ตอนนี้เมืองฉางซานอยู่ใน่ฤดูหนาวเดือนสิบสองหิมะตกและหนาวเหน็บอย่างยิ่งมองเห็นขอทานมากมายหนาวจนตัวสั่นและนั่งหลบอยู่ตามมุมกำแพง
เมื่อดูจากเสื้อผ้าที่ขาดโทรมของพวกเขาเกรงว่ายากจะมีชีวิตรอดผ่านฤดูหนาวครั้งนี้
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินบนผืนหิมะอย่างช้าๆสายตาจ้องมองไปที่ขอทานเ่าั้แล้วถอนหายใจเบาๆ
เมื่อพันปีก่อน พระบิดาของเขาห่วงใยราษฎรทั่วใต้หล้าอีกทั้งยังเคยปฏิญาณว่า “ยอมร่วมยากจนกับราษฎร” ซึ่งทำให้ผู้คนมากมายเลื่อมใส
ร่วมยากจนที่กล่าวมานั้นไม่ได้หมายความว่าจะยากจนไปด้วยกันแต่เป็การทำให้ราษฎรหลุดพ้นจากความยากจน
แต่น่าเสียดายที่พระบิดาหายตัวไปเสียก่อน
ดวงตาของฟ่านเสวี่ยหลีเปล่งประกายขึ้นเขาต้องรีบทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นอย่างสุดความสามารถเผชิญหน้ากับชิงซีและสานต่อเจตจำนงของพระบิดา
ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นขึ้นที่งานพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยครั้งนี้!
เมื่อคืนเขานั่งสมาธิปรับลมปราณลมปราณของัไร้เขาที่อยู่ในพู่ห้อยพัดมรกตนั้นทำให้เขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและทำให้เขาััถึงความทรงพลังของเครื่องเงิน
เขาเดินทางไปเรื่อยๆ และเข้าใกล้ศาลไท่อีมากขึ้นเรื่อยๆ
ศาลไท่อีเป็สถานที่จัดพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยและเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเมืองฉางซานมันเป็ถึงสถานที่ซึ่งเชื่อมต่อกับอำนาจราชสีห์ฟ้าและัดินซึ่งเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการบ่มเพาะของเมืองฉางซาน ไม่ว่าจะเป็พิธีบูชาฟ้าหรือพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยก็ล้วนจัดขึ้นที่ศาลไท่อี
แต่ทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีกลับชะงักฝีเท้าและจ้องมองไปยังถนนที่ห่างไกลออกไปด้วยสายตาอันเย็นเยือก
“หลีกไป!”
เสียงเกือกม้าดังขึ้นจากระยะไกลส่วนเสียงที่ได้ยินนั้นก็หยิ่งผยองอย่างยิ่ง
จากนั้นก็เห็นม้าดุร้ายสามถึงสี่ตัววิ่งผ่านชายหนุ่มที่ขี่อยู่บนหลังม้าสวมหมวกราชสีห์ทั้งตัวสวมด้วยชุดเกราะเกล็ดโลหะและถือหอกเหล็กเอาไว้ในมือ คุกรุ่นไปด้วยจิตสังหาร
ผู้คนบนถนนต่างหลบออกด้วยความกลัว แต่ทันใดนั้นก็มีผู้คนมากมายลื่นล้มลงกับพื้น
เมื่อชายหนุ่มบนหลังม้าเห็นภาพเหล่านี้ก็หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ชานหนุ่มคนนี้ก็คือคุณชายสามแห่งตระกูลฟ่าน นามว่าฟ่านอินเหวินซึ่งเป็พี่สามของฟ่านเสวี่ยหลี ส่วนผู้ที่อยู่ด้านหลังคือองครักษ์ส่วนตัวของเขาการที่อาวุธชุดเกราะครบมือเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นักรบเดนตาย
ฟ่านอินเหวินเป็ลูกชายของฮูหยินรองเขามีศักดิ์เป็ลูกชายคนที่สามของตระกูลมีความมั่นใจสูงและคิดว่าตนเป็อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลฟ่านเขานิสัยดื้อรั้นอย่างยิ่งและชอบดูิ่ผู้อื่นเนื่องจากมีทรัพยากรในการเลี้ยงดูจำนวนมาก จึงทำให้เขาบรรลุถึงระดับเนื้อกายขั้นสี่บ่มเพาะเส้นเอ็นอย่างรวดเร็วหากนับแค่ในตระกูล ในบรรดาคนรุ่นเดียวกันเขาเป็รองเพียงคุณชายใหญ่
เมื่อเขามองเห็นฟ่านเสวี่ยหลีที่สวมชุดกันหนาวยืนอยู่ไกลออกไปจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเย้ยหยัน
อีกฝ่ายเป็แค่ลูกของอนุภรรยา ฐานะต่ำต้อย ระดับพลังก็ต้อยต่ำบ่มเพาะตั้งนานยังเป็แค่เนื้อกายขั้นสองเท่านั้นคนแบบนี้คู่ควรเป็ทายาทตระกูลฟ่านได้อย่างไร มีคุณสมบัติอะไรในการแข่งกับตน
ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่์ก็อยู่ในมือของตนแล้วฟ่านเสวี่ยหลีจึงไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย ไม่แน่คงเป็ลำดับต่ำสุดในพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยครั้งนี้
เขาะโเย้ยหยันอย่างอดใจไม่ได้ “น้องเจ็ดให้องครักษ์ของข้าให้เ้ายืมม้าสักตัวหรือไม่ สภาพของเ้าในตอนนี้ที่หนาวจนตัวสั่นอย่าสลบก่อนไปถึงศาลไท่อีเสียล่ะ!”
