สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 บางคนสุขใจบางคนทุกข์ใจ

             สาเหตุน่าจะมาจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมบ่อยครั้ง ทำให้ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอทั้งยังขาดการบำรุงที่เหมาะสม ทำให้ปราณพร่องลงไป เกิดลมจากของเสียอัดเต็มช่องท้องทำให้ความร้อนชื้นสะสมภายใน ท้องจึงค่อยๆ บวมขึ้น

             “มะ... ไม่ได้ท้องหรือ” ทั้งสองคนต่างไม่อยากจะเชื่อ“น้องสาว ใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อเจ้านะแต่เจ้าช่วยตรวจให้ละเอียดอีกครั้งได้หรือไม่”

             “ไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆ” หมิงเป่าจูเข้าใจอารมณ์ของพวกเขาจึงไม่โกรธ ซ้ำยังอธิบายให้ฟังอีกรอบอย่างอดทน

             “เอาอย่างนี้ ข้ารู้จักเถ้าแก่หวังของร้านจี้ซั่นถังในเมืองสามารถแนะนำให้ได้ พวกท่านจะได้ไปตรวจโดยเสียค่าวินิจฉัยเพียงเล็กน้อย”

             นอกจากจะไม่บันดาลโทสะ ยังแนะนำวิธีการตรวจสอบทางอื่นให้ด้วย 

             “ไม่ต้องแล้วล่ะ น้องสาว พวกเราเชื่อเจ้า” แม้แต่เถ้าแก่หวังของจี้ซั่นถังหมิงเป่าจูยังพาออกมาอ้างอิงได้ ดังนั้นจะเป็นเท็จไปได้อย่างไร

             สีหน้าของสองสามีภรรยาอาบย้อมไปด้วยความผิดหวังอย่างยากจะซ่อนเร้นแท้จริงแล้วภรรยาของหลิวเถี่ยหนิวเองก็มีความรู้สึกอยู่ลึกๆว่าที่ท้องใหญ่ดูไม่เหมือนการตั้งครรภ์

             แต่เพราะแรงกดดันอย่างหนักจากแม่สามี ทั้งยังปฏิบัติต่อนางด้วยความหวังว่านางจะตั้งครรภ์

             บัดนี้ได้รู้ความจริง นอกเหนือจากความเสียใจก็ยังมีความโล่งอกไม่ต้องเผชิญหน้ากับแม่สามีอย่างอกสั่นขวัญแขวนทั้งวี่ทั้งวันอีกแล้ว

             “แล้วท้องอืดจะต้องรักษาเช่นไร ภรรยาข้าเป็นเช่นนี้มาสองสามเดือนแล้ว”หลิวเถี่ยหนิวกลับเป็นห่วงภรรยา แม้จะเสียใจหลังจากสิ่งที่ได้ยินแต่กลับไม่โมโหหรือเกิดความไม่พอใจ ตรงข้ามยังเป็นห่วงเป็นใยว่าต้องรักษาอย่างไรนี่คือสิ่งที่พบเห็นได้ยากยิ่งในยุคสมัยที่ถือบุรุษเป็นใหญ่หากไม่มีทายาทสืบสกุลก็จะโทษแต่สตรีเพียงฝ่ายเดียว

             “ข้าจะเขียนเทียบยาให้ พวกท่านไปบ้านท่านหมอหลี่ให้จัดยาตามใบสั่งใช้เงินไม่กี่เหรียญทองแดงหรอก” หมิงเป่าจูกล่าว

             ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าในบ้านไม่มีกระดาษและพู่กันหลังจากคิดอยู่สักพัก ก็หยิบกล่องใส่ยาจากในตู้ออกมา เปิดห่อออก เทสมุนไพรลงในชามจนเหลือเพียงกระดาษสีเหลืองที่ใช้ห่อสมุนไพร

