บรื้นๆ บรื้นๆ! เสียงเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์แผดดังท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงบ เหล่าวัยรุ่นมารวมตัวกันเพื่อแข่งขันความเร็วบนท้องถนน บ้าง้าเป็ที่ยอมรับ บ้าง้าเงินเดิมพัน และบางคนก็้าทั้งสองอย่าง
"เสือ เป็ไงบ้าง วันนี้จะลงแข่งไหม"
"ไม่ละครับพี่ วันนี้ผมไม่ได้เอารถสำหรับแข่งมา" เสือตอบ
"อีกแล้วหรอวะ แกชักจะห่างสนามนานเกินไปแล้วนะ" สักตอบกลับ
"เอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะครับ"
ทันใดนั้น เสียงท่อไอเสียก็ดังสนั่นมาแต่ไกล กลุ่มรถจักรยานยนต์กลุ่มหนึ่งขับเข้ามาจอดเทียบกับกลุ่มของสัก เสือมองดูแล้วสังเกตเห็นว่ารถที่อีกฝ่ายใช้คือ Kawasaki KR 150 เครื่องยนต์ 150 ซีซี ซึ่งเป็รถรุ่นใหม่ที่เพิ่งวางขายได้ไม่กี่เดือน ในขณะที่กลุ่มของสัก ส่วนใหญ่ใช้อย่างดีที่สุดก็เพียง Honda Sonic เครื่องยนต์ 125 ซีซี ซึ่งเสียเปรียบทั้งกำลังเครื่องยนต์และเทคโนโลยี แม้แต่รถของเสือเองก็มีเครื่องยนต์เพียง 125 ซีซี เช่นกัน
"ใครชื่อ สัก วะ!" คนหนึ่งในกลุ่มบิ๊กไบค์ะโเรียก
"กูเอง พวกมึงมาถิ่นกูทำไม" สักเดินออกไปเผชิญหน้า
"พวกกูมาจากเมืองข้างๆ คราวก่อนเพิ่งชนะแก๊งไอ้ศรมา วันนี้เลยอยากมาท้าแข่งกับพวกมึงดูบ้าง"
"พวกกูแข่งกินเงินเท่านั้น พวกมึงกล้าลงเงินไหมล่ะ" เสือพยายามดึงแขนสักเพื่อห้าม แต่สักไม่สนใจ
"ได้! ถ้าพวกกูแพ้ เอาไปเลยแปดพัน แต่ถ้าพวกมึงแพ้ ไม่ต้องจ่ายสักบาทเดียว มีข้อแม้แค่ต้องให้พวกกูใช้รถคันนี้แข่ง"
"..." สักนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหันมามองคนในกลุ่ม
"อย่าเลยพี่ มันรถรุ่นใหม่นะ รถเราแรงสู้ไม่ได้หรอก" เสือพยายามเตือนสติ
"กติกาเป็ยังไง" สักถามกลับไปโดยไม่ฟังคำทัดทาน
"กูให้พวกมึงเลือกเส้นทางได้เลย เงื่อนไขเดียวคือต้องใช้รถคันนี้" อีกฝ่ายตอบอย่างมั่นใจ
"ได้! เราจะเริ่มสตาร์ทจากตรงนี้พร้อมกัน วิ่งทางตรง 300 เมตร ต่อด้วยโค้งตัว S แล้วเลาะตามโค้งเลียบคลองน้ำ จากนั้นเข้าโค้งหักศอก ผ่านทางลาดลงสั้นๆ และเนินขาขึ้นเล็กน้อย จบด้วยทางตรงอีก 50 เมตร โดยมีศาลพระภูมิร้างตรงนั้นเป็เส้นชัย ใครถึงก่อนชนะ... เอาไง ยังจะแข่งอยู่ไหม?" สักอธิบายเส้นทางอย่างละเอียด
"ไม่มีปัญหา เริ่มในอีก 15 นาที ตกลงไหม"
"ตกลง" สักพยักหน้า
"ลูกพี่หยุดเถอะ ไม่อย่างนั้นก็นัดวันอื่น เดี๋ยวผมแข่งให้เอง" เสือยังไม่ลดละความพยายาม
"เสือ! กูเห็นมึงเป็น้องนะ ถ้าไม่หยุดพล่ามก็อย่าหาว่ากูไม่เตือน มึงไม่เห็นหรอว่ามันมาหยามถึงถิ่น ถ้ากูหนี แล้วลูกน้องที่ไหนจะฟังกู" สักตวาดกลับ เขาใจร้อนและรู้สึกเสียหน้า แต่ส่วนหนึ่งเขาก็มั่นใจว่าจะชนะ เพราะเส้นทางที่เขาเลือกเต็มไปด้วยหลุมบ่อและทางโค้งถถี่ๆ ซึ่งเขาจงใจเลือกเพื่อปิดจุดแข็งเื่ความเร็วทางตรงของอีกฝ่าย
เมื่อถึงเวลา ทั้งสองฝ่ายนำรถเข้าจุดสตาร์ท เสือรับหน้าที่เป็คนให้สัญญาณ โดยมีคนจากทั้งสองฝั่งไปรอเป็พยานที่เส้นชัย สักอยู่ทางฝั่งซ้าย ส่วนคู่แข่งอยู่ทางขวา เสือชูมือขึ้นก่อนจะฟาดแขนลงพร้ะโกนก้อง "ไป!!"
