนนี้น้องสาวกลับดูเป็ปกติดีและยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้านางก็วางใจลงได้
"ขอแค่น้องจันของพี่มีความสุขแลยิ้มแย้มได้ในทุกวัน พี่เองก็พอใจแล้วเช่นกัน" เมฆเองก็คิดเหมือนกับทุกคน ไม่ว่าน้องสาวคนเล็กจะจำเื่ราวในอดีตได้หรือไม่ เขาแค่หวังให้อีกฝ่ายได้อยู่อย่างมีความสุขเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายจดจำได้เสียมากกว่า
"ทุกคนมิต้องเป็กังวลหนาเ้าค่ะ ข้าจะมิกลับไปเศร้าเสียใจเพราะเื่พวกนั้นอีกแล้ว แลข้าก็จะนั่งยิ้มแบบนี้ให้ทุกคนได้มองจนเบื่อเลยเ้าค่ะ" จันทร์ได้ยินคำพูดจากทุกคนก็รู้สึกอบอุ่นในใจ และยิ้มแย้มออกมาด้วยความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ ถึงแม้ว่าตัวของเธอจะไม่ใช่กิ่งจันตัวจริง แต่ในตอนนี้เธอได้ยอมรับแล้วว่าเธอคือกิ่งจันและทุกคนเป็ครอบครัวของตนเองจริงๆ
"ขืนน้องเอาแต่นั่งยิ้มแบบนี้ทุกวัน คนอื่นเขาจะหาว่าน้องวิปราสเอาได้นะสิ" ดาวเห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่ดูมีความสุขก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ และไม่ลืมเอ่ยหยอกล้ออีกฝ่ายไปด้วย แต่ถึงน้องสาวจะทำอย่างที่พูดจริงนางก็จะไปนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ อีกฝ่าย ไม่ให้ใครมาว่าหรือทำร้ายน้องสาวของตนเองได้อีกเป็อันขาด
"มิเป็กระไรเ้าค่ะ ข้ายินดี ฮ่าๆ" จันทร์ได้ฟังที่พี่สาวเอ่ยหยอกล้อก็ยังคงยิ้มรับด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า และยังเผลอส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกด้วย
"ตายแล้ว! แม่จัน ไปเอากิริยาหัวร่อปากกว้างเสียงดังแบบนี้มาจากที่ใด มิงามเลย" แม่นายแก้วเองก็รู้สึกมีความสุขไปกับบุตรสาว เพียงแต่พอได้เห็นกิริยาหัวเราะส่งเสียงดังของอีกฝ่ายก็ถึงกับยกมือกุมหน้าอก และเอ่ยปากออกไปด้วยท่าทางใ เพราะไม่เคยเห็นบุตรสาวแสดงกิริยาเช่นนี้มาก่อน
"มิเป็กระไรดอกแม่แก้ว เราหัวร่ออยู่ในเรือนของตนเอง จะไปสนใจใครอื่นทำไม จริงไหมแม่จัน" หลวงสาครเองก็แปลกใจกับท่าทางของบุตรสาวคนเล็กเช่นกัน แต่สำหรับเขาแล้วไม่ว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทางอย่างไร ขอแค่ดูแล้วมีความสุขเขาก็ไม่คิดจะห้ามปราม
"จริงเ้าค่ะ คุณพ่อ" ดาวเอ่ยสนับสนุนบิดา ถึงแม้ตัวนางเองก็รู้สึกใเช่นมารดา แต่พอได้ฟังเสียงหัวเราะที่มีความสุขเช่นนี้ของน้องสาว นางก็พร้อมจะมองข้ามไปเช่นกัน
"นั้นสิขอรับคุณแม่ น้องจันหัวร่อเช่นนี้เพราะมีความสุข ก็อย่าได้ดุด่าน้องเลยหนาขอรับ" เมฆเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกับทุกคน แต่เขาคิดเพียงแค่ว่าน้องสาวมีความสุขเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุน ถึงแม้จะขัดใจมารดาไปบ้างก็ตาม
"โอ๊ย! พอกันเลยทั้งพ่อทั้งลูก พวกเอ็งตั้งสำรับเถอะ ขืนปล่อยให้พ่อลูกคุยกันต่อจะได้พาอิ่มอกอิ่มใจไปกับคำยกยอเอาใจกันหมดพอดี" แม่นายแก้วพอได้ยินว่าทั้งสามีและบุตรทั้งสองต่างก็เข้าข้างบุตรสาวคนเล็กก็ได้แต่ส่งค้อนกลับไปให้คนทั้งสาม แล้วก็หันไปเอ่ยเรียกบ่าวไพร่ให้ตั้งสำรับ ก่อนที่ทุกคนจะพากันยกยอบุตรสาวคนเล็กจนเปลี่ยนกลายเป็แม่ม้าดีดกะโหลกไปเสียก่อน
"เ้าค่ะ แม่นาย" บ่าวไพร่ที่รอรับคำสั่งอยู่ก่อนแล้วเอ่ยรับคำเ้านายด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเห็นบุตรสาวคนเล็กของเรือนกลับมาร่าเริงสดใสเช่นเดิมก็ยิ่งพากันมีรอยยิ้มด้วยความดีใจมากขึ้นไปอีก
*********
ไรต์ : แม่นายแก้วถึงกับต้องยกมือกุมอกที่เห็นลูกสาวหัวเราะ นี่ถ้าแม่นายได้มาเห็นสาวๆ ในยุคนี้คงได้เป็ลมแน่ๆ
ปล. คอมเมนต์เข้ามาคุยกันได้นะ มันช่างเงียบเหลือเกิน…เราเหงา