บทที่ 31 นางจาง
“ข้ารู้แล้ว” อวิ๋นซิ่วชิงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเฒ่าอวิ๋นไม่นึกสงสัย
แล้วหญิงสาวก็กลัวว่าท่านพ่อจะถามอะไรต่อไป ดังนั้นนางจึงปิดปากและหาว “ท่านพ่อ วันนี้ข้าทั้งเดินทั้งวิ่งบนเขาทั้งวัน ข้ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ข้ากลับห้องไปนอนก่อนนะ”
เมื่อเห็นความอ่อนล้าบนใบหน้าของลูกสาว เฒ่าอวิ๋นก็พยักหน้า “เอาเถอะ เจ้าไปนอนได้แล้ว”
อวิ๋นซิ่วชิงรีบคว้างูที่ยังไม่ได้สติบนพื้นแล้วรีบออกจากห้องของเฒ่าอวิ๋น นางเดินไปที่มุมหนึ่งและหยุดหันไปมองที่ห้องของพ่อตัวเอง
นางนึกโล่งใจที่เฒ่าอวิ๋นกลับห้องไปแล้ว
อวิ๋นซิ่วชิงกุมขมับตัวเองด้วยความรำคาญ ทำไมนางถึงต้องกลัวงูกัน?
โชคดีที่นางยกปู้เว่ยชางมาเป็นข้อแก้ตัวในวันนี้ ไม่อย่างนั้นความจริงที่นางเป็นคนจากต่างยุคทะลุมิติมาอาศัยร่างนี้ได้ถูกเปิดโปงแน่ และเมื่อถูกเปิดโปงก็อาจถูกเผาตายทั้งเป็นเพราะถูกมองเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกประหลาด
อวิ๋นซิ่วชิงนึกกลัวเมื่อคิดถึงเรื่องที่อาจเกิดขึ้น
อวิ๋นซิ่วชิงคว้างูไว้ในมือและรีบไปที่โกดังหลังบ้าน มันไม่มีแม้แต่กลอนล็อกประตู อวิ๋นซิ่วชิงจึงผลักมันเพื่อเปิดได้
ทันทีที่ประตูโกดังถูกเปิดออก ฝุ่นจำนวนมากก็ร่วงลงมา นางปิดจมูกพลางใช้มืออีกข้างโบกฝุ่นบางส่วนให้พ้น ๆ ไป
หลังจากฝุ่นตกลงมาหมดแล้ว อวิ๋นซิ่วชิงก็จุดไฟที่เชิงเทียนบนผนังโกดัง
ม้านั่งและโต๊ะในโกดังยังมีฝุ่นอยู่บ้าง อวิ๋นซิ่วชิงค้นหากรงที่พ่อตัวเองบอกไว้อยู่พักหนึ่งก่อนจะพบมันอยู่ที่มุมห้อง
หลังจากที่หญิงสาวโยนงูเข้าไปในกรง นางก็อุ้มกรงกลับไปที่ห้องของนางเอง
หลังกลับมาที่ห้อง อวิ๋นซิ่วชิงก็วางกรงที่มีงูนอนอยู่ไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็นั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงอย่างสบาย ๆ พร้อมตั้งจิตพาตัวเองไปยังพื้นที่มิติส่วนตัว
อวิ๋นซิ่วชิงเข้ามาถึงพื้นที่มิติส่วนตัวแล้ว นางก็มาที่น้ำพุจิตวิญญาณ ก่อนจะวักน้ำออกมาจิบจนรู้สึกได้ว่าน้ำพุแห่งจิตวิญญาณได้ไหลผ่านลงคอไปจนถึงท้องของตัวเอง
อวิ๋นซิ่วชิงถอนหายใจอย่างสบาย ๆ และหลังจากจิบอีกสองสามครั้งนางก็ควักน้ำพุจิตวิญญาณมาล้างหน้า
อวิ๋นซิ่วชิงสัมผัสใบหน้าที่นุ่มนวลของตัวเองและถอนหายใจ พื้นที่มิติส่วนตัวนี่มันดีจริง ๆ!