             หลังจากนั้นก็เข้าไปในครัวแล้วดึงถ่านแท่งเล็กๆที่เผาจนดำแล้วออกมาจากใต้เตาไฟ เอามาใช้แทนพู่กันแล้วเขียนชื่อสมุนไพรพร้อมปริมาณลงไปบนกระดาษสีเหลือง

             ฉลาดใช้ได้ หลี่ไหวฺอวี้คิดเช่นนี้

             “ท่านอาจต้องเอาใจใส่กับอาหารการกินประจำวันมากขึ้นอย่ากินเยอะหรือกินจนอิ่มเกินไป ควรลดอาหารรสเผ็ดของเย็นหรืออาหารที่ทำมาจากถั่วเหลือง” หมิงเป่าจูเขียนไปก็กำชับไปพลาง

             สองสามีภรรยาต่างพยักหน้ากล่าวขอบคุณ แล้วเก็บกระดาษสีเหลืองไว้ก่อนหันมาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจความหมายของฝ่ายตรงข้ามจึงหันมามองหมิงเป่าจูอีกครา

             “แม่หนูเป่าจู เจ้าพอจะมี... พอจะมีเทียบยาที่ช่วยเรื่องตั้งครรภ์หรือไม่”หลิวเถี่ยหนิวเอ่ยปากอย่างยากเย็น รู้สึกกระดากที่จะเอ่ยปาก 

             ถึงอย่างไรผู้อื่นก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น [1] แม้จะรู้วิชาแพทย์แต่บุรุษอย่างตนเองต้องมาคุยเรื่องเหล่านี้กับนางก็เป็นเรื่องที่ชวนให้หน้าม้านอยู่บ้าง

             สาเหตุหลักคือกลัวว่าหมิงเป่าจูจะกระอักกระอ่วนใจแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังใส่ใจเรื่องการมีทายาทมากกว่าดังนั้นหลังจากลังเลอยู่สักพัก ก็ลองถามหยั่งเชิงดู

             “อืม... อยากตั้งครรภ์ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเสียทีเดียว” หมิงเป่าจูครุ่นคิดเล็กน้อย ก็ช้อนตาขึ้นมองพร้อมกับเอ่ยปาก

             แววตาของสองสามีภรรยาสว่างสดใสในชั่วพริบตา “มีวิธีจริงหรือ”

             “มีน่ะมีอยู่ แต่อาจทำได้ยากน่ะสิ” อย่างน้อยก็ไม่ง่ายสำหรับพวกเขาสองคน

             “ไม่เป็นไร น้องสาว เจ้าบอกมาได้เลย ขอเพียงสามารถตั้งครรภ์ได้พวกเรายินดีทำทั้งสิ้น” ภรรยาของหลิวเถี่ยหนิวเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง

             “สมุนไพรของเทียบยานี้ราคาค่อนข้างแพง ชุดเดียวก็ห้าสิบเหรียญทองแดงแล้วพิจารณาจากสุขภาพของท่าน อย่างน้อยก็ต้องดื่มหนึ่งปีถึงจะได้ผลคิดเป็นเงินประมาณสิบตำลึง” หมิงเป่าจูประเมินราคาคร่าวๆ 

             ราคาที่คำนวณออกมาประดุจสายฟ้าที่ผ่าลงมาทำลายความหวังของหลิวเถี่ยหนิวสองสามีภรรยาอีกครั้ง

             ครอบครัวมีกันสี่คน บิดามารดาชราเกินกว่าที่จะทำงานแล้วส่วนภรรยาก็ต้องดูแลบิดามารดาสามีหลิวเถี่ยหนิวจึงเป็นเพียงคนเดียวที่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว 

             ต่อให้ทั้งสี่คนจะไม่กินไม่ดื่มอะไรเลยเขาหาเงินทั้งปียังได้ไม่ถึงสิบตำลึงด้วยซ้ำ 

             “พื้นฐานสุขภาพของพวกท่านยังดีอยู่ อย่าไปคิดกังวลเรื่องมีบุตรมากเกินไปยิ่งคิดจะยิ่งตั้งครรภ์ยากขึ้น ปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า” ยิ่งกดดันมากก็ยิ่งยากจะตั้งครรภ์ได้

