เช้าวันรุ่งขึ้น
“เื่ยาของท่านประธานเรียบร้อยไหมคะ” เลขาต้อมเปิดฉากการสนทนาขณะถือแฟ้มงานเข้ามาในห้องเ้านายเต็มหอบ
“ก็เรียบร้อยดีนี่ มีอะไรหรือเปล่า เห็นย้ำถามั้แ่เมื่อวาน” คนถูกถามเผยยิ้มบาง เ้านายของเธอเป็คนช่างสังเกตเสมอสินะ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่ตอนขากลับเกิดเหตุเล็กน้อยค่ะ ดันไปเดินชนกับน้องผู้หญิงคนหนึ่งเข้าข้าวของกระจายปนกันไปหมด ต้อมกลัวว่าอาจมียาบางตัวหลงไปกับน้องคนนั้น” แทนไทถึงกับวางปากกา ละสายตาจากหน้ากระดาษขึ้นมอง
“น้องผู้หญิง?”
“ค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เราตามตัวน้องคนนี้ได้ไม่ยาก เพราะตอนนั้นเธอมากับ..” เลขาต้อมยังไม่ทันได้พูดครบประโยคเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของคนเป็นายก็ดังขัดขึ้น
“สวัสดีครับนีน่า”ประโยคนั้นทำให้คนอยากเล่าต้องผละออกไปอย่างรู้งาน
“ผมก็คิดถึงคุณ เมื่อไหร่จะกลับจากสิงคโปร์สักทีล่ะ ผมจะได้เลี้ยงข้าวที่ร้านโปรดคุณ”เสียงหวานแหลมลอดออกมาให้คนฟังได้ยกยิ้มมุมปาก
[คง่อาทิตย์หน้าค่ะที่รัก]
“ครับ ผมจะรอ ไว้เจอกัน” ชายหนุ่มลากสายตาไปยังปฏิทินมุมโต๊ะด้วยแววตาแห่งความหวังนีน่าเป็ผู้หญิงที่เขารักและตั้งใจไว้แล้วว่าจะแต่งงานด้วยหากบางคำพูดของบุพการีทำให้คิ้วเข้มๆ ต้องขมวดเข้าหากัน
“อะไรนะครับคุณแม่! จะให้ผมหมั้นกับหลานสาวบ้านนั้น”
“...เขาน่ารักนะไท นิสัยก็ดีอีกต่างหาก แม่ได้ยินมาว่าน้องน่ะใกล้จะเรียนจบแล้วด้วยไม่เข้าข่ายพรากผู้เยาว์หรอก ส่วนคุณลุงวันชัยก็เป็ผู้ใหญ่ในแวดวงสังคมที่น่านับถือคนหนึ่งแถมยังเป็เพื่อนสนิทกับคุณพ่อ รับรองว่าเลือกให้ไม่ผิดจ้ะ”
“ฉันไม่อยากแต่งงานกับเธอหรอก ยัยหลานสาวจอมปลอม” เขาตวัดมือปิดแฟ้มตรงหน้าดังโครมด้วยความรู้สึกขุ่นมัวก่อนโยนปากกาเข้าลิ้นชักคล้ายหมดวาระของมัน
นิ้วหนาเอื้อมกดปุ่มสปีคโฟน
“คุณต้อม ช่วยเช็คหน่อยว่าตอนบ่ายผมติดงานอะไรบ้าง”
“ไม่มีค่ะ แต่่เย็นมีงานเลี้ยงที่เราเป็สปอนเซอร์ชุดกีฬาที่โรงแรม..” คนฟังเป่าปากโล่งอก อย่างน้อยได้พักสมองสักสามสี่ชั่วโมงก็ยังดีทำไมวันนี้เขาถึงรู้สึกเพลียและเมื่อยล้าอย่างนี้
“งั้นผมจะออกไปข้างนอกตลอด่บ่ายเลยนะ มีอะไรด่วนก็โทร.ละกันนะ”
กองฟางมารอตามนัดก่อนเวลาเป็ชั่วโมงด้วยความหวังว่าจะได้ของคืนอย่างที่สุดเธอเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านชองซาเล่จนพนักงานเหล่แล้วเหล่อีก แต่เธอก็ไม่สนใจ
