บทที่9 พานพบวาสนา
“เหตุใดข้าถึงได้อับโชคเช่นนี้”อวิ๋นเซ่อสบถเสียงรอดผ่านไรฟัน เื้ัของชายหนุ่มมีหุบเหวลึกไม่เห็นก้นรออยู่ด้านหน้าก็มีเหล่าแมงมุมั์กั้นขวาง ที่ข้างกายตนก็ไม่มีอะไรนอกจากท่อนเหล็กสนิมเกรอะกรังในมือนี้หนึ่งชิ้นมันจ้องมองท่อนเหล็กในมือ “ต้องฝากชีวิตไว้กับเ้าอีกแล้ว”พอสิ้นคำกล่าวเป็จังหวะที่แมงมุมั์ตัวหนึ่งะโแทงขาคู่หน้าอันแหลมคมของมันเข้าใส่ร่างของอวิ๋นเซ่อทันที
ตูม! ผนังผาบางส่วนที่ยื่นออกมา เมื่อถูกขาอันแข็งแกร่งแหลมคมของเ้าแมงมุมั์ถึงกับพังครืนลงมาทันทีแต่ดีที่อวิ๋นเซ่อได้ท่อนเหล็กในมือช่วยไว้ มันะโหมุนกายหลบก่อนใช้ท่อนเหล็กปักแทงบนร่องผนังผาหยิบยืมสภาวะส่งให้ร่างเคลื่อนกายต่ออีกจังหวะหนึ่ง คนจึงเหยียบลงบนผนังผาที่ไม่พังทลายได้อย่างพอดิบพอดี
แมงมุมตัวแรกพึ่งจู่โจมผ่านพ้นแมงมุมตัวที่สอง สาม สี่ ก็พร้อมใจกันพ่นเส้นใยเข้าใส่อวิ๋นเซ่ออย่างต่อเนื่อง ทว่าอวิ๋นเซ่อรออยู่ก่อนแล้วพลังธรรมชาติสามสายที่เกิดจากใยแมงมุมถูกดึงรั้งมาที่ท่อนเหล็กในมือ ชายหนุ่มคิดปลดปล่อยเพลิงฟ้าแต่แล้วมันกลับพบว่าตนมิอาจกระทำได้
“พลังธรรมชาติไม่เพียงพอ แล้วเหตุใดเมื่อตอนต่อสู้กับซางเทียนข้าจึงใช้ออกได้”
ความสงสัยเกิดขึ้นในจิตใจของชายหนุ่มมิใช่ว่าขุมพลังธรรมชาติที่มันเรียกใช้ตอนรับมือกับซางเทียนมาจากใยแมงมุมหรอกหรือ ถ้าไม่ใช่แล้วพลังธรรมชาติขุมนั้นมาจากที่ใด
ไม่มีเวลาให้มันคิดมากความเพราะใยแมงมุมอันเหนียวแน่นได้บรรลุถึงตัวมันแล้ว อวิ๋นเซ่อต้องล้มตัวกลับหลังทำท่าสะพานโค้งหลบรอดได้อย่างฉิวเฉียดและนี่ก็เกือบทำให้มันตกลงยังหุบเหวเบื้องล่างอย่างเฉียดฉิวเช่นเดียวกัน พอคนดีดตัวกลับมาก็ตวัดฟาดกระบองเหล็กในมือส่งพลังธรรมชาติที่ดึงรั้งเมื่อครู่โจมตีคืนกลับไปตูม! แมงมุมั์ทั้งสามตัวถูกคลื่นพลังธรรมชาติซัดกระแทกจนขาคู่หน้าหักร่างของพวกมันร่วงหล่นลงสู่หุบเหวเบื้องล่างทันที
คล้ายรับรู้หายนะ แมงมุมั์ตัวที่เหลือต่างไม่มีตัวไหนพ่นใยออกมาแม้เพียงเส้นพวกมันเลือกที่จะจู่โจมเข้าใส่อวิ๋นเซ่อด้วยขาคู่หน้าที่แหลมคมเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้อวิ๋นเซ่อต้องรับมืออย่างพัลวันคนิ่เหม่ที่จะถูกขาแมงมุมั์แทงทะลุร่างก็หลายครั้ง เกือบตกลงสู่หุบเหวเบื้องล่างก็หลายหน
อวิ๋นเซ่อถูกจำกัดโดยสถานที่อันคับแคบตอนนี้คนจึงดูทุลักทุเล ทั้งาแตัดเฉือน และรอยฟกซ้ำก็เพิ่มบนร่างอีกหลายแห่ง ท่อนเหล็กครึ่งวาถูกหมุนควงไปมาปานจักรผันพร้อมกันนั้นหกฝ่ามือเงามายาที่อวิ๋นจางลี่ถ่ายทอดให้ก็ได้ถูกร่ายรำผสานส่งเสริมกับการโจมตีด้วยท่อนเหล็กอย่างดุดันและลงตัวช่วยให้อวิ๋นเซ่อสังหารแมงมุมั์ไปได้อีกสอง
ครืน ผนังผาบริเวณที่มีการต่อสู้ยิ่งเนิ่นนานหินที่เรียงรายกันก็เริ่มร่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อถูกขาอันแหลมคมของแมงมุมั์หินที่เรียงรายทับซ้อนเป็ผนังผาที่ยื่นออกมายิ่งพังทลายหายไปทั้งแถบ!