การที่เขาพูดเช่นนี้ถือเป็การละเมิดหลักปฏิบัติการบ่มเพาะของตระกูลฟ่านแต่ตอนนี้เขาได้กระบี่์แล้ว จึงได้ใจจนเผลอหลงลืมจุดนี้
ฟ่านเสวี่ยหลีกลับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอันเ็าก่อนหน้านี้คุณชายสามผู้นี้เหยียดหยามเขาเป็ประจำและปรารถนาในกระบี่์อย่างยิ่ง เกรงว่าอีกฝ่ายและหัวหน้าพ่อบ้านคงมีความเกี่ยวข้องกัน
เขามองร่างกายอันหละหลวมของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดบ่มเพาะเนื้อกายยังไม่เข้าขั้นแม้ว่าจะบรรลุเนื้อกายขั้นสี่แล้ว แต่ยังมีข้อบกพร่องมากมายการจะเอาชนะอีกฝ่ายจึงไม่ใช่เื่ยาก
แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับค่อยๆ หลับตาลงและไม่พูดออะไร สำหรับเขาแล้วฟ่านอินเหวินที่อยู่ตรงหน้าไม่ควรค่าแก่การให้ความสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลฟ่านมีกฎไม่ให้พี่น้องบาดหมางกัน ถึงแม้จะแอบออกไปสู้กันอย่างลับๆก็ถือว่าละเมิดกฎ
เมื่อเห็นฟ่านเสวี่ยหลีราวกับถอยตัวออกรอยยิ้มเย้ยหยันของฟ่านอินเหวินก็เข้มข้นยิ่งขึ้น จากนั้นเขาหัวเราะหึๆ และตบไปที่ม้าดุร้ายตรงหน้าอย่างได้ใจ
เมื่อม้าใจึงยกขาหน้าขึ้นและวิ่งตรงออกไปอย่างบ้าคลั่งจนเกือบจะเหยียบโดนขอทานที่นอนอยู่ข้างๆ
ขอทานคนนั้นหนาวจนสลบไปแล้วขาทั้งสองขดงอจนไม่สามารถยืดออกและยังมีรอยข้อศอกหลายจุดอยู่ด้านข้างแสดงให้เห็นว่าขอทานคนนี้ให้ใช้ศอกเดินแทนเท้า
ฟ่านอินเหวินหัวเราะเสียงดังหากเขาเหยียบขอทานคนนี้จนตายก็ถือเป็การแสดงอำนาจของตนให้ฟ่านเสวี่ยหลีเห็น
สายตาอันเยือกเย็นของฟ่านเสวี่ยหลีเปล่งประกายเพลิงทมิฬเขาขยับนิ้วในทันที ลมแรงพลันกระโชก!
พลังที่ไร้เทียมทานประหนึ่งพยัคฆ์ัปรากฏขึ้น และโจมตีใส่ขาม้าที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้งด้วยความเร็วชั่วพริบตา!
ปัง!
ม้าดุร้ายตัวนั้นถูกลมอันรุนแรงโจมตีเข้าที่ขามันร้องขึ้นมาและเสียหลักไปด้านหลังจนล้มลงจากนั้นลมอันรุนแรงก็พัดผ่านข้างกายของขอทานอย่างรวดเร็ว!
