[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 8 การป้องกันฉุกเฉิน (1.1) (รีไรต์)

    「 อีฮยอนซองนั่งสัปหงก เหมือนเจ้าหน้าที่ในห้องควบคุม 」

            บางทีในสามวิธีรอดคงจะมีบทบรรยายแบบนี้รวมทั้งบทบรรยายนี้ด้วย

            「 อีฮยอนซองยังคงไม่รู้ตัวเลยว่าวันนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเขา 」

            “คุณฮยอนซอง?”

            “...อา อืม...ผมงีบหลับไปสินะครับ แล้วคุณดกจาพักผ่อนสบายมั้ยครับ”

            “ครับ ว่าแต่ดูเหมือนจะละเมอนะครับเห็นพูดอะไรถึงพลทหารอีฮยอนซอง...”

            “คะ...คือว่าผมมีความทรงจำฝังใจสมัยยังเป็นพลทหารอยู่บ้างน่ะครับ”

            “สมัยเป็นพลทหาร? คุณอีฮยอนซองประจำอยู่ที่สำนักงานไม่ใช่เหรอ”

            “เรื่องนั้น...ตอนเป็นสิบโทผมถูกย้ายไปประจำที่หน่วยสามน่ะครับ”

            “ได้ยินว่ากรณีแบบนั้นหาได้ยากมากดูเหมือนจะเหมาะกับกองทัพสินะครับ”

            อีฮยอนซองยิ้มขมขื่นมันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เข้าใจได้มากพอ ไม่ค่อยมีใครเข้าร่วมเพราะเหตุผลว่าเหมาะสมกับกองทัพหรอกบางคนก็แค่ไปอยู่ที่นั่นเพราะพวกเขาเข้ากับงานอื่นไม่ได้

            ถ้าอย่างนั้นมาลองโยนหินถามทางกันดูหน่อยเป็นไง

            “แต่โล่งอกไปทีนะครับที่มีคุณอีฮยอนซองอยู่ด้วย”

            “ครับ?”

            “มีคุณฮยอนซองคอยช่วยป้องกันอยู่ข้างหน้าผมรู้สึกวางใจมากเลยละครับความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนกำลังปกป้องผมอยู่”

            “...อย่างนั้นเหรอครับ”

            อีฮยอนซองยิ้มจาง แม้จะดูอ่อนระโหยแต่มันเป็นรอยยิ้มที่ได้รับการปลอบประโลมจิตใจอย่างเห็นได้ชัดหลังจากพูดคุยกันสั้น ๆ เสร็จผมก็เดินห่างออกมาจากอีฮยอนซอง

            ตามเนื้อเรื่องเดิมของรอบที่ 3 อีฮยอนซองจะปกป้องผู้คนจากแก๊งชอลดูในสถานีกึมโฮและเข้าสู่อีเวนต์วิวัฒนาการคุณลักษณะแต่โอกาสนั้นได้ถูกจองฮีวอนช่วงชิงไปแล้ว

            จองฮีวอน ยูซังอา อีกิลยองเดินเข้ามาใกล้พวกเขากำลังมองหน้าผมผมมองสบตาพวกเขาพลางกระซิบเสียงแผ่ว

            “เห็นตัวอย่างแล้วใช่มั้ยครับแค่ทำเหมือนอย่างที่ผมทำก็พอ”

            “ค่ะ ก็...คร่าว ๆแต่ทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยล่ะคะ”

            ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะเหตุผลนี้ไง

            [ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ เริ่มรู้สึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ]

            ผมมองอีฮยอนซองที่ขัดถูโล่เหล็กด้วยใบหน้าไร้เดียงสาแล้วก็ตระหนักขึ้นมาได้อีกครั้งว่า[มุมมองนักอ่านพระเจ้า] นี่ก็เข้าข่ายสูตรโกงเหมือนกันอย่างน้อยก็กับพวกตัวละครทั้งหลาย