“เ้าแมงมุมน่าตาย”อวิ๋นเซ่อวาดมือซ้ายไปมาอย่างพลิ้วแ่ แฝงไปด้วยท่วงท่าที่ล่อหลอก ทั้งยังดุดันแกร่งกร้าวไปในตัวก่อนฝ่ามือนี้จะฟาดถูกหัวของแมงมุมั์ตนหนึ่งจนแหลกเละ พลั๊วะ!
มิทันที่คนจะได้ดีใจ ที่แผ่นหลังพลันรู้สึกเย็นเยือกขึ้นทันควันสัญชาตญาณได้กระตุ้นเตือนให้มันต้องหลบ ตูม! ขาคู่หน้าของแมงมุมั์แทงเฉียดแผ่นหลังมันไปนิดเดียวแต่ทว่าพื้นผนังผาบริเวณดังกล่าวกลับพังทลายหายไปสิ้น!
อวิ๋นเซ่อหน้าถอดสี ทั้งร่างคล้ายเบาหวิวฝ่าเท้าทั้งสองข้างของมันมีเพียงธาตุอากาศที่ให้เหยียบยืน
ฟุบ! เมื่อเป็เช่นนั้นร่างของชายหนุ่มจึงร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว
“เหว๋อ….” อวิ๋นเซ่อร้องเสียงหลงคนรีบปักท่อนเหล็กเข้าใส่ผนังผาอย่างทันท่วงที ทว่าผนังผาบริเวณดังกล่าวมีแต่ความเรียบลื่นไม่มีร่องแตกหรือก้อนหินโผล่พ้นออกมาแม้แต่น้อย เช่นนั้นจึงไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งสภาวะการร่วงหล่นของอวิ๋นเซ่อได้!
“ไม่…. ข้าจะมาตายง่ายๆเช่นนี้ไม่ได้”
อวิ๋นเซ่อกัดฟันกรอด สมองก็คิดหาหนทางรอดแต่ตอนนี้ร่างของมันร่วงหล่นลงมาจนเบื้องล่างเริ่มปรากฏผืนดินและก้อนหินแหลมคมที่ขึ้นเบียดเสียดให้เห็นรำไรแล้วเมื่อฟ้าไม่เป็ใจ มิดลบันดาลให้เบื้องล่างเป็ผืนน้ำ เช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงจำเป็ต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดด้วยตนเองมันฝืนดึงรั้งพลังธรรมชาติจากบริเวณโดยรอบ แต่ที่แห่งนี้ก็หาได้มีพลังธรรมชาติที่มากพอจะช่วยชีวิตมันได้ความสิ้นหวังจึงเริ่มกัดกร่อนจิตใจชายหนุ่มอีกครั้ง
ทว่าใน่วินาทีที่ตัดสินความเป็ตาย บริเวณผนังผาแห่งหนึ่งคล้ายมีประกายตาอันคมกล้าลึกล้ำจ้องมองมาที่มันและแล้วพลังธรรมชาติอันมหาศาลขุมหนึ่งก็ถูกปลดปล่อยออกจากบริเวณดังกล่าวนั้น ฉุดร่างของอวิ๋นเซ่อให้ค้างเติ่งกลางอากาศชั่วระยะเวลาหนึ่งอวิ๋นเซ่อมิรอช้าคนไม่สนว่าพลังธรรมชาติที่ลึกล้ำแกร่งกร้าวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในหัวของมันเพียงคิดว่าตนเองต้องรอดเช่นนั้นคนจึงใส่ปณิธานที่แน่วแน่ดึงรั้งพลังธรรมชาติสายนั้นส่งเสริมพลังให้กับตนเองก่อนที่สายตาจะจ้องมองไปยังทิศทางที่พลังธรรมชาตินั้นปรากฏ พบว่ามีเงาดำขนาดใหญ่อยู่บนผนังผาคนจึงตัดสินใจปลดปล่อยพลังธรรมชาติที่รวบรั้งเมื่อครู่ฟาดเข้าใส่ธาตุอากาศผลักดันให้ร่างกายล่วงหล่นยังเงาดำนั้นไปและโชคยังดีที่เงาดำนี้ก็คือปากถ้ำแห่งหนึ่ง
โครม
ร่างของอวิ๋นเซ่อหล่นลงยังปากถ้ำกลางผนังผาพอดีแม้รอดจากการตกมาตาย แต่ชายหนุ่มกลับมิได้ลิงโลดยินดี คนรีบดีดร่างลุกขึ้นยืนพร้อมยกท่อนเหล็กครึ่งวาขวางไว้บริเวณหน้าอกสายตาจ้องฝ่าความมืดเข้าไปภายในถ้ำ ก่อนที่ภายในถ้ำจะมีเสียงที่ก้องกังวานแลลึกล้ำดังสะท้านออกมาจนแก้วหูของอวิ๋นเซ่อแทบแตกดับ
“นานเท่าไหร่แล้วที่ข้ามิได้เห็นผู้คนที่มิใช่ตนเอง….. และนานเท่าไหร่แล้วที่โลกใบนี้จะมีพลังที่แตกต่างที่มิใช่ตัวข้า”
อวิ๋นเซ่อมิเข้าใจความหมายในประโยคของบุคคลที่อยู่ในถ้ำแต่น้ำเสียงที่ถ่ายทอดออกมานั้น ทำให้รู้ว่าผู้กล่าวเป็บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง และบุคคลผู้นี้รู้จักพลังธรรมชาติเช่นเดียวกับมัน!
“ที่แท้พลังธรรมชาติขุมนั้นที่ช่วยให้เราต้านทานซางเทียนและธนูเพลิงปราณไว้ได้ก็มาจากสถานที่แห่งนี้ มาจากบุรุษลึกลับที่อยู่ที่นี่”
ขณะที่อวิ๋นเซ่อกำลังครุ่นคิด บุรุษกลางคนผู้นั้นก็กล่าวขึ้นแต่เป็คำกล่าวที่ถ่ายทอดผ่านทางกระแสจิต
“เ้าเป็ใคร!”
อวิ๋นเซ่อถึงกับสะท้านขึ้นเฮือก พลังจิตของมันผู้นั้นก็แข็งแกร่งยากต่อต้านเป็อย่างยิ่งเพียงจิตของมันแทรกแซงเข้ามาก็ถึงกับทำให้ดวงจิตตนแทบแตกดับ
อวิ๋นเซ่อฝืนทนต่อความเ็ปทางดวงจิตแล้วกล่าวตอบ
“ข้าเพียงโชคร้ายร่วงหล่นลงมา”
ถึงคราวที่บุรุษวัยกลางคนต้องหรี่ตาด้วยความแปลกใจเมื่อครู่มันปลดปล่อยพลังจิตมิออมรั้ง คิดหวังทำลายความทรงจำของบุรุษหนุ่มผู้นั้น แต่ทว่าบุรุษหนุ่มที่มีเส้นชีพจรลมปราณพิการผู้นี้กลับมีดวงจิตที่เข้มแข็งยิ่งทั้งประการสำคัญมันยังสามารถใช้วิชานอกรีตนั้นได้
“เ้าเป็ศิษย์ของใคร วิชานอกรีตนี้เ้าฝึกมาจากไหน?”
