ลาถีเท่อยกมือปิดหน้าหมดคำจะพูด มุมปากของเจียนั่วกระตุกมิหยุด โม่จ้านมองเก๋อจือที่ปะทะกับอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจออกมา
“เก๋อจือ ไปได้แล้ว พวกเรายังมีเรื่องสำคัญต้องทำ เปล่าประโยชน์ที่จะโต้เถียงกับพวกเขา”
“ไอโยว ที่แท้เต่าบก[1]พวกนี้รับภารกิจเสียด้วย” หลู่เต๋อเผยรอยยิ้มราวกับคิดแผนชั่วสำเร็จออกมา “เช่นนั้นข้าจะคอยไล่ตามพวกเจ้า ดูสิว่าพวกเจ้าจะยังทำภารกิจสำเร็จหรือไม่”
โม่จ้านใบหน้าเคร่งขรึมขณะเบี่ยงกายออกห่าง หางตาปรายมองบุคคลสำคัญของกิลด์ทหารรับจ้างที่อยู่ด้านหลังหลู่เต๋อ อีกฝ่ายมิเอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว อีกทั้งยังยกอาวุธในมือขึ้น เห็นทีคงจะยอมรับคำพูดของหลู่เต๋อโดยนัย
“กิลด์ทหารรับจ้าง ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่าอย่า---”
“รังแกผู้อื่นจนเกินไป!”
เก๋อจือที่ระเบิดโทสะยังมิทันชี้นิ้วออกไปกลับถูกเสียงคำรามของเจียนั่วที่อยู่ด้านหน้าขัดจังหวะและนิ่งงันทันใด โม่จ้านมิเคยเห็นเจียนั่วโมโหถึงเพียงนี้มาก่อนเช่นกัน ขณะฉุกละหุกตนก็มิรู้จะทำอย่างไรเช่นกัน
“อะไรกัน? พวกเราสวมเครื่องแบบเต็มยศ อีกทั้งยังขอ...”
“หลู่เต๋อหลบ!” สิ้นเสียงของลุงใหญ่ไว้หนวดเครา ประกายสีเงินวูบผ่านทันใด เจียนั่วดึงหอกที่ปักอยู่บนพื้นตวัดออกไป หลู่เต๋อหลบหอกแรกได้ทว่ามิอาจหลบหอกที่สอง เกราะแข็งบริเวณต้นขาถูกคมหอกเปี่ยมพลังกรีดเปิดเสียแล้ว
ลุงใหญ่ไว้หนวดเคราพุ่งเข้ามาใช้ดาบใหญ่สกัดหอกของเจียนั่วเอาไว้ เสียงโลหะกระทบกันดังเสียดหูดังขึ้น หอกเงินเรียวบางปะทะกับดาบใหญ่เล่มหนา ทว่าในด้านพละกำลังกลับไม่เป็นรองแม้แต่น้อย ทั้งสองฝ่ายต่อสู้พลิกแพลงตามสถานการณ์ ทำเอาผู้ที่อยู่ด้านข้างถึงกับมองตามมิทัน
ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบอาวุธเย็น โม่จ้านชมอย่างออกรสออกชาติ หอกทั้งสองด้ามของเจียนั่วล้วนแต่มีสีเงินไม่แปดเปื้อนเศษฝุ่น หอกยาวคือหอกซัด หอกที่สั้นลงมาสักหน่อยใช้ในการต่อสู้ระยะประชิด ทักษะการใช้หอกที่ช่ำชองผนวกกับเกราะสีเงินของเจียนั่ว โม่จ้านรู้สึกเป็นบุญตาและแอบปรบมือเงียบๆ
ด้านนอกแนวรบ เก๋อจือกับลาถีเท่อถอยออกไปด้านหลัง โม่จ้านพลันค่อยๆ เคลื่อนย้ายตำแหน่งเช่นกัน --- พลังเวทจำนวนมากไหลมารวมกัน ทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มร่ายเวทกันเสียแล้ว
ท่านลุงไว้หนวดเคราคืออัศวินเวท โม่จ้านไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรก็เป็นหัวหน้ากิลด์ทหารรับจ้าง หากไร้ความสามารถจะควบคุมคนได้อย่างไร เพียงแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะใช้ธาตุไฟและต่อสู้ระยะประชิดเช่นเดียวกับเก๋อจือ มินับว่าเป็นผลดีต่อเจียนั่ว