ฟ่านอินเหวินถูกพลังอันรุนแรงทำให้เืลมไม่เสถียรเขาฝืนพลิกตัวกลางอากาศอยู่สองตลบก่อนจะยืนลงกับพื้นได้อย่างโซเซแต่ก็เกือบกระอักเืออกมา
เขาอับอายจนพาลโกรธ คาดไม่ถึงว่าม้าตัวนี้จะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้แค่ยืนยังยืนไม่นิ่ง จึงเตะเข้าใส่ม้าที่กำลังาเ็อย่างแรง
ม้าดุร้ายกรีดร้องและตายคาที่
เขาไม่ได้สงสัยว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็คนลงมือเนื่องจากการโจมตีนี้ต้องมีเนื้อกายอย่างน้อยขั้นสามจึงจะปลดปล่อยออกมาได้
แต่ความโกรธของเขายังไม่หายไปอีกทั้งยังจ้องมองไปยังขอทานที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาอาฆาต
ทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็ะโออกมา“การขี่ม้าพุ่งชนบนถนนใหญ่และจงใจเหยียบผู้คนถือเป็การละเมิดกฎหมายเมืองฉางซานแล้วพี่สามยังรังแกสิ่งมีชีวิตกลางที่สาธารณะเ้ากล้าไปจวนเ้าเมืองฉางซานกับข้าหรือไม่”
ตระกูลฟ่านมีกฎที่เข้มงวด แต่กฎหมายของเมืองฉางซานเข้มงวดยิ่งกว่า!
คำพูดของฟ่านเสวี่ยหลีแทบเป็การทำลายทางหนีของเขา
ฟ่านอินเหวินถึงกับสีหน้าเปลี่ยน ลมหายใจชะงักและโกรธจนตัวสั่นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีอย่างโกรธเกรี้ยวทันใดนั้นกลับยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าสั่งสอนม้าของตัวเอง หาใช่ธุระของเ้าถ้าแน่จริงก็มาเจอของจริงที่พิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัย!”
จากนั้นเขาก็ขึ้นขี่ม้าอีกตัวหนึ่งแล้วฟาดแส้ลงไปบนตัวม้าจนทำให้หลังม้าตัวนั้นเกิดรอยเืหลายจุด
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีเห็นการะกระทำของฟ่านอินเหวินก็เผยสายตาเยือกเย็นออกมาเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็เดินไปตรงหน้าขอทานคนนั้นและนำเศษเงินสองตำลึงวางไว้ในอ้อมอกของขอทานแล้วจึงเดินต่อไป
จนกระทั่งฟ่านเสวี่ยหลีเดินจากไปไกล ขอทานคนนั้นจึงลืมตาขึ้นเล็กน้อยและจ้องมองแผ่นหลังของฟ่านเสวี่ยหลีด้วยสายตาอันซับซ้อนที่ยากจะจินตนาการ
เขาใช้ศอกคลานตัวไปข้างหน้าเพื่อจะไปดื่มน้ำที่แม่น้ำ
ขณะนั้นก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ไม่ไกลจากขอทานเขาพึมพำกับตัวเองเสียงดังว่า “ท่านแม่ ข้าขอโทษ! ข้าผิดเองที่ทำเงินหล่นหาย!”
เด็กน้อยคนนั้นร้องไห้เป็เวลานานจนร่างกายค่อยๆ อ่อนแรงดวงตาทั้งสองข้างเหม่อลอย และกำลังจะะโลงไปในแม่น้ำ
ทันใดนั้นขอทานก็ยื่นมือออกไปอย่างยากลำบากและดึงขาของเด็กเอาไว้จากนั้นก็ยื่นเศษเงินให้เด็กน้อยแล้วพูดว่า “เก็บเอาไว้”
เขาหาได้สนใจเศษเงินนี้
เด็กน้อยรับเงินเอาไว้อย่างดีใจเขาอยากพยุงตัวขอทานขึ้นมาและเชิญเขากลับบ้าน
ขอทานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “์ลงโทษให้ข้าร่างกายพิการ หากฝ่าฝืนจะเกิดหายนะครั้งใหญ่”สายตาของเขาลุ่มลึก เหมือนกำลังเก็บซ่อนความลับอันใหญ่หลวงบางอย่าง
เด็กน้อยรู้สึกงงงวย แต่ในที่สุดก็เดินจากไป
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีชายขี้เมาคนหนึ่งเดินโซเซเข้ามาและล้มทับขาของขอทานพอดี
ขอทานเ็ปจนร้องออกมาอย่างอดกลั้นไม่ไหว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็พบว่าขาของตนสามารถยืดตรงได้แล้วรอยห่วงสีดำที่ล้อมขาของเขาเอาไว้ก็หายไปแล้ว
ขอทานมองขึ้นฟ้าด้วยความเหลือเชื่อ“ในที่สุดตราผนึกความมืดตลอดสิบปีก็ถูกปลด คาดไม่ถึงว่าข้าจะได้เกิดใหม่ฟ่านจี้เฟย รอข้าก่อนเถอะ!”
ตอนนี้ลมปราณทั่วกายของเขาพลุ่งพล่านอย่างรุนแรงไร้ที่เปรียบ
ฟ่านจี้เฟยก็คือผู้นำตระกูลฟ่าน เป็เทพวรยุทธ์ของเมืองฉางซานและเป็พ่อของฟ่านเสวี่ยหลี!