             สีหน้าของทั้งสองต่างหม่นหมองไม่อาจสะกดกลั้นความผิดหวังเอาไว้ได้

             หมิงเป่าจูคาดเดาไว้แต่แรกว่าผลลัพธ์จะต้องเป็นเช่นนี้ถึงได้กล่าวเตือนและชี้แนะ แต่สองสามีภรรยาไหนเลยจะฟังเข้าหู

             นางไหนเลยจะรู้ว่าคนในสังคมยุคศักดินาให้ความสำคัญต่อบุตรเพียงใดความไม่กตัญญูมีสามประการ ไร้ทายาทคือข้อที่หนักที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้ 

             เรื่องนี้หมิงเป่าจูก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกันเงินสิบตำลึงนางดึงออกมาได้ แต่นางก็ไม่โง่เขลาพอที่จะนำออกมาแจกจ่ายทำกุศลใช้เงินที่หามาด้วยความยากลำบากเพียงเพราะเวทนาสงสารผู้อื่น

             อีกอย่างเงินทุกเหวินทุกตำลึงของนางล้วนมีทางที่ต้องเอาไปใช้

             “น้องสาว รบกวนเจ้าช่วยเขียนเทียบยาให้ได้หรือไม่กลับไปแล้วพวกเราจะคิดหาหนทางกันอีกที” 

             หลังจากไตร่ตรองแล้วหลิวเถี่ยหนิวก็ยังต้องการให้หมิงเป่าจูเขียนเทียบยาให้ถึงอย่างไรเขาก็ต้องมีบุตรให้ได้

             อย่างมากเขาก็แค่เข้าเมืองไปหางานทำเพิ่ม กลางวันทำงานกลางคืนขึ้นเขาไปล่าสัตว์ บางทีอาจจะหาเงินได้มากพอที่จะซื้อยาก็ได้ 

             หลิวเถี่ยหนิวสามีภรรยารับเทียบยามา ก่อนที่จะจากไปก็ทิ้งเนื้อหมูเอาไว้บนโต๊ะไม่ยอมให้ปฏิเสธ 

             หลังจากที่ทั้งคู่จากไปแล้ว หมิงเป่าจูก็หยิบเนื้อสองชิ้นนั้นเดินเข้าครัวเตรียมทำเป็นอาหารเย็นของวันนี้

             ชีวิตคนเราทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตนเองไม่อาจสมความปรารถนากันทั้งนั้นนางทำได้เพียงดูแลคนใกล้ตัวของตนเองดังนั้นจึงมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่เก็บมาใส่ใจ

             แต่ใครจะ รู้หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็มีชาวบ้านมาขอให้รักษามากขึ้น

             ที่แท้วันที่หลิวเถี่ยหนิวสองสามีภรรยามาหานาง มีคนมากมายรู้เห็น

             ตอนแรกพวกเขายังกลัวถ้อยคำเหลวไหลของหวังซื่ออยู่จึงไม่กล้ามาให้หมิงเป่าจูตรวจโรคให้

             ต่างรอสามีภรรยาสกุลหลิวออกมาก่อนถึงสอบถามแต่ไม่นึกว่าสะใภ้สกุลหลิวจะชื่นชมหมิงเป่าจูเป็นการใหญ่

             แม้แต่คนซื่ออย่างหลิวเถี่ยหนิว ก็ยังอดที่จะกล่าวถ้อยคำดีๆออกมาสองสามประโยคไม่ได้ 

             เมื่อทุกคนเห็นว่าหมิงเป่าจูไม่ได้คิดแก้แค้นดังคำกล่าวของหวังซื่อต่างก็เริ่มสนใจที่จะมาขอตรวจโรคโดยไม่เสียเงินดูบ้างแต่ละคนที่มาล้วนเป็นคนยากจนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาแพงๆ 