น้ำแข็งสีน้ำเงินและไฟสีแดงสะท้อนแสงพร่างพราว ในเสี้ยววินาทีที่อาวุธกระทบกันพลันเกิดไอสีขาว ความร้อนสูงและความเย็นต่ำคือศัตรูเก่าตลอดกาล ทุกคราที่สัมผัสกันล้วนแต่ส่งเสียงกรีดร้องดัง 'ซ่า' ตามด้วยแยกเขี้ยวยิงฟันกระโจนเข้าหาอีกฝ่าย
แท้จริงแล้วอีกฝ่ายเองก็ตกตะลึงมิน้อย ด้วยระดับความใจแคบที่ท่านมาร์ควิสเคอซือมีต่อบุตรชายคนเล็กคงจะไม่มีทางจ้างอัศวินเวทมาคุ้มกัน ในขณะที่ทุกคนคิดว่าในเสี้ยววินาทีที่ท่านหัวหน้าร่ายเวทมนตร์ อีกฝ่ายจะต้องตกใจจนล่าถอยออกไป หรืออาจจะล้มลงกับพื้นเพราะการโจมตีของพลังเวท คาดมิถึงว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่ไม่หวาดกลัว กลับยังใช้พลังเวทธาตุตรงข้ามสกัดการโจมตีของท่านหัวหน้าจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเอาไว้โดยตรง
ทันทีที่เจียนั่วลงมือ ท่านลุงไว้หนวดเคราพลันรู้ว่าตนเจอตอแข็งเข้าเสียแล้ว หอกยาวที่โจมตีหนักป้องกันเบา เมื่ออยู่ในมือของอีกฝ่ายกลับกลายเป็นอาวุธทั้งรุกและรับ แต่ละกระบวนท่ามีการป้องกันอย่างละเอียดรอบคอบ อีกทั้งยังเป็นทักษะการใช้หอกที่ตนมิเคยพบเห็นมาก่อน ทันใดนั้นพลันตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เพียงแต่หลังเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อพบว่า ถึงแม้ทักษะและประสบการณ์ของอีกฝ่ายจะมิด้อยไปกว่าตน ทว่าความอดทนกลับย่ำแย่เกินไปสักหน่อย
หลังจากการจู่โจมอย่างดุดันถูกสกัดกั้นเอาไว้อีกครั้ง เจียนั่วพลันเริ่มหอบหายใจ เห็นได้ชัดว่าความเร็วบนมือลดลง ครั้นเห็นว่าชัยชนะอยู่ตรงหน้า กิลด์ทหารรับจ้างต่างพากันเผยรอยยิ้มลำพองใจ ในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างมีอัศวินเวทหนึ่งคน ทันทีที่ท่านหัวหน้าเอาชนะเจียนั่วได้ การที่คนที่เหลืออีกแปดคนจัดการกับคนสองคนก็นับเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
จอมเวทที่อยู่อีกฝั่งชูคทาเวทขึ้นคุมเชิงกับเก๋อจือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของแนวรบ เก๋อจือกัดริมฝีปากด้วยความตึงเครียด ด้วยเพราะอีกฝ่ายแลดูผ่อนคลายอย่างยิ่ง คล้ายกับยังสามารถหันเหความสนใจไปยังสิ่งอื่นได้อีก โม่จ้านสัมผัสได้ถึงสถานการณ์แปลกประหลาดนี้จึงใช้สายตาสอบถามเก๋อจือ
“ข้าสามารถสัมผัสได้ว่าเจ้าหมอนั่นระดับสูงกว่าข้ามาก คล้ายกับสามารถกดข่มได้อย่างสิ้นเชิง” หน้าผากของเก๋อจือมีเหงื่อหยดลงมา “ทันทีที่เจียนั่วเป็นรอง ทางฝั่งพวกเราจะพังทันที”