ยังไงวันนี้ขอปักหลักปักฐานอยู่ตรงนี้ล่ะให้มันรู้กันไปว่าผู้ชายคนนั้นพูดจริงทำจริงแค่ไหน
“จะรอให้ถึงที่สุด คอยดู!” โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังตกเป็เป้าสายตาของใครคนหนึ่งที่ยืนหลบฉากนิ่งอยู่ตรงมุมเสาอีกด้านไม่ห่างกันนักสายตาของใครคนนั้นพิจารณาหญิงสาวผู้มีทีท่าไม่เป็สุขขณะผสานคำพูดของเลขาสาวเข้าด้วยกันส่งผลให้แง่ลบเชิงร้ายในการมาเจอกันครั้งนี้หมดไปโดยสิ้นเชิง
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่ตอนขากลับเกิดเหตุเล็กน้อยค่ะดันไปเดินชนกับน้องผู้หญิงคนหนึ่งเข้า ข้าวของกระจายปนกันไปหมดต้อมกลัวว่าอาจมียาบางตัวหลงไปกับน้องคนนั้น”
“น้องผู้หญิง”
หล่อนพูดจริง..หาใช่พวกสิบแปดมงกุฎ
เขาเผลอยิ้มกับอากัปกิริยาน่าขันของคนที่ยืนชูกำปั้นอยู่หน้าร้านโดยไม่รู้ตัวสายตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่การแต่งตัวเรียบง่ายแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไปด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบผมยาวถูกมัดรวบเป็หางม้า แต่ที่ทำให้ดูดีขึ้นมาหน่อยคงเป็ผิวขาวสะอาดนั่นกระมังไม่นับรวมรอยยิ้มที่ตอนนี้เ้าหล่อนยังไม่ยอมเผยให้เห็น
เสียงผ่อนลมหายใจเหยียดยาวคล้ายปลงตกมันเป็เื่ธรรมดาของชีวิตที่ต้องมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาแล้วก็จากไปหากไม่ใช่คู่ค้าทางธุรกิจหรือมิตรสหายที่ต้องคบหากันต่อฉันท์ไมตรี
นี่เป็อีกรายที่เข้าข่ายขาจร แค่คนทำของหายแล้วอยากได้คืน..ก็เท่านั้น
“ทำไมไม่เข้าไปรอข้างใน” กองฟางสะดุ้งเฮือกเข้าใจว่าคนตัวโตตรงหน้าเป็พนักงานหรือไม่ก็หัวหน้าคนงานในร้าน
เอาไงดีหว่า
“เอ่อ..นัดคนไว้ค่ะ ขอโทษนะคะที่มายืนเกะกะนานแล้ว”
“นานแล้ว! งั้นก็เข้าไปสิ”
“ก็บอกแล้วไง ว่านัดคนไว้”
“แล้วนัดใครล่ะครับ”
“นัด..” คนถูกถามถึงกับอ้าปากค้าง
นั่นสิ..นัดใครไว้เนี่ย ลืมถามชื่อ!
“ช่างเถอะค่ะ รู้แต่ว่านัดไว้ละกัน แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นโผล่มาเลย” ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู
“ฉันว่าฉันก็ไม่ได้มาเลทนะ อีกตั้งเกือบสิบห้านาทีจะเที่ยงครึ่ง” หญิงสาวตาโต
“นี่คุณเองเหรอ”
“ใช่” เขาหันไปยิ้มหวานให้กับบริกรสองสาวหน้าทางเข้า
“สองที่ครับ”
“เชิญทางนี้ค่ะ”หนึ่งในบริกรสาวส่งเสียงตอบหวานหยาดเยิ้ม