รถทั้งสองคันพุ่งออกไปพร้อมกัน ขับเบียดตีคู่กันไปอย่างสูสี สักแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่เร่งเครื่องแซง เขาคิดว่าคู่แข่งอาจยังไม่ชินทาง หรือวางแผนจะขับประกบเพื่อรอแซงใน่ทางตรงสุดท้าย สักจึงตัดสินใจเร่งเครื่องนำหน้าเพื่อทิ้งห่างให้ได้มากที่สุดใน่ที่ยังมีโอกาส
"เฮ้ย แกน่ะ" เสียงหนึ่งเรียกเสือให้หันไปมอง
"..." เสือเงียบรอฟัง
"ชื่อเสือใช่ไหม กูชื่อ ลม มึงคือมือหนึ่งของที่นี่ใช่เปล่า" ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก
"กูเอง แต่มือหนึ่งอะไรนั่นฉันไม่เกี่ยว ฉันแค่แข่งหาเงินเท่านั้นแหละ" เสือตอบเรียบๆ
"ไม่ต้องมาทำตีมึน ก่อนกูจะมาที่นี่ กูสืบมาหมดแล้ว ทุกคนบอกว่ามึงไม่เคยแพ้"
"ก็จริง... แต่คนที่แกกำลังแข่งอยู่ เขาก็ไม่เคยแพ้ใครเหมือนกันนะ"
"ไอ้สักน่ะหรอ? มันไม่ได้ขับเก่งขนาดนั้นหรอก มึงก็รู้... วันนี้ที่มึงไม่ลงแข่ง คงเพราะไม่ได้เอารถมาด้วยล่ะสิ"
"หึ มั่นใจจังนะ ถนนที่นี่ไม่ได้เรียบ รถฝั่งนั้นก็ใช่ว่าจะเร่งเครื่องได้เต็มที่"
"ก็แค่่แรกนั่นแหละ นายคิดว่านายเป็พวกแรกหรือไงที่จงใจเลือกแข่งในทางโค้ง" ลมตอบกลับอย่างเหนือกว่า
ทันทีที่เข้าสู่โค้งตัว S สักขับตัดเลนเพื่อรักษาความเร็วตามสัญชาตญาณนักแข่ง แม้จะอันตรายเพราะอาจมีรถสวนมาก็ตาม แต่ในจังหวะที่สักลดความเร็วลงเพื่อเตรียมเข้าโค้ง อีกฝ่ายกลับพุ่งแซงจากวงนอกอย่างรวดเร็ว สักถึงกับตะลึงจนเกือบเสียหลัก เขาเพิ่งเข้าใจว่าคู่แข่งไม่ได้มีดีแค่รถ แต่เทคนิคการขับขี่นั้นเหนือชั้นกว่ามาก เมื่อหลุดจากโค้งตัว S ระยะห่างก็เริ่มทิ้ง่อย่างเห็นได้ชัด และยิ่งเข้าโค้งเลียบคลอง ระยะห่างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
สิ้นสุดการแข่งขัน สักไม่สามารถตามคู่แข่งทันเลยแม้แต่น้อย เขาถูกทิ้งห่างั้แ่โค้งแรกจนถึงโค้งสุดท้าย เส้นทางที่เขาคิดว่าได้เปรียบกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย สักพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะพูดท้าทายเพื่อรักษาหน้า
"ชนะแค่ครั้งเดียวอย่าได้ใจไปนัก เดือนหน้าฉันขอท้าแข่งใหม่ หวังว่าแกจะไม่หนีนะไอ้มือหนึ่ง"
"นายเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า..." คู่แข่งพูดพลางชี้นิ้วไปที่ท้ายรถด้านขวา ซึ่งมีสติ๊กเกอร์หมายเลข 2 แปะอยู่ เนื่องจากตอนสตาร์ทสักอยู่ทางซ้ายจึงไม่เห็น สักแทบเสียสติเมื่อรู้ว่าคนที่เขาพยายามแทบตายเพื่อจะชนะ เป็เพียงอันดับ 2 ของกลุ่มเท่านั้น
"ดูเหมือนรอบนี้พวกฉันจะชนะนะ หมอนั่นบอกว่าเดือนหน้าจะขอแก้มือ แต่ฉันหวังว่าครั้งต่อไปจะเป็นายนะที่ลงแข่ง" ลมพูดกับเสือพร้อมกับเดินไปที่รถของเขา เมื่อเขากลับรถมาใกล้จุดที่เสือยืนอยู่ เสือจึงได้เห็นสติ๊กเกอร์หมายเลข 1 แปะอยู่ที่ข้างตัวรถชัดเจน
"พวกฉันยังทำตามที่พูดนะ เื่เงินเดิมพันเอาไว้จ่ายรอบหน้าที่นายเป็คนลงแข่งแล้วกัน" ลมพูดจบก็ขับรถออกไปพร้อมพรรคพวก
บ้านของเสือ
หลังการแข่งขันสิ้นสุดลง สักปิดปากเงียบไม่ยอมคุยกับใคร เสือไม่ได้คาดคั้นอะไร เพราะรู้ดีว่าคนที่เป็หัวหน้ากลุ่มอย่างสักคงเสียศักดิ์ศรีมาก เสือส่ายหัวสลัดความจำเจออกจากหัวแล้วเดินเข้าบ้าน
"กลับมาแล้วเหรอพี่!" เด็กหญิงวัย 10 ขวบ วิ่งมาะโกอดเสือ
"กลับมาแล้วเหรอ เป็ไงบ้าง ทานอะไรมาหรือยัง" เสียงผู้หญิงวัยกลางคนดังไล่หลังมา
"ยังเลยแม่ มีอะไรเหลือบ้างครับ" เสือถามพลางลูบหัวน้องสาว
"มียำปลากระป๋องเหลืออยู่นะลูก แม่ไม่ได้ใส่พริกเพราะสายจะกินด้วย ให้แม่ไปเตรียมให้ไหม"
"ไม่เป็ไรแม่ เดี๋ยวผมทำเอง แม่พักเถอะ" เสือตอบอย่างเกรงใจ
"สาย... ไปอาบน้ำได้แล้วลูก เดี๋ยวพี่เขาทานข้าวเสร็จจะได้อาบต่อ" แม่บอกลูกสาว
"ค่ะ... อ้อ! แล้วค่าเทอมหนูล่ะแม่?" สายหยุดอ้อนเสือแล้วหันไปถามแม่
"เดี๋ยวรอพ่อกลับมา แม่จะคุยให้" แม่ตอบ สายพยักหน้าแล้ววิ่งขึ้นชั้นสองไป
"แล้วพ่อล่ะแม่ พ่อจะกลับบ้านวันไหน" เสือถามขณะเดินเข้าห้องครัว
"แม่ลองโทรไปถามแล้ว พ่อบอกว่าอีกวันสองวันก็กลับแล้วจ้ะ"
"ครับ..." เสือไม่ได้แปลกใจ พ่อของเขามักต้องเดินทางไปหาลูกค้าต่างเมือง บางครั้งหายไปเป็เดือนก็มี
ครอบครัวของเสือไม่ได้มีฐานะนัก แม่รับจ้างทั่วไป ั้แ่ทำความสะอาดบ้านไปจนถึงร้อยพวงมาลัยขาย รายได้หลักมาจากพ่อ เสือจึงต้องแข่งรถเพื่อหาเงินมาช่วยจุนเจือ แม้พ่อแม่จะไม่สนับสนุน แต่เพราะปัญหาการเงินทำให้ทั้งคู่ห้ามเสือได้ไม่เต็มปาก เสือเคยคิดจะหางานพิเศษทำ แต่ด้วยวุฒิเพียงมัธยมต้นและเวลาเรียนที่ทับซ้อน ทำให้การแข่งรถกลายเป็ทางออกที่ง่ายที่สุด