“ข้าเป็เพียงคนรับใช้ของคนตระกูลอวิ๋นมิเคยรู้จักวิชานอกรีตอันใด”
“โกหก!”
“ข้ามิได้โกหก”
เสียงของบุรุษกลางคนเงียบลง มันเป็ยอดคนระดับใดแล้วมีหรือจะััมิได้ว่าเื่ใดคือวาจาจริงเื่ใดคือวาจาเท็จเช่นนั้นทุกคำพูดทุกน้ำเสียงที่บุรุษหนุ่มผู้นี้ถ่ายทอดออกมามันจึงรับรู้ได้ทันทีว่าไม่มีคำเท็จแฝงมาเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นเ้ารู้จักวิชานอกรีตได้อย่างไร”
“วิชานอกรีต?”
“ก็สิ่งที่เ้าดึงดูดจากข้าไปเมื่อครู่และก่อนหน้านั้นก็คงจะเป็เ้า!”
อวิ๋นเซ่อรับรู้ได้ทันทีว่าวิชานอกรีตที่บุรุษวัยกลางคนหมายถึงย่อมเป็พลังธรรมชาติที่มันรู้จักจากความทรงจำอีกโลกที่คล้ายกับความฝันตื่นหนึ่งเช่นนั้นมันจึงกล่าวตอบว่า
“หากข้าบอกว่ารู้เพราะความบังเอิญท่านจะเชื่อหรือไม่”
บุรุษกลางคนอยู่ในอาการนิ่งเงียบ คนจ้องมองท่อนเหล็กในมือของอวิ๋นเซ่อก่อนแหงนหน้าขึ้นสู่ผนังถ้ำ้า แม้ั์ตาของมันจะจ้องอยู่ที่ผนังถ้ำ แต่แท้จริงสิ่งที่มันมองกลับเป็ท้องนภาที่มืดมิดภายนอกแห่งนั้นเนิ่นนานคนจึงกล่าววาจาแ่เบาออกมา
“์ หรือท่านตอบรับปณิธานของข้าแล้ว”
ถ้ำแห่งนี้มืดมิดยิ่ง อวิ๋นเซ่อจึงได้ยินเพียงเสียงของบุรุษวัยกลางคนแต่ไม่เห็นรูปร่างหรือตัวตนของมัน
“เ้าเข้ามา” บุรุษวัยกลางคนพลันเอ่ยขึ้นแต่แทนที่อวิ๋นเซ่อจะเข้าไป ขาของมันกลับถอยหลังออกมาแทน บุรุษวัยกลางคนกล่าวเสียงแข็ง“ข้าบอกให้มา!” พร้อมกับพลังธรรมชาติอันแกร่งกร้าวฉุดดึงร่างของอวิ๋นเซ่อเข้าไปอย่างรวดเร็วอวิ๋นเซ่อมิอาจจะขัดขืนใดได้ ร่างของมันตอนนี้มิต่างจากขนนกที่เบาหวิวถูกสายลมอันปั่นป่วนดึงดูดเข้าไปแม้แต่น้อย
อวิ๋นเซ่อถูกฉุดดึงเข้าหาร่างของบุรุษกลางคนจนมีระยะห่างไม่กี่คืบจึงทำให้มันมองเห็นรูปร่างหน้าตาของบุรุษกลางคนได้อย่างชัดตา บุรุษผู้นี้ดูไปอายุราวสามสิบเศษแต่ผมเผ้าหนวดเคราของมันกลับขาวโพลนทุกเส้น และถึงแม้ใบหน้าของมันจะคมคายมีสง่า ทว่าร่างกายของมันกลับพิการแขนขาด้วนไปอย่างละข้างดูอนาถน่าสังเวชอยู่มิน้อย
บุรุษวัยกลางคนผู้นี้อยู่ในท่านั่งสมาธิลำตัวเหยียดตรงพอมันได้พินิจมองอวิ๋นเซ่ออย่างถ้วนทั่ว คนก็ได้พึมพรำขึ้นอีกครั้ง “เหมือนยิ่ง…. เหมือนข้ายิ่ง”
อวิ๋นเซ่อกล่าวเสียงแข็ง “ท่านจะทำอะไรข้า”
บุรุษวัยกลางคนยกยิ้มเย็นเยือก “ข้ามีข้อเสนอให้เ้า”
“ข้อเสนอ?”
