“นางไปที่ที่แสนไกล” หลิวมู่เฉินสบตากับมู่เชียนจิ่ว “อาจารย์ยังคงเฝ้ารอให้นางกลับมา”
มือที่ถือชามและตะเกียบของมู่เชียนจิ่วแข็งค้าง ดวงตาหลุบลง “อาจารย์คิดถึงศิษย์พี่มากหรือเ้าคะ?”
“อืม” หลิวมู่เฉินพยักหน้ารับ “อาจารย์คิดถึงนางมาก”
“อาจารย์เ้าคะ บางทีศิษย์พี่อาจจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ก็ได้นะเ้าคะ!” มู่เชียนจิ่วไม่กล้าถามถึงเื่นี้อีก นางรีบคีบผัก “อาจารย์ ท่านชิมอันนี้ดูสิเ้าคะ”
หลิวมู่เฉินคลี่ยิ้ม “อืม”
มู่เชียนจิ่วไม่ได้กินข้าวมากนัก เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการนั่งมองหน้าหลิวมู่เฉิน
…ผ่านมาหลายร้อยปี ใบหน้าของอาจารย์ก็ยังคงมองได้ไม่รู้เบื่อเช่นเดิม
ขณะที่หญิงสาวกำลังเคลิบเคลิ้ม หลิวมู่เฉินก็วางชามและตะเกียบลง “อาจารย์อิ่มแล้ว”
“อาจารย์เ้าคะ อาหารเหล่านี้ถูกปากท่านหรือไม่เ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วยิ้มตาหยี “หากท่านชอบ ต่อไปศิษย์จะทำให้กินทุกวันดีหรือไม่เ้าคะ?”
หลิวมู่เฉินสบตากับมู่เชียนจิ่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบนาง “ดี”
“เยี่ยม!” มู่เชียนจิ่วโห่ร้องด้วยความดีใจ
ต่อไปนางจะขุนอาจารย์ให้อ้วนไปเลย …จากนั้นก็จะทำให้ความหวังที่ไม่เป็จริงในตอนนั้นของนาง เป็จริงเสียที!
ในตอนนั้นเอง นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งก็ลอยลงมาจากฟ้า ลงมาตรงหน้าของหลิวมู่เฉิน
“เชียนจิ่ว” หลิวมู่เฉินเรียกศิษย์ของตน “อาจารย์ต้องไปที่ชั้นในของสำนัก เ้าสามารถเดินสำรวจภายในสำนักได้ตามสบาย รออาจารย์กลับมาแล้วจะถ่ายทอดการบำเพ็ญเพียรจิติญญาให้เ้า”
“ชั้นใน?” มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ “เ้าค่ะ ข้าดูแลตัวเองได้เ้าค่ะ”
หลิวมู่เฉินมองหน้ามู่เชียนจิ่วเล็กน้อย “ดี อาจารย์ไปไม่นานก็กลับแล้วละ”
หลังจากมองอาจารย์จากไปจนลับตาแล้ว มู่เชียนจิ่วก็ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ
นางใช้ชีวิตอยู่ที่โลกสีน้ำเงินมายี่สิบกว่าปี คิดไม่ถึงว่าดินแดนเสวียนอู่กลับผ่านไปสามร้อยปีแล้ว จนถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะกลับมาที่นี่แล้วจริง ๆ!
“นายหญิง!” ลูกไฟน้อยวิ่งดุกดิกออกมาจากกระท่อม ขาสั้น ๆ ทั้งสี่ข้างลุกเป็ไฟ ทิ้งรอยไหม้สีดำไว้ตามทาง
มู่เชียนจิ่วเก็บจานชามอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลูบศีรษะของลูกไฟน้อย “ข้าจะออกไปสำรวจรอบ ๆ หากมีเ้าตามไปด้วยคงไม่สะดวก อยู่เฝ้าที่นี่เถอะ”
ลูกไฟน้อยทำท่าทางหงอยก๋อยทันที สามร้อยปีมานี้มันไม่เคยก้าวเท้าออกจากยอดเขาอวิ๋นเฟิงเลยแม้แต่ครึ่งก้าว และเฝ้ารอจนนายหญิงกลับมา แล้วเหตุใดมันยังต้องเฝ้าที่นี่อีก?
มู่เชียนจิ่วเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ ๆ ก็หันกลับมามองลูกไฟน้อยที่ยังมองนางอยู่ด้วยสายตาเว้าวอน “เ้าอยากไปกับข้าหรือ?”