ตุบ! ตุบๆ ปึง! เสียงหมัดกระทบกระสอบทรายดังลั่นตึกร้าง หมอกกำลังฝึกพื้นฐานมวยไทยอย่างหนัก นี่ผ่านมาสองสัปดาห์แล้วนับั้แ่แสงเริ่มสอนเขา
"อย่าออมแรงซี่! ถ้าแกออมแรง การซ้อมก็ไม่ได้ผลหรอก" แสงพูดพลางนั่งกินข้าวกะเพราอย่างสบายอารมณ์
"ปึง!... ผมต้องฝึกแบบนี้อีกนานเท่าไหร่ครับ" หมอกถามพลางหอบเหนื่อย
"ถ้าพื้นฐานล่ะก็... ตลอดชีวิตที่แกยังต้องสู้รบตบมือนั่นแหละ แต่วางใจเถอะ นี่แค่เริ่มต้น แกยังต้องเรียนอีกหลายอย่าง"
"หมายความว่าไงครับ สอนแค่มวยไทยกับยิงปืนก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรอ"
"ไม่พอหรอก นายต้องฝึกทั้งมวยไทย, MMA, บราซิลเลียนยิวยิตสู, คราฟมากา และการใช้ปืนด้วย"
"ต้อง... เยอะขนาดนั้นเลยหรอครับ"
"ยังไม่พอ นายต้องเรียนวิชาโจรจากฉันด้วย!" เสียงของทไวท์ดังขึ้นพร้อมเสียงก้าวเดินขึ้นบันได
"โอ้! ทไวท์ กินอะไรมาหรือยัง ฉันมีกะเพราส่วนของหมอกเหลืออยู่นะ" แสงทักทาย
"ผมกินมาแล้วครับลุง ผมมาส่งข่าวให้ลุงชาติ" ทไวท์ยื่นเศษกระดาษใบหนึ่งให้แสง
"งานมาแล้วสินะ" แสงลุกขึ้นบิดี้เี "อ่า... ต้องไปเมืองข้างๆ ต้นเดือนหน้าตอนเช้าซะด้วย"
"เป็ร้านข้าวต้มเ้าดังประจำเมืองครับลุง" ทไวท์เสริม
"นานๆ ทีเปลี่ยนบรรยากาศไปกินข้าวต้มบ้างก็ไม่เลวนะลุง" หมอกพูดแทรก
"หึ... จะบ่นว่าลุงทำเป็แต่ผัดกะเพราล่ะสิ" แสงมองค้อนหมอกขำๆ "เอาเถอะ ่นี้ก็อยู่เงียบๆ กันไปก่อน ลุงกลับก่อนนะ ซ้อมเสร็จแล้วก็ทำความสะอาดก่อนกลับด้วยล่ะ" แสงพูดจบก็ใช้ไฟแช็กเผาเศษกระดาษทิ้ง แล้วเดินจากไป
"..." หมอกนิ่งเงียบแล้วกลับไปชกกระสอบทรายต่อ
"ทำไม? อยากไปด้วยหรือไง" ทไวท์ถามขึ้น
"ก็มันอาจจะมีอะไรเกี่ยวกับคดีของพ่อกับแม่... ทำไมจะไม่ดีล่ะ ปึง!" หมอกชกกระสอบทรายเต็มแรง
"แล้วนายอ่านแฟ้มคดีนั้นหรือยัง" ทไวท์ถามหยั่งเชิง
"..." หมอกเงียบไป
"เฮ้อ เอาเถอะ ถึงใจจริงฉันไม่อยากให้นายเปิดอ่านมันก็เถอะ" ทไวท์ถอนหายใจ "แล้วฝึกสะเดาะกลอนไปถึงไหนแล้วล่ะ"
"ถ้าเป็กลอนประตูทั่วไป ถ้าไม่กดดันมาก 1-2 นาทีก็ปลดได้แล้วครับ"
"อย่างน้อยต้องทำให้ได้ภายใน 30 วินาที ตอนไม่กดดันนะ" ทไวท์พูดพลางจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