            “มันน่าจะช่วยคุณฮยอนซองได้น่ะครับดูเหมือนช่วงนี้เขาจะหมดกำลังใจ...ถ้าคนรอบ ๆช่วยเชียร์เขากันคนละนิดละหน่อยก็น่าจะทำให้มีกำลังใจขึ้นมาได้ไว ๆไม่ใช่เหรอครับ”

            ผมพูดราวกับทำเพื่ออีฮยอนซองจากใจจริงยูซังอาผู้ใสซื่อพยักหน้า

            “อย่างที่พูดกันว่า‘คำชมทำให้กระทั่งวาฬก็ยังลุกขึ้นมาเต้นระบำได้’ แบบนั้นสินะคะ”

            “ประมาณนั้นครับ”

            “เข้าใจแล้วค่ะฉันเองก็อยากให้คุณฮยอนซองกลับมาฮึดสู้ไว ๆ เหมือนกันค่ะ!!”

            แตกต่างจากยูซังอา จองฮีวอนมีสีหน้าสงสัยอะไรบางอย่าง

            “คุณดกจา”

            “ครับ”

            “ผู้สนับสนุนของคุณดกจาคงไม่ใช่อะไรอย่าง ‘โหรตาเดียว’ หรอกใช่มั้ยคะ”

            “...มันคืออะไรหรือครับ”

            “ไม่รู้จักพระเจ้ากุงเย[1] เหรอคะ”

            เข้าใจคิดนิยามดี จู่ ๆ ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าหรือจองฮีวอนจะเป็นนักเขียนเรื่องสามวิธีรอด? แต่แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นเพราะแท้จริงแล้วคำนิยามของพระเจ้ากุงเยคือ ‘เมตไตรยตาเดียว’ ต่างหากล่ะ

            “ไม่ใช่แบบนั้นครับผมมีสกิลพิเศษอยู่ มันเป็นสกิลที่ช่วยให้เข้าใจผู้คนได้เป็นอย่างดี”

            “...ต่อให้ถามว่ามีสกิลอะไรก็คงไม่ยอมบอกอยู่ดีงั้นฉันจะไม่ถามก็แล้วกันค่ะ”

            “ขอบคุณครับ”

            “ว่าแต่คุณคงไม่ได้ใช้สกิลนั่นกับฉันหรอกใช่มั้ยคะ”

            ผมเกือบจะแสดงอาการออกไปทางสีหน้าแล้วโล่งอกไปทีที่จองฮีวอนไม่มีสกิล [จับเท็จ]

            “มันไม่ใช่สกิลที่สามารถรู้ได้ทุกเรื่องแบบนั้นหรอกครับ”

            จองฮีวอนมองผมอย่างพิจารณาคล้ายกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะคลี่ยิ้ม

            “หืม ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละนะคะ”

            ...คิดอะไรอยู่กันแน่เนี่ยผมเผลอพูดเสียงสูงอย่างไม่รู้ตัว

            “เอาเป็นว่าทุกคนช่วยใส่ใจกันหน่อยนะครับคนแรกเป็นคุณจองฮีวอนถัดมาเป็นคุณยูซังอา แล้วคนสุดท้ายเป็นกิลยองสลับกันไปตามลำดับ ช่วยกันพูดคนละคำสองคำตอนที่พอจะมีเวลานะครับ”

            “ ‘ฉันเชื่อในตัวคุณฮยอนซองนะคะ!มีความหวังเข้าไว้ค่ะ’ อะไรแบบนี้ได้มั้ยคะ”

            “ช่วยพูดอย่างมีชั้นเชิงด้วยครับ”

            “ค่า ๆ ทราบแล้วค่ะ”

            เอาเป็นว่าก็ต้องทำแบบนั้นแหละเพื่อที่จะทำให้แผนการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงพวกเราจำเป็นต้องให้อีฮยอนซอง ‘วิวัฒนาการคุณลักษณะ’ ให้ได้

            ถ้าผมรู้ตั้งแต่แรกว่ายูจุงฮยอกจะทำเรื่องนั้นผมคงจะวางแผนให้เร็วกว่านี้...แต่ถ้าพวกเราพยายามให้หนักหน่อยถึงแม้จะเฉียดฉิวไปบ้างก็น่าจะเห็นผลกันภายในวันนี้นี่แหละ