หลังหันมองลาถีเท่อด้านข้างที่กำลังร้อนรนใจ โม่จ้านพลันตัดสินใจเด็ดเดี่ยวขยับเข้าไปทางเจียนั่ว คล้ายกับทุกคนกำลังจดจ่ออยู่ที่เจียนั่วกับจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของโม่จ้านมิได้ดึงดูดความสนใจแต่อย่างใด
เจียนั่วรวบรวมสมาธิ พยายามมองหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายขณะพยายามออมแรงเอาไว้สุดความสามารถ ทว่าการโจมตีของอีกฝ่ายเริ่มดุดันขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตนยากรับมือ ครั้นดาบใหญ่ของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อฟันลงมาอีกครา เจียนั่วใช้หอกรับเอาไว้ พยายามออกแรงพลางหอบหายใจหนักหน่วง
ในที่สุดข้าก็ยังคงชนะ จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเผยรอยยิ้มบาง มัดกล้ามบนท่อนแขนปูดนูนขึ้นพลางออกแรงทั้งหมดกดดาบลงไป พลังเวทธาตุไฟที่เหิมเกริมเริ่มกัดกร่อนพลังธาตุน้ำแข็งของเจียนั่ว เจียนั่วกัดฟันแน่นฝืนทนเอาไว้ คิดอยากจะเบี่ยงหลบอีกฝ่ายเพื่อหาเวลาให้ตนได้หายใจ ทว่าช่างราวกับพลังของอีกฝ่ายใช้ไม่มีวันหมดอย่างไรอย่างนั้น แรงกดดันเพิ่มทวีคูณทำให้ภายในอกของเจียนั่วรู้สึกทรมานอย่างยิ่ง คล้ายว่าเสี้ยววินาทีถัดไปจะต้องถูกกดข่มจนกระอักเลือดออกมาเป็นแน่
ทันใดนั้นสีหน้าของเจียนั่วพลันเริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาที่เบิกกว้างเพราะความโกรธทอประกายสีส้มน่าประหลาด จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อตกตะลึง ยังมิทันให้ชักมือกลับเพื่อหลบ พลังธาตุน้ำแข็งที่ล้อมรอบกายเจียนั่วกลับเพิ่มทวีขึ้นหลายเท่าอย่างกะทันหัน พลังธาตุน้ำแข็งที่ถูกกดข่มจนเหลือเพียงชั้นบางเบาลุกโชนมิต่างจากน้ำมันเดือดพล่าน แตกฉานซ่านเซ็นไปทั่วทุกทิศ
เจียนั่วพลันตกตะลึงเช่นเดียวกัน พลังธาตุน้ำแข็งที่ล้อมรอบท่อนแขนนั้นทำให้ตนรับรู้ได้ว่ามีผู้อื่นกำลังช่วยเหลือตน
คือผู้ใดกัน? คงไม่มีผู้อื่นแล้วกระมัง สีหน้าของเจียนั่วผ่อนคลายลง สิ้นหนึ่งเสียงร้องคำรามพลันถือหอกเข้าปะทะกับจี๋เอ่อร์ป๋อเท่ออีกครั้ง ครานี้ทั้งสองฝ่ายต่างพอฟัดพอเหวี่ยง สีหน้าของอีกฝ่ายไม่น่ามองอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่สายตาฉายแววสงสัย กระทั่งการออกกระบวนท่ายังเก็บมือเก็บเท้า
โม่จ้านลอบยินดีทั้งลอบเพิ่มพลังในมือขึ้นอีก
ทันใดนั้นโม่จ้านเงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวัง ลางสังหรณ์บอกตนว่ามีผู้สังเกตเห็นทางนี้แล้ว กระนั้นหลังจากกวาดสายตามองอยู่นานกลับไม่พบว่าสายตาเมื่อครู่มาจากที่ใด
ในขณะเดียวกัน ลาถีเท่อที่สมาธิสูงหันหลังกลับไปอย่างกะทันหัน นอกเสียจากต้นไม้ ด้านหลังไม่มีสิ่งใดสักอย่าง