"อยู่ที่ร้าน โดนห้ามสูบหรือไงครับ" หมอกถาม
"หนวกหูน่า นายจะมาห้ามฉันเพิ่มอีกคนหรือไง" ทไวท์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เช้าวันต่อมา โรงเรียนนรสิงห์
หมอกเดินเข้าห้องเรียนตามปกติ แต่แล้วฟ้ากับสินก็รีบวิ่งมาดึงแขนเขาไปนั่งที่โต๊ะด้วยท่าทางตื่นตูม
"หมอก! ตกลงกลุ่มเราจะทำงานไม้อะไรส่งอาจารย์ดี" ฟ้าเปิดประเด็นทันที
"ที่ให้ประดิษฐ์งานไม้หรอ..."
"ใช่ ฉันยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรดี" สินบ่นเสริม
"แล้วพวกนายไม่มีไอเดียอะไรบ้างเลยหรอ"
"ถ้าคิดออกจะถามนายไหมล่ะ!" ฟ้าสวนกลับ
"แล้วที่บ้านพวกนายทำอาชีพอะไรกันบ้างล่ะ" หมอกพยายามหาแรงบันดาลใจ
"บ้านฉันรับปักเย็บชุดนักเรียนน่ะ" ฟ้าตอบ
"ส่วนบ้านฉันเป็ชาวนา แม่รับจ้างทั่วไป พูดแล้วนึกถึงตอนช่วยพ่อทำนาเลย ลำบากสุดๆ โดยเฉพาะตอนปักดำต้นข้าวในนา ฉันโดนด่าประจำเลย" สินเล่า
"โดนด่าเื่อะไรหรอ"
"ปกติเขาจะตีเชือกเป็ตารางเพื่อกำหนดจุดปักดำ แต่บางทีที่บ้านไม่มีเงินซื้อเชือก หรือเวลาไม่พอ ก็ต้องกะเอาเอง ฉันเลยโดนด่าประจำเพราะปักไม่ตรงจุด"
"งั้นทำไมเราไม่ทำไม้เป็โครงตาราง แล้วกดลงกับพื้นดินให้เป็รอยเหมือนไม้บรรทัดล่ะ" หมอกเสนอไอเดีย
"เจ๋งเลย! ถ้าทำเป็โครงก็ใช้ซ้ำได้หลายครั้งด้วย" สินตื่นเต้น
"งั้นตกลงเอาอันนี้แหละ หลังเลิกเรียนไปห้องสมุดกันไหม จะได้หาข้อมูลเพิ่ม" หมอกสรุป
โรงเชื่อมของโรงเรียน
"เสือ! จริงหรอวะที่ลูกพี่มึงแข่งแพ้แก๊งต่างถิ่น" พัดหยุดเชื่อมเหล็กแล้วหันมาถามเสือ
"ข่าวไวจริงนะมึง... เออ พี่สักแพ้จริงๆ ว่ะ" เสือตอบพลางทำงานต่อ
"แล้วเป็ไงต่อวะ เล่าให้ฟังหน่อย" ช้างเริ่มสนใจ
"ก็ไม่มีอะไร หลังจากแพ้พี่เขาก็ยังไม่พูดกับกูเลย คงช็อกล่ะมั้ง แต่ก็นะ... ที่แพ้ก็ไม่แปลกหรอก"
"ทำไมวะ?" ช้างสงสัย
"ก็อีกฝ่ายใช้บิ๊กไบค์ลงแข่งน่ะสิ" พัดตอบแทน
"ใช่ ขนาดกูลงแข่งเอง ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะชนะไหม" เสือเสริม
"แต่ได้ข่าวว่ามันนัดแก้มือครั้งหน้ากับมึงไม่ใช่หรอ" พัดถาม
"ก็กะจะลงนะ แต่ไม่รู้พี่สักจะยอมหรือเปล่า เขาคงอยากกู้หน้าตัวเองคืนมากกว่า" เสือตอบอย่างกังวล
"จะบ้าหรอ! อีกฝ่ายรถบิ๊กไบค์นะ แข่งยังไงก็แพ้" ช้างแย้ง