“หากเ้าสานต่อปณิธานของข้า ข้าจะมอบชีวิตใหม่ให้แก่เ้า”
“ปณิธาน…. ชีวิตใหม่….ท่านหมายถึงสิ่งใด?”
“สังหารเทพอัคคีให้แก่ข้า!”
อวิ๋นเซ่อเบิกตากว้าง แม้มันจะไม่รู้จักองค์เทพอัคคีแต่เพียงศิษยานุศิษย์ขององค์เทพที่อยู่ทั่วปฐีชายหนุ่มก็ไม่มีปัญญาจะไปตอแยแล้ว จิตปณิธานนี้ออกจะยิ่งใหญ่เกินตัวไปแล้วและประการสำคัญบุรุษกลางคนนี้มีความแค้นลึกล้ำฝังใจอะไรกับองค์เทพอัคคี มันถึงมีแววตาและจิตที่มุ่งมาตรถึงเพียงนั้น
“ข้าอยากช่วยท่าน แต่ลำพังข้าในตอนนี้แม้แต่ยอดยุทธ์ชั้นต่ำข้ายังไม่มีปัญญาจะจัดการได้ แล้วองค์เทพอัคคีนับเป็ตัวตนเช่นไรข้ายังจะตอแยมันได้อีกหรือ”
ได้ยินคำว่าข้าอยากช่วยท่านออกจากปากของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าและเป็น้ำเสียงที่มิได้เกิดจากการคิดรักษาชีวิตหรือคิดกล่าวสอพลอประการใด ส่งให้ั์ตาของบุรุษวัยกลางคนปรากฏแววความพึงพอใจอย่างยิ่งยวดมันรู้สึกถูกชะตากับบุรุษหนุ่มผู้นี้ั้แ่ที่ร่างของชายหนุ่มร่วงหล่นมาแล้ว เช่นนั้นมันจึงออกหน้าส่งพลังไปช่วยแต่พอเห็นว่าชายหนุ่มมีเส้นชีพจรลมปราณตีบตันมันเลยเกิดความผิดหวังขึ้นวูบ จึงคิดที่จะทำลายดวงจิตความทรงจำของชายหนุ่มผู้นี้ไปทว่าพอได้เห็นดวงจิตที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ยิ่งพอได้พูดคุยและรับทราบถึงจิตใจส่วนลึกของบุรุษหนุ่มกอปรกับท่อนเหล็กที่ดูไม่สะดุดตาอะไรนั่นยินยอมให้บุรุษหนุ่มใช้งานโดยไม่ปรากฏแววขัดขืนดั่งที่ควรจะเป็มันจึงบังเกิดความมั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าฟ้าได้สนองต่อจิตปณิธานมันแล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
เมื่อเห็นบุรุษวัยกลางคนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอวิ๋นเซ่อก็ปรากฏความตื่นตัว คนคิดจะถอยกรูดกลับหลัง แต่ท่อนเหล็กครึ่งวาในมือของมันกลับสั่นสะท้านพร้อมส่งเสียงอึงอนปานว่ามันกำลังดีใจถึงขีดสุด ดีใจที่ได้กลับมาพบกับเ้าของที่แท้จริงอีกครั้ง
คล้ายท่อนเหล็กดึงรั้งร่างของอวิ๋นเซ่อไว้คนจึงมิอาจถอยกลับหลังได้ เช่นนั้นมันจึงคลายมือที่กุมจับท่อนเหล็กร่างจึงถลาถอยกลับหลังส่วนท่อนเหล็กพลันลอยละลิ่วเข้าสู่มือของบุรุษวัยกลางคนไป เพียงท่อนเหล็กััลงยังมือของมันแสงสีทองก็ปรากฏขึ้นเป็เส้นสายแตกแขนงรอบท่อนเหล็ก ทำให้สนิมและฝุ่นดินที่เกรอะกรังร่วงกราวลงมาจนหมดสิ้นกลับกลายเป็กระบองเหล็กสีดำเรียบลื่น มีลวดลายโบราณขีดสลักบนส่วนปลายทั้งสองด้าน
พอกระบองเหล็กเข้าสู่ฝ่ามือ บุรุษวัยกลางคนก็เคลื่อนไหวร่างที่พิการทันทีมันแทงกระบองเหล็กพุ่งเข้าใส่หน้าผากของอวิ๋นเซ่อ ความรวดเร็วนี้แม้แต่อวิ๋นเซ่อที่มีปฏิกิริยาว่องไวยังมิอาจหลบรอดจากร่างที่พิการนี้ได้
ตึก! ส่วนปลายของกระบองเหล็กััค้างอยู่ที่กลางหน้าผากของอวิ๋นเซ่อ ชายหนุ่มคิดสะบัดหลุดแต่ปลายกระบองนี้กลับดูดติดหน้าผากมันราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายก็ปาน
“ท่านคิดทำอะไร….. อ๊าก!”
ส่วนปลายของกระบองเหล็กปรากฏเพลิงปราณสีทองบริสุทธิ์สว่างวาบเพลิงปราณนี้มิได้แผดเผาร่างกายของอวิ๋นเซ่อ แต่มันกำลังแผดเผาเส้นชีพจรลมปราณที่ตีบตันของชายหนุ่ม!
“อ๊ากกก…” อวิ๋นเซ่อเ็ปทรมานจนแทบขาดใจแต่คนยังฝืนรักษาสติคิดรวบรวมพลังธรรมชาติทั้งหมดที่มีเพื่อหวังต่อต้าน ทว่ามันเมื่อเทียบกับบุรุษวัยกลางคนแล้วก็เป็ดั่งมดปลวกมิอาจเทียบเปรียบกับพญาัได้เช่นนั้นจึงได้แต่ทนรับต่อความเ็ปและมองดูเส้นชีพจรลมปราณตนสูญสลายไป
ตึง เข่าทั้งสองข้างของอวิ๋นเซ่อกระแทกลงยังพื้นความเ็ปจากการถูกทำลายเส้นชีพจรลมปราณแล่นแปลบไปทั่วสรรพางค์กาย แต่อวิ๋นเซ่อแม้เ็ปสาหัสคนยังกัดฟันรักษาสติของตนไว้ได้สร้างความแปลกใจและพึงพอใจแก่บุรุษวัยกลางคนเป็อย่างยิ่ง บุรุษที่มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวทั้งยังมีปณิธานที่แน่วแน่เช่นนี้เหมาะสมกับการที่มันยอมสละพลังการฝึกปรือของตนแล้ว!
“อ๊ากก…” อวิ๋นเซ่อร้องโอดโอยด้วยความเ็ปอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับเป็ความเ็ปเนื่องเพราะภายในกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ร่างกายของมันกำลังสร้างเส้นชีพจรลมปราณขึ้นมาใหม่โดยมีบุรุษวัยกลางคนคอยชักนำลมปราณของตนหล่อหลอมเส้นชีพจรลมปราณให้แก่ชายหนุ่ม
เคยมีคำกล่าวไว้ว่าผู้ที่จะมีพลังปราณหรือฝึกเพลิงปราณได้นอกจากมันจะมีพร์ฟ้าประทานแล้ว มันยังอาจสามารถได้รับวาสนาจากยอดยุทธ์ที่มีระดับเพลิงปราณสีทองบริสุทธิ์ขึ้นไปสร้างขึ้นมาให้ใหม่ว่ากันว่าพร์ที่ฟ้าประทานหมื่นคนจะพบเพียงหนึ่ง แต่สำหรับการที่จะให้ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีทองบริสุทธิ์ยินยอมสร้างเส้นชีพจรลมปราณให้นับว่าพบได้ยากยิ่งกว่ายากกว่า์ประทานให้มิรู้กี่แสนกี่ล้านเท่านั่นเพราะหากยอดยุทธ์เพลิงปราณสีทองผู้ใดกระทำ มันผู้นั้นก็จะสูญเสียพลังฝึกปรือไปจนหมดสิ้น!
อวิ๋นเซ่อแม้มิรู้ว่าการฝึกเพลิงปราณเป็เช่นไรแต่มันก็พอจะรู้เื่ราวเหล่านี้อยู่บ้าง ดังนั้นพอรู้ว่าบุรุษกลางคนถึงกับยินยอมสละพลังฝึกปรือทั้งหมดเพื่อตนมันก็อดรู้สึกแปลกใจและซาบซึ้งใจขึ้นมามิได้
“นี่ท่าน…..”