            ในความเป็นจริงดูเหมือนว่าสมาชิกกลุ่มจะทำได้ดีอยู่เหมือนกัน

            “คุณฮยอนซองมั่นคงเสมอต้นเสมอปลายดีจังเลยนะคะเหมือนกับต้นสนที่สูงใหญ่”

            “ฮ่า ๆ ขอบคุณครับคุณฮีวอนเพลงทหารที่ผมชอบคือ ‘ต้นสนสีเขียวชอุ่ม[2]’ พอดีเลยครับ”

            [ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ รู้สึกภาคภูมิใจ]

            “...เรื่องนั้นฉันไม่ได้ถามสักหน่อย”

            [ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย]

            “ฉันแทบไม่เคยเห็นใครรักความเป็นธรรมเหมือนคุณฮยอนซองเลยนะคะ”

            “อา...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับที่จริงแล้วคนอย่างผมน่ะ...แต่ยังไงก็ขอบคุณนะครับคุณยูซังอา”

            [ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ เริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับความถูกต้อง]

            “กล้ามของพี่ฮยอนซองเจ๋งสุดยอดไปเลย”

            “ขอบใจนะ เด็กน้อย”

            [ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ มีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้น]

            กระทั่งคำชมไร้จิตวิญญาณแบบนั้นยังใช้ได้ผลโล่งอกจริง ๆ ที่อีฮยอนซองมีนิสัยเรียบง่ายขนาดนั้น พอบทสนทนาคล้าย ๆกันนี่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลายรอบข้อความจากระบบก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

            [ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ กำลังเฝ้ารอโอกาสในการวิวัฒนาการคุณลักษณะ]

            เยี่ยม ไปได้สวยยูซังอากระซิบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเล็กน้อย

            “นี่ดูเหมือนมันจะกดดันคุณฮยอนซองอยู่นิดหน่อยนะคะ...”

            ว่าแล้วเชียว ยูซังอาเป็นคนจิตใจดีขนาดในสถานการณ์แบบนี้ก็ยังใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นอยู่อีกช่างเป็นความสามารถที่ผมไม่มีวันมีได้เลย

            “ก็นิดหน่อยครับแต่มันเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก คนบางคนในโลกยิ่งมีภาระให้ต้องแบกรับมากก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่เหรอครับ”

            “อา...”

            “มันจะผ่านไปได้ด้วยดีไม่ต้องห่วงนะครับ แล้วก็...กิลยองอา ได้ลองสืบเรื่องที่ฉันขอหรือยัง”

            “ครับพี่”

            อีกิลยองที่รออยู่ข้าง ๆ ตอบรับ แมลงสาบคู่หนึ่งยืนเป็นเสาอากาศหนวดตั้งอยู่บนศีรษะเล็ก

            “พี่สาวคนนั้นอยู่ที่ชั้นใต้ดินบีหนึ่งครับ”

            “ขอบใจ”

            แค่นี้อีฮยอนซองก็คงโอเคแล้วตอนนี้ได้เวลาไปขโมยขุมกำลังของคนอื่นกัน


    [1] พระเจ้ากุงเย (弓裔) พระราชาองค์แรกและองค์เดียวแห่งอาณาจักรฮูโคกูรยอ(โคกูรยอใหม่) เคยเป็นพระมาก่อน อีกทั้งเคยเสียดวงตาไปหนึ่งข้าง ภายหลังสติวิปลาสเข้าใจว่าตนคือพระศรีอริยเมตไตรย ปกครองบ้านเมืองอย่างเผด็จการ ฟุ้งเฟ้อหรูหราจนเป็นเหตุให้ถูกโค่นล้มอำนาจ

    [2] ต้นสนสีเขียวชอุ่ม (푸른 소나무) หนึ่งในเพลงประจำกองทัพทหารของประเทศเกาหลีใต้มีท่วงทำนองฮึกเหิมเนื้อหาที่เน้นความจงรักภักดีต่อชาติและการต่อสู้ในสมรภูมิช่วยปลุกใจได้เป็นอย่างดี