"พวกมึงน่ะอยู่เงียบๆ ไว้เลย ถ้าใครเอาเื่นี้ไปพูดแล้วพี่สักมาหาเื่ กูไม่ช่วยนะเว้ย" เสือเตือนเพื่อนทั้งสอง ช้างกับพัดมองหน้ากันแล้วยักไหล่ ก่อนจะกลับไปฝึกเชื่อมเหล็กต่อ
ตกเย็น หมอก สิน และฟ้า ไปรวมตัวกันที่ห้องสมุด พวกเขาค้นพบว่าเครื่องมือนี้มีคนเคยทำแล้ว มีทั้งแบบโครงไม้ตารางสี่เหลี่ยมหกช่องหรือแปดช่อง บ้างก็ใช้เส้นเอ็นร้อยกับโครงไม้เพื่อให้น้ำหนักเบา
แต่ข้อมูลที่ฟ้าไปพบมาน่าสนใจกว่า คือเครื่องมือในญี่ปุ่นที่ทำโครงเป็ทรงกระบอกหกเหลี่ยมยาว สามารถกลิ้งไปบนดินเพื่อทำเครื่องหมายจุดปักดำได้รวดเร็วและใช้ในนาขนาดใหญ่ได้ ซึ่งในญี่ปุ่นเรียกว่า "โรกุทัน" (Rokutan) หรือเครื่องหมุนตีกรอบ
"เราจะทำแบบไหนดีล่ะ" ฟ้าถาม
"แบบโครงไม้น่าจะง่ายที่สุด" หมอกออกความเห็น
"แล้วทำไมแบบร้อยเส้นเอ็นไม่ง่ายกว่าเหรอ" สินถาม
"มันต้องใช้สว่านไฟฟ้าเจาะรูน่ะสิ และฉันไม่แน่ใจว่างานร้อยเอ็นอาจารย์จะให้ผ่านไหม"
"งั้นเราทำแบบญี่ปุ่นนั่นแหละ เดี๋ยวฉันจัดการเื่สว่านกับเลื่อยไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆ เอง แต่คงต้องหาที่ลองใช้จริงด้วย" หมอกพูด
"งั้นไปทำงานที่บ้านสินกันเถอะ!" ฟ้าตัดสินใจแทน
"นี่เธอ! เื่แบบนี้เ้าตัวต้องเป็คนชวนหรือเปล่า" สินโวยวายขำๆ
"โอเค งั้นมะรืนนี้ตอนเย็น เราไปเริ่มทำกันที่บ้านสินนะ" หมอกสรุป
ขณะที่ทั้งสามเดินออกจากห้องสมุด ฟ้าถูกใครคนหนึ่งวิ่งชนจนเสียหลักเกือบตกบันได หมอกและสินรีบคว้าแขนประคองไว้ได้ทัน หมอกหันไปมองคนที่วิ่งชน ก็เห็นว่าเป็วัยรุ่นชายสองคนที่เคยมีปากเสียงกับเขาหน้าห้องน้ำครั้งก่อน ทั้งคู่ดูรีบร้อนจนไม่สนใจว่าวิ่งชนใคร ก่อนจะลับตาเข้าไปในซอกตึก
ช้างและเสือรีบวิ่งไปหลังตึกเรียน ซึ่งเป็ที่ลับตาคนและไม่มีใครอยู่ใน่เย็น เมื่อไปถึงเขาก็พบกลุ่มวัยรุ่นเกือบสิบคนยืนออกันอยู่ มีชายคนหนึ่งขวางทางไม่ให้ทั้งคู่เข้าไป
"หยุด! ตอนนี้กำลังมีการอบรมกันอยู่"
"พี่สักอยู่ในนั้นใช่ไหม ผมเสือครับ อยู่ในกลุ่มแข่งรถกับพี่เขา"
"เออ มึงเข้าไปได้คนเดียว แต่อีกคนรออยู่นี่"
เสือพยักหน้าแล้วเดินเข้าไป เขาพบกับร่างของ พัด ที่นอนกองอยู่กับพื้นในสภาพสะบักสะบอม เสือรีบเข้าไปดูเพื่อน
"นาย..." พัดพยายามพูดด้วยความเ็ป
"ใจเย็นๆ ฉันจะพานายออกไปเอง" เสือพูดก่อนจะเงยหน้ามองสัก