“เป็นอันใดไป?” เก๋อจือเอ่ยถาม
“เพียงรู้สึกว่ามีผู้ใดกำลังมองพวกเรา” ลาถีเท่อกวาดตามองในป่า “เก๋อจือเจ้าระวังหลังสักหน่อย หากมีสัตว์ปีศาจระดับสูงจำต้องรีบบอกทันที”
ลาถีเท่อกลับเอ่ยในสิ่งที่ตนรู้สึก --- และในเมื่อครู่ สีหน้าจอมเวทของอีกฝ่ายฉายแววเคร่งขรึมพลันกระซิบเคอเอินไม่กี่ประโยค
“ท่านหัวหน้า พวกเราถอยกันก่อนเถิดขอรับ” เคอเอินร้องตะโกนไปทางท่านลุงไว้หนวดเครา
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อที่แรกเริ่มเดิมทียังต่อสู้อย่างสนุกสนานกระโดดออกจากแนวรบทันที เขาลอบถอนหายใจ ใบหน้าฉายแววซับซ้อนอย่างเห็นได้ชัด
“สู้ได้จึงรังแกผู้อื่น สู้มิได้จึงคิดหนี?” เก๋อจือไม่พอใจอย่างยิ่งพลางใช้คทาเวทชี้ไปทางเคอเอิน
“หากอยากตายอยู่ที่นี่ด้วยกันก็จงโวยวายต่อไปให้ถึงที่สุด” จอมเวทอีกฝั่งเอ่ย “อย่าหาว่าข้ามิเตือนพวกเจ้า”
เก๋อจือยังคิดอยากตะโกนอีกไม่กี่ประโยค ทว่าลาถีเท่อกลับปรามเอาไว้ “รีบไปกันเถิด พวกเขากล่าวมิผิด”
โม่จ้านฝ่ามือคลายพลังเวทลง เจียนั่วอ่อนแรงโดยพลันทั้งกึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น
“เป็นอย่างไรบ้าง? ยังมีแรงหรือไม่?” โม่จ้านเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“..มี” เจียนั่วกัดฟันเอ่ยออกมาหนึ่งคำพลางค้ำหอกยาวยืนขึ้นอย่างซวนเซ
โม่จ้านถอนหายใจพลางย่อตัวลง “มา ขึ้นมา”
เจียนั่วนิ่งงันครู่หนึ่ง ชี้นิ้วเข้าหาตนเองด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “เจ้าจะแบกข้า? อย่ามาล้อเล่น ข้าเป็นถึง---”
“เลิกกระเง้ากระงอดได้แล้ว นี่คือหนทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าอยากให้พวกเราตายอยู่ที่นี่งั้นหรือ?” น้ำเสียงของโม่จ้านเจือความหงุดหงิดมิน้อย “เจ้าเคยสู้รบมามิน้อยแล้วกระมัง พุ่งเข้าหาศัตรูที่แข็งแกร่งสุดท้ายสิ้นเปลืองกำลัง เจ้าว่านี่เป็นความผิดระดับต่ำหรือไม่?”
เจียนั่วหมอบอยู่บนแผ่นหลังของโม่จ้านอย่างเศร้าซึม ความหดหู่ชัดเจนเกินบรรยาย
“ข้าได้ยินเจ้าถูกด่าว่าเป็นเต่าบกจึงได้โมโห...” โม่จ้านเริ่มออกวิ่งพร้อมกับแบกเจียนั่วที่น้ำเสียงเจือความน้อยใจเบาหวิว
“อ่า!” บั้นท้ายของเจียนั่วถูกโม่จ้านบีบครั้งหนึ่ง เขาร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ข้ารู้ ขอบคุณ” โม่จ้านยกยิ้มร้ายก่อนใช้ใบหูถูแก้มเจียนั่วแผ่วเบา ผู้ที่อยู่ด้านหลังหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหูทันที
เชิงอรรถ
[1] เต่าบก 土鳖 หมายถึงคนที่ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่เคยพบเจอโลกภายนอก