ไม่เพียงแต่เส้นชีพจรลมปราณเท่านั้นที่บุรุษกลางคนสละให้แต่ปณิธานอันแรงกล้าของมันยังถูกถ่ายทอดฝังลึกเข้าสู่ห้วงสมองของอวิ๋นเซ่อด้วย อีกทั้งสุดยอดเคล็ดวิชาที่มันเคยใช้โลดแล่นไปทั่วปฐีแห่งนี้ก็ถูกประทับลงในห้วงแห่งความทรงจำของชายหนุ่มจนหมดสิ้น
ั้แ่เริ่มจนจบสิ้น บุรุษวัยกลางคนใช้เวลาไปเพียงชั่วค่อนวันเท่านั้นแต่อวิ๋นเซ่อหลังจากได้รับเส้นชีพจรลมปราณใหม่ รวมทั้งความทรงจำในด้านเคล็ดวิชาและปณิธานของบุรุษวัยกลางคนมันก็สลบเหมือดไปสองวันเต็ม เมื่อคนฟื้นตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างของตนบัดนี้ได้นอนอยู่พื้นดินใต้หุบเขาแห่งนี้แล้วอวิ๋นเซ่อดีดตัวลุกขึ้นด้วยแววความสงสัย คนหันซ้ายแลขวาเพื่อมองหาบุรุษวัยกลางคนที่พิการแขนขาอย่างละข้างแต่นอกจากโขดหินและป่าใหญ่แล้วคนก็ไม่พบเจอสิ่งใดอีก
แม้สายตาจะมองไม่เห็นร่างอันพิการนั่นอีกแต่อวิ๋นเซ่อกลับรู้สึกว่าบุรุษกลางคนผู้นั้นอยู่ไม่ไกลจากตน หรือจะพูดให้ถูกคือมันอยู่ในหัวสมองของตนในตอนนี้เป็ส่วนหนึ่งของจิตปณิธานอันแรงกล้าไปแล้ว
อวิ๋นเซ่อจ้องมองภายในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็พลังธรรมชาติหรือการฝึกเพลิงปราณมันก็สามารถฝึกปรือได้อย่างหมดสิ้น เพราะมันมีเส้นชีพจรลมปราณที่เป็ปกติแล้ว
เคร้ง กระบองเหล็กครึ่งวา สิ่งที่เป็ทั้งอาวุธให้มันต่อสู้กับแมงมุมั์ทั้งยังเป็สิ่งที่ทำให้มันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ร่วงหล่นจากสายคาดเอวด้านหลัง อวิ๋นเซ่อคว้ากระบองท่อนนี้ขึ้นมาพินิจมองอยู่เนิ่นนานได้คิดถึงพระคุณของบุรุษวัยกลางคนผู้นั้น คนจึงแหงนหน้าขึ้นไปมองหน้าผาที่สูงชันสุดลูกหูลูกตาอีกครั้งชายหนุ่มมิรู้ว่าตำแหน่งถ้ำที่บุรุษพิการผู้นั้นอยู่แห่งหนใด มิรู้ว่ามันจะมีโอกาสได้พบพานผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตอีกครั้งหรือไม่แต่ตอนนี้มันทำได้เพียงคุกเข่าโขกศีรษะเพื่อเป็การขอบพระคุณบุรุษพิการวัยกลางคนผู้นั้นแล้วจึงมุ่งหน้าจากไปพร้อมกับปณิธานที่ครุกรุ่นและอัดแน่นภายในห้วงแห่งความทรงจำ
ความหวังที่จะเป็มือปราบ ความหวังที่จะแก้แค้นล้วนปรากฏแสงสว่างให้มันไขว่คว้าแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของมันเอง…..
ตอนนี้ทิศทางที่อวิ๋นเซ่อมุ่งไปมิใช่ตระกูลอวิ๋นสายหลักเขตเหนือบูรพา แต่มันกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เขตปฐมพสุธา เพื่อเตรียมไปสอบคัดเลือกเป็มือปราบ!