"เสือ เอ็งไม่ต้องยุ่ง!" สักตวาด
"พี่ครับ... ผมไม่รู้ว่าเพื่อนผมทำอะไรให้ ผมขอโทษแทนมันด้วยนะพี่"
"มึงไม่รู้หรอ? พอกูใจดีเข้าหน่อย พวกมึงก็เอาเื่กูไปพูดเป็ตัวตลก ลับหลังก็ทำอย่างกับกูเป็เพื่อนเล่น แล้วมึงจะให้กูทำยังไง!"
"พี่... เห็นแก่ผมสักครั้งเถอะครับ" เสือก้มหัวกราบลงกับพื้น
บรรยากาศเริ่มอึดอัด ทุกคนเงียบกริบ เมื่อเห็นเสือยอมลดเกียรติเพื่อเพื่อน
"กลับไปซะ มึงไม่ต้องมายุ่งกับเื่นี้" สักตอบกลับเ็า
"พี่ครับ..."
"หยุด! ไอ้เสือ ถ้ามึงไม่หยุด มึงก็เลือกระหว่างเพื่อนเฮงซวยของมึง กับกลุ่มแข่งรถของกู เลือกเอาว่าจะช่วยมัน หรือจะไสหัวไปไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้าอีก!" สักะโลั่น เขาหมั่นไส้เสือมานานแล้ว และนี่คือฟางเส้นสุดท้าย
เสือนิ่งคิด... พัดสะกิดแขนเสือแล้วส่ายหน้าช้าๆ พัดรู้ดีว่าสนามแข่งคือแหล่งรายได้เดียวของครอบครัวเสือ แต่เสือตัดสินใจแล้ว
"ขอบคุณที่ดูแลผมมาตลอดครับพี่..." เสือพูดพร้อมก้มหัวเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะประคองพัดออกจากวงล้อม โดยมีช้างรีบเข้ามาช่วยประคองอีกแรง ท่ามกลางสายตาคู่หนึ่งที่แอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนชั้นสองของอาคาร
เสือและช้างพัดพาเพื่อนส่งโรงพยาบาล ระหว่างรอหมอตรวจ ช้างตบไหล่ให้กำลังใจเสือ เขารู้ดีว่ามันเป็การตัดสินใจที่ยากลำบากมาก หลังจากพัดตรวจเสร็จ ช้างรับอาสาไปส่งพัดที่บ้าน ส่วนเสือขอแยกตัวกลับบ้าน
บ้านของเสือ
เสือขับรถกลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนล้า เขาพบว่าในบ้านไม่ได้เปิดไฟทั้งที่มืดแล้ว เมื่อเดินเข้าไปเขาก็ต้องช็อกเมื่อเห็นแม่นอนหมดสติอยู่ข้างโทรศัพท์บ้าน เสือรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที
เมื่อแม่ตื่นขึ้นบนเตียงคนไข้และเห็นหน้าลูกชาย เธอก็ปล่อยโฮออกมาแล้วดึงเสือเข้าไปกอดแน่น
"แม่! แม่เป็อะไรครับ เกิดอะไรขึ้น"
"พะ...พ่อ... พ่อเขาไม่อยู่กับเราแล้วนะลูก..."
มุมนักเขียน: ต้นไทร
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามนะครับ ตอนต่อไปจะพยายามเขียนให้เร็วที่สุด หวังว่าเราจะเดินทางไปถึงปลายทางของเื่นี้ด้วยกันครับ