             หมิงเป่าจูคิดว่านี่คือโอกาสดีอันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ชาวบ้านแม้คนจะเยอะมากแต่นางก็มิได้ขับไล่พวกเขากลับไป ตรวจอาการให้ทีละคนด้วยความอดทน

             ชาวบ้านก็มีจิตสำนึกที่ดีส่วนใหญ่เห็นหมิงเป่าจูไม่รับเงินค่าตรวจรักษาก็มักจะทิ้งสิ่งของเล็กๆ น้อยๆไว้ให้

             หากมิใช่ข้าวโพดก็เป็นพืชผลต่างๆบ้านของตนเองมีอะไรก็เอามามอบให้หมิงเป่าจู หากไม่มีจริงๆก็จะทิ้งไข่ไก่ไว้ให้หนึ่งฟอง 

             ดังนั้นช่วงนี้หมิงเป่าจูจึงไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองไปซื้ออาหารแค่ของในบ้านก็จะกินไม่หมดอยู่แล้ว

             แต่ก็มีพวกขนสักเส้นก็ถอนไม่ได้ [2] บางคนที่มาให้หมิงเป่าจูตรวจแทบจะทุกส่วนของร่างกายแต่พอตรวจเสร็จก็สะบัดก้นจากไป 

             หมิงเป่าอวี้ไม่พอใจอยู่เป็นครั้งคราวแม้แต่หลี่ไหวฺอวี้ก็ยังทนดูไม่ได้ในบางครั้ง

             แต่หมิงเป่าจูกลับสงบนิ่ง ไม่ถือสาอะไร

             เดิมทีก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันเมื่อตกลงไว้ว่าไม่เก็บค่าใช้จ่ายก็คือไม่เก็บท้ายที่สุดนางก็ยังได้รับผลประโยชน์มิใช่หรือ

             หลังจากนั้นไม่กี่วันหมิงเป่าจูก็ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์เพราะเทียบยาของนางทั้งราคาถูกและเห็นผลเร็วชาวบ้านจึงเริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อนาง

             ระหว่างเดินไปตามทาง พบปะกับคนไข้ที่มาให้นางรักษานอกจากจะไม่มีใครหลบเลี่ยงด้วยความหวาดกลัว ยังทักทายนางด้วยรอยยิ้มอีกด้วย 

             ท่านป้าจงมาเยี่ยมอยู่สองสามครั้ง ก็เบิกบานใจไปกับนางด้วย

             คนที่มีความสุขไม่แพ้กันยังมีท่านหมอหลี่อีกคน เขารู้ตัวว่าวิชาแพทย์ของตนเองธรรมดาอย่างยิ่งรู้แค่เพียงผิวเผินเท่านั้นแต่ตอนนี้นอกจากจะไม่ต้องเปลืองสมองหาข้ออ้างมาปฏิเสธการรักษาโรคที่ตนเองรักษาไม่ได้ยังหาเงินจากการขายยาสมุนไพรได้อีกด้วย จึงลอบดีใจและโล่งใจอยู่บ้างจริงๆ 

             เมื่อมีคนสุขใจก็ย่อมมีคนทุกข์ร้อนกลัดกลุ้ม

             ขณะที่หมิงเป่าจูกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หวังซื่อกลับไม่พึงพอใจ 

     

             เชิงอรรถ

             [1] ชาวจีนสมัยโบราณถือว่าอายุ 15ปี เป็นช่วงที่เด็กหญิงก้าวเข้าสู่วัยสาวเป็นวัยที่ปักปิ่นทำผมและสามารถออกเรือนได้แล้ว ถึงเรียกว่า "วัยปักปิ่น"

             [2] มาจากสำนวนพักท้ายที่ว่าพ่อไก่เหล็ก-ขนสักเส้นก็ถอนไม่ได้หมายถึงขี้เหนียวเหมือนพ่อไก่ที่ขนเป็นเหล็กทั้งตัวทำให้ถอนขนไม่ได้แม้แต่เส้นเดียว

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน