“แพรเป็อะไรน่ะดูซิหน้าซีดเชียว ไปพักผ่อนก่อนเถอะ งานตรงนี้เดี๋ยวให้คนอื่นทำไปก่อน ดูซิอาเจียนใหญ่เลย” จันทร์แขเข้ามาลูบหลังให้หญิงสาว แล้วพยุงแพรพิมพ์มานอนที่โซฟาตัวยาวในห้องทำงาน
“เดี๋ยวก็คงดีขึ้นค่ะพี่แข” หญิงสาวบอกอย่างหมดแรง
“แต่พี่เห็นเป็แบบนี้ มาหลายวันแล้วน่ะ พี่ว่าไปหาหมอดีกว่า จะได้รู้ว่าเป็อะไรจะได้รักษาให้หาย” จันทร์แขกล่าวอย่างเป็ห่วงเป็ใย
“แพรไม่เป็อะไรมากหรอกค่ะพี่แข เดี๋ยวก็หาย”
“ไม่รู้ละ ไป ไปเดี๋ยวนี้เลย ไปหาหมอด้วยกันกับพี่”
จันทร์แขคะยั้นคะยอแกมบังคับ หญิงสาวจำใจยอมทำตาม
แพรพิมพ์เดินออกจากห้องตรวจ ด้วยอาการเลื่อนลอย จันทร์เดินเข้าไปประคอง แล้วพามานั่งที่เก้าอี้
“คุณหมอว่าเป็อะไร” จันทร์แขถาม
หญิงสาวนั่งนิ่งราวกับว่าไม่ได้ยินจันทร์แขถาม การนิ่งเงียบของหญิงสาว ทำให้อีกฝ่ายใจคอไม่ดี พอดีมองเห็นหมอเดินออกมาจากห้องตรวจคนไข้ จันทร์แขจึงเดินไปถามหมอ
“คุณหมอค่ะ น้องสาวของดิฉันเป็โรคอะไรคะ”
คุณหมอยิ้มให้อย่างใจดี
“น้องสาวคุณไม่ได้เป็โรคอะไรหรอก ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทานยาตามหมอสั่ง มาตามนัด เด็กในท้องจะได้แข็งแรง หมอขอตัวก่อนน่ะครับมีคนไข้รออยู่”
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ” จันทร์แขกล่าวราวกับโดยสะกดจิต ช็อกกับคำบอกกล่าวของหมอ
จันทร์แขจ่ายค่ายาเรียบร้อยแล้ว เดินมาหาแพรพิมพ์ที่ยังนั่งหน้าซีด ดวงตาเหม่อลอย จันทร์แขจึงไม่กล้าซักถามเื่ราวทั้งหมด ว่าเกิดเื่เช่นนี้ได้อย่างไร แพรพิมพ์ท้องกับภูผาก่อนที่เขาจะไปนอกหรือ ถ้าเป็เช่นนั้นทำไมแพรพิมพ์จะต้องหนีหน้าหนีตาทำไม จันทร์แขได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
“กลับบ้านกันเถอะแพร เรียบร้อยแล้ว” จันทร์ชวนพร้อมกับพยุงร่างของหญิงสาว ซึ่งเวลานี้ดูราวกับว่าเธอเป็ไข้หนัก
ทั้งคู่นั่งเงียบมาตลอดทาง จนมาถึงบ้าน จันทร์แขถามทันทีเมื่อพาแพรพิมพ์มานั่งที่เก้าอี้รับแขก หน้าตาดูมีสีเืขึ้นมาบ้าง
“ท้องกับภูผาใช่ไหม” จันทร์แขยิงคำถามทันที
หญิงสาวนิ่งเงียบ
“แพรไม่ปฏิเสธ แสดงว่าใช่” จันทร์แขสรุป
หญิงสาวส่ายศีรษะไปมาแทนคำตอบ
“ถ้าไม่ใช่ภูผา แล้วเป็ใครบอกพี่หน่อยได้ไหม” จันทร์แขรุกเร้า
หญิงสาวสะอื้นตัวโยน เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นในมโนจิตของเธอ น้ำตาไหลพรากความบริสุทธิ์ของลูกผู้หญิงสูญสิ้นไป ด้วยน้ำมือของคนเลว เธอตั้งใจจะมอบให้กับภูผาเพียงคนเดียว และจะใช้ชีวิตคู่กับคนที่ตัวเองรัก แต่มาบัดนี้มันเป็เพียงแค่ความฝัน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะผู้ชายใจทรามคนนั้นคนเดียว ที่ทำให้ความฝันของเธอสลายไปพร้อม ๆ กับดวงใจที่ร้าวร้าน
จันทร์แขเห็นหญิงสาวร้องไห้ ราวกับจะล้มประดาตายจึงกอดเธอเอาไว้
“บอกพี่ได้ไหม ว่าใครเป็พ่อเด็กในท้อง”
หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอย่างลืมตัว
“เขาขืนใจแพร เขาขืนใจแพร” หญิงสาวบอกด้วยหัวใจสะท้านอย่างเ็ป
“ใคร” จันทร์แขถามด้วยความเกลียดชังชายผู้คนนั้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็ใคร
“พอจะบอกพี่ได้ไหมว่าใคร” จันทร์แขถามอย่างอ่อนโยน
หล่อนรู้สึกสงสารในชะตากรรมของหญิงสาวยิ่งนัก
“แพรเกลียดเขาค่ะพี่แข แพรไม่อยากเอ่ยถึงคนใจชั่วคนนี้ พี่แขอย่าถามอีกเลยนะคะ แพรอยากจะลืมเหตุการณ์ทั้งหมด แพรไม่อยากนึกถึงมัน แพรเกลียดเขา แพรเกลียดผู้ชายคนนี้ค่ะพี่แข” แพรพิมพ์พูดปนสะอื้น ด้วยดวงใจที่บอบช้ำ
จันทร์แขจึงโอบกอดหญิงสาวด้วยความสงสาร และเห็นอกเห็นใจในความโชคร้ายของแพรพิมพ์
“แพรเอ๊ย ทำไมหนอจะต้องมาเกิดเื่แบบนี้ขึ้นกับคนดี ๆ อย่างแพรด้วยน๊า”
จันทร์แขอดสะท้อนใจ ในชีวิตของแพรพิมพ์ไม่ได้ เธอจึงกระชับวงแขนให้แน่นเข้า ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกรักและห่วงใย ที่ไม่แพ้ความรักความห่วงใยของพ่อแม่
หญิงสาวสะอื้นกระซิก ๆ อยู่กับอก ของจันทร์แข เหมือนกับว่าเธอกำลังร้องไห้ ในอ้อมกอดของมารดา
“แพรจะทำอย่างไรต่อไป” จันทร์แขถาม เมื่อเห็นหญิงสาวคลายความเศร้าโศกลงบ้างแล้ว
แพรพิมพ์ปาดน้ำตาที่นองหน้า
“พอหมอบอกว่าแพรท้อง วูบแรกที่แวบเข้ามาแพรคิดจะเอาเด็กออก” แพรพิมพ์บอกแล้วหยุดถอนสะอื้น
“แพรอย่าทำอย่างนั้นน่ะ” จันทร์แขละล่ำละลักบอกห้าม ด้วยความใ
“แพรไม่ทำหรอกค่ะพี่แข แพรสงสารลูก เขาบริสุทธิ์เกินไป เพียงแค่นี้แกก็มีทุกข์ ั้แ่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกเสียแล้ว เพราะผู้ชายชั่ว ๆ คนนั้น มันสร้างรอยบาปไว้กับแพรไม่พอ ยังเดือดร้อนไปถึงลูก ที่ไม่รู้เื่รู้ราวด้วย ตอนนี้แพรก็ไม่ต่างอะไรกับผ้าแพรที่ถูกพิมพ์ลวดลายไว้ในผ้า แต่ลวดลายที่ถูกพิมพ์ลงนั้น มันเป็ลวดลายราคีที่ผู้ชายใจชั่วประทับไปจนตัวตาย แพรจะไม่มีวันให้อภัยกับเขาคนนี้เด็ดขาด” แพรพิมพ์บอก ด้วยดวงตากล้าแข็งโดยปราศจากน้ำตา
จันทร์แขไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้จากหญิงสาวคนนี้เลย เท่าที่รู้จักกันมา แพรพิมพ์จะมีนิสัยอ่อนโยน อ่อนหวานไม่เคยโกรธเคืองหรือโกรธแค้นใครง่าย ๆ เลย เป็ผู้หญิงที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วยแล้ว จะมีแต่ความอบอุ่นและมีความสุข ขนาดเธอเองเป็ผู้หญิงแท้ ๆ ยังมีความรู้สึกเช่นนั้น เพราะความมีน้ำจิตน้ำใจของเอื้ออาทรของของเธอกอปรกับเมื่อรู้ถึงชีวิตกำพร้าของเธอด้วยแล้ว ยิ่งทำให้จันทร์แขรักและสงสารในตัวหญิงสาวมากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับน้องสาวแท้ ๆ ของหล่อนเลย
“พี่แข แพรจะร้องไห้วันนี้เป็ครั้งสุดท้าย ต่อไปนี้แพรจะไม่ร้องไห้ ทำตัวอ่อนแอจนถูกเขารังแกเหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้ว แพรจะเข้มแข็งเพื่อลูก แพรจะต้องเป็ทั้งพ่อและแม่ให้ลูก แพรจะต้องปกป้องคุ้มครองแก จะเลี้ยงดูแกให้ดีที่สุด ถ้าลูกแพรเป็ผู้ชาย แพรจะสอนแกให้มีจิตใจอ่อนโยน ไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่าให้รู้จักการให้อภัยและการปล่อยวาง แต่ถ้าเป็ผู้หญิงแพรจะสอนให้แกเข้มแข็ง จะได้ไม่ถูกรังแกเหมือนกับแม่ของแก” แพรพิมพ์บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตามุ่งมั่น ดูราวกับว่า ไม่ใช่แพรพิมพ์ผู้อ่อนหวานคนเดิมเลย
“พี่ดีใจน่ะ ที่แพรไม่คิดฆ่าลูก เด็กเขาไม่รู้เื่กับเราด้วยหรอก เขาเกิดขึ้นมาตามกฏของธรรมชาติ ที่กฏเกณฑ์กำหนดไว้ เมื่อเขาเกิดแล้วเราก็ต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูอบรม ให้ความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ พี่จะช่วยแพรเลี้ยงลูกอีกคน ก็ดีเหมือนกันบ้านพี่จะได้มีเ้าตัวน้อย ๆ มาวิ่งเล่นส่งเสียงแจ้ว ๆ ให้หายเงียบเหงาเสียที อุ้ย ต่อไปนี้พี่ก็จะเป็ป้าคนแล้วหรือนี่ ต๊ายตาย คุณป้ายังสาวยังสวยอยู่เลย แหมพี่ตื่นเต้นจังเลย” จันทร์แขพูดไปอมยิ้มไป เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
“คุณดวงผมกลุ้มใจจังเลย ไม่รู้หนูแพรไปอยู่ที่ไหน ผมให้คนไปสืบดู ก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น รู้แต่เพียงว่าหนูแพรขายบ้านขายช่อง แล้วไปอยู่ต่างจังหวัด จังหวัดอะไรก็ไม่มีใครรู้ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า หนูแพรเขามีเหตุผลอะไรถึงได้ทำอย่างนี้ นี่ถ้าตาเล็กรู้เขาจะทำอย่างไร รับปากรับคำเสียดิบดีว่าจะดูแลหนูแพรให้เป็อย่างดี” ทนงเกียรติถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม
ดวงมณีกุมมือสามีแล้วบีบเบา ๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยเห็นใจในปัญหาที่เกิด ตัวเธอเองก็กลุ้มใจไม่แพ้สามีเหมือนกัน
“แล้วนี่ถ้าตาเล็กรู้เข้า เราจะทำกันอย่างไร มีหวังถูกตาเล็กถอนหงอกแหง๋ ๆ เลย” ทนงเกียรติบอกอย่างจนปัญญาที่จะหาทางแก้ไข
“