ดวงตากลมโตของลูกไฟน้อยเป็ประกายทันที รีบพยักหน้ารับหงึก ๆ
“ขอโทษด้วยนะ แต่ครั้งนี้คงไม่ได้จริง ๆ” มู่เชียนจิ่วไม่กล้าพาลูกไฟน้อยไปด้วย
“เฮ้อ” ลูกไฟน้อยก้มหน้าลง รู้สึกหดหู่อ้างว้างขึ้นมาทันที
ความจริงแล้วมู่เชียนจิ่วก็อยากพาลูกไฟน้อยออกไปเดินเล่นภายนอกด้วย แต่หากถูกอาจารย์พบเข้า นางก็คงยากจะแก้ตัว “เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน หากมีโอกาสออกไปนอกสำนัก ข้าจะพาเ้าไปด้วยดีหรือไม่?”
“จริงหรือขอรับ?” เมื่อได้ยินว่าจะได้ออกไปดูโลกภายนอก อสูรน้อยก็กระดิกหางด้วยความดีใจ ดวงตาเป็ประกายวิบวับ
“อืม ข้าไม่หลอกเ้าแน่นอน!” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มด้วยความจริงใจ หลังจากเกลี้ยกล่อมให้ลูกไฟน้อยอยู่เฝ้าที่นี่แล้ว นางก็รีบออกมาจากยอดเขาอวิ๋นเฟิงทันที
ตลอดทาง มู่เชียนจิ่วเดิน ๆ หยุด ๆ มองไปยังอาคารที่นางคุ้นเคย จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ พรูลมออกมา …อากาศที่ดินแดนเสวียนอู่บริสุทธิ์กว่าชัด ๆ เลย!
ไม่เหมือนเมืองในโลกสีน้ำเงิน อากาศแปดเปื้อนไปด้วยมลพิษ อยู่อาศัยนาน ๆ ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก และการที่นางสามารถกลับมาที่นี่ได้อีกครั้ง นางสัญญากับตัวเองว่า จะหวงแหนสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ไว้ให้ดีที่สุด!
จะประมาทไม่ได้อีกเด็ดขาด ต่อไปข้าจะระวังยิ่งกว่าระวัง!
สาเหตุที่นางดับสูญในชาติก่อนก็เพราะความอวดดีของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้อีกฝ่ายไม่ได้ กลับดื้อรั้นจะสู้ต่อ ตอนนี้พอลองคิดดูแล้ว นางช่างโง่เขลาเสียจริง!
ดังนั้นหลังจากมีประสบการณ์แล้ว ชาตินี้นาง มู่เชียนจิ่วจะต้องมีชีวิตอยู่ให้ยืนยาวที่สุด ตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย!
สู้ไม่ได้ก็หลบ หลบไม่ได้ก็หนี หนีไม่ได้ก็หาคนช่วย ขอเพียงมีชีวิตรอดต่อไป หน้าตา เกียรติยศอะไรไม่ต้องสนใจทั้งนั้น
“พี่ซู ใช่ท่านหรือไม่ขอรับ?”
“หืม?” มู่เชียนจิ่วหันไปตามเสียงเรียก หวงฟู่จ้าวเอี้ยนสวมชุดของศิษย์สายใน กำลังวิ่งมาหานาง
เมื่อหวงฟู่จ้าวเอี้ยนวิ่งเข้ามาใกล้ ก็พบว่าเป็มู่เชียนจิ่วจริง ๆ ด้วย ดวงตาเปล่งประกายยินดีออกมา “เมื่อครู่ข้าเห็นแผ่นหลังก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็ท่าน คิดไม่ถึงว่าจะใช่จริง ๆ”
“ที่แท้ก็พี่หวงฟู่นี่เอง” มู่เชียนจิ่วพิจารณาหวงฟู่จ้าวเอี้ยนเล็กน้อย พลางเดินวนรอบตัวเขาอยู่หนึ่งรอบ ก่อนจะเอ่ยชม “ชุดนี้เหมาะกับท่านดีนะ ไม่เลว!”
“จริงหรือ?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนใบหน้าแดงเรื่อ “จริงสิพี่ซู ข้ามีของสิ่งหนึ่งอยากมอบให้ท่าน!”
มู่เชียนจิ่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอานิ้วชี้มาที่ตัวเอง “ให้ข้า?”
“ใช่แล้ว!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนหยิบปิ่นปักผมอันหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ “นี่เป็สมบัติเวทป้องกัน แม้ไม่ได้ล้ำค่าอะไร แต่ข้าคิดว่าเหมาะกับท่านมาก”
“เกรงว่าคงไม่เหมาะกระมัง” มู่เชียนจิ่วถอยหลังออกมาโดยไม่รู้ตัว ทิ้งระยะห่างกับหวงฟู่จ้าวเอี้ยน นางกับคนผู้นี้ไม่ได้สนิทกันมากมาย อย่างมากก็แค่รู้จักกันเพียงผิวเผิน
อีกอย่าง สำหรับมู่เชียนจิ่วแล้ว ผู้ที่สามารถตายแทนกันได้จึงจะนับว่าเป็สหายที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่อย่างโลกนี้ การคบสหายไม่สามารถคบส่งเดชได้!
“พี่ซู ท่าน...ท่านไม่ชอบอย่างนั้นหรือ?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนนิ่งงัน เมื่อคืนเขานอนไม่หลับทั้งคืน เพราะมัวแต่กังวลว่าจะมอบปิ่นนี้ให้แม่นางซูเช่นไรดี
มู่เชียนจิ่วลูบคางตัวเอง พลางมองหวงฟู่จ้าวเอี้ยนอย่างค้นหา “ท่านกำลังเกี้ยวข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
“เกี้ยว...เกี้ยวอะไรกัน?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนใบหน้าแดงก่ำโดยพลัน
“พี่ซู ข้าเพียงรู้สึกว่าปิ่นนี้น่าจะเหมาะกับท่านมาก ไม่ได้มีเจตนาคิดเป็อื่นเลย”
มู่เชียนจิ่วกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นทางด้านหลังมีลมจากฝ่ามือปะทะเข้ามา นางพลันเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ คว้าข้อมือที่ลอบโจมตีเอาไว้ จากนั้นก็กระชากอย่างแรง ก่อนเตะเข้าที่ก้นของอีกฝ่าย จนกระเด็นไปไกล
“นั่นแม่นางมู่นี่นา?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเห็นร่างที่กระเด็นออกไปก็ตกตะลึงเล็กน้อย
มู่เทียนเซี่ยได้แต่ก่นด่าในใจ นางเพียงแค่ผ่านมาบังเอิญเห็นคนผู้นี้เข้าพอดี จึงอยากระบายความแค้นเล็กน้อย สุดท้ายนอกจากจะไม่ได้ระบายความแค้นแล้ว ยังถูกคนผู้นั้นทำร้ายอีก!
ขณะที่ร่างของมู่เทียนเซี่ยกำลังจะกระแทกกับพื้น ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น และยื่นแขนออกมารับมู่เทียนเซี่ยเอาไว้แนบอก
มู่เชียนจิ่วหรี่ตาลง …มีคนชอบยุ่งเื่ชาวบ้านโผล่เข้ามาจนได้!
“ศิษย์น้อง เ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่?” บุรุษหนุ่มดวงตาคมกล้า จมูกโด่งเข้ารูป ริมฝีปากบางเฉียบ ในสายตาของคนโลกสีน้ำเงิน ต้องบอกว่าคนผู้นี้หล่อเหลามากเป็แน่
“ขอบคุณศิษย์พี่มากเ้าค่ะ ข้า...ข้าไม่เป็อะไร” มู่เทียนเซี่ยมองบุรุษตรงหน้าอย่างนิ่งงัน ท่าทางสั่นระริกนั่น ราวกับตนเองถูกรังแกหนักหนา
“ศิษย์น้อง เ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ก่อน” บุรุษหนุ่มวางมู่เทียนเซี่ยลง จากนั้นหันไปจ้องมองมู่เชียนจิ่วด้วยสายตาไม่เป็มิตร
“เหตุใดเ้าต้องทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักเช่นนี้ด้วย?”
“เ้าตาบอดหรืออย่างไร นางเป็คนลงมือก่อน ข้าแค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง!” มู่เชียนจิ่วตะคอกกลับอย่างไม่เกรงกลัว ท่าทางวางอำนาจมากกว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นเสียอีก
บุรุษหนุ่มมีสีหน้าคล้ำทมิฬ “เ้ากล้าขึ้นเสียงกับข้าหรือ เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร!”
“ข้าไม่สนว่าเ้าเป็ใคร” มู่เชียนจิ่วสวนกลับทันควัน “นางจะทำร้ายข้าก่อน แต่เ้าไม่ทันถามที่มาที่ไปก็ตัดสินเอาเองว่าข้าทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก หรือพวกเ้าสองคนลอบคบหากัน?”
.
.
.