อวิ๋นซิ่วชิงมองไปที่น้ำพุแห่งจิตวิญญาณที่ใสสะอาด หากนางสามารถเข้าไปอาบได้จริง ๆ ก็คงจะดี นางน่าจะลดน้ำหนักได้ทันที
ทว่าในความเป็นจริงนั้น หญิงสาวทำได้แต่เพียงดื่มมันได้เพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยเร่งการลดน้ำหนักให้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น...
หลังจากที่อวิ๋นซิ่วชิงเหล่มองน้ำพุแห่งจิตวิญญาณอย่างสบายอารมณ์ นางก็ไปที่เรือนพยาบาลเพื่อเรียนรู้ความรู้ทางการแพทย์เพิ่ม
หลังจากเวลาผ่านไปสองชั่วโมง หญิงสาวก็ออกมาจากพื้นที่มิติส่วนตัว นางก็ทรุดตัวลงบนเตียงแล้วผล็อยหลับไป
วันรุ่งขึ้น อวิ๋นซิ่วชิงตื่นขึ้นมาด้วยเสียงดังลั่น
หญิงสาวลืมตาพลางถูใบหน้าตัวเองเบา ๆ และเมื่อนางได้ยินเสียงดังข้างนอก นางจึงขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเดินออกไป
เป็นเสียงที่ดังมาจากห้องโถง อวิ๋นซิ่วชิงจึงเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว นางกำลังเห็นนางอวิ๋น เฉียวหุย และนางจางกำลังตะโกนเสียงดังใส่เฒ่าอวิ๋นในห้องโถง
“เฒ่าอวิ๋น! เจ้ามันไม่มีความเป็นคนจริง ๆ! ถ้าข้าไม่แวะมาหาลูกสาวข้าในวันนี้ ข้าคงไม่รู้ว่าลูกสาวข้าต้องมีสภาพแบบนี้!! เจ้ารังแกลูกสาวของข้า ข้าจะเอาลูกข้าคืนไปเดี๋ยวนี้!”
นางจางยังคงด่าทอเฒ่าอวิ๋น
เฒ่าอวิ๋นได้แต่หน้าซีดไม่โต้ตอบอะไร
อวิ๋นซิ่วชิงเริ่มฟื้นความทรงจำจากเจ้าของร่างคนก่อน นางจางเป็นหญิงหม้ายมาจากตระกูลจาง ซึ่งเป็นแม่ของเฉียวหุย และดูเหมือนจะช่วยให้เฉียวหุยจับอวิ๋นหมิงเซียวได้อยู่หมัด จนลูกสาวของนางได้กลายเป็นสะใภ้ตระกูลอวิ๋นนั่นเอง
“เอาล่ะ ถ้าเจ้าว่ามาเช่นนี้ เจ้าก็เอานางกลับบ้านของเจ้าได้เลย!” อวิ๋นซิ่วชิงเดินตรงเข้าไปในห้องโถงและนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสงบต่อหน้านางจาง
นางจางรู้สึกโกรธขึ้งขึ้นมาทันทีที่เห็นอวิ๋นซิ่วชิง วันนี้นางรีบมาที่นี่แต่เช้าเพราะได้ยินว่าตระกูลอวิ๋นนั้นหมดตัวแล้ว
เดิมทีนางจางต้องการจะคุยกับลูกสาวตัวเองเพื่อหาทางออกจากการเป็นสะใภ้ตระกูลอวิ๋น และเห็นว่าจะหาทางไปแต่งงานกับตระกูลอื่นที่ร่ำรวยกว่าก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเฉียวหุย เพราะลูกสาวนางคนนี้ก็เป็นหญิงงาม
แต่ทว่าทันทีที่มาถึงแล้วเห็นสภาพลูกสาวตัวเองที่ดูไม่ได้ แถมทั้งตัวยังมีกลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระโชยมาเช่นนี้ มันก็ทำให้แม้แต่ตัวนางที่เป็นแม่แท้ ๆ ยังไม่อยากเข้าใกล้เลย นับประสาอะไรกับตระกูลร่ำรวยตระกูลอื่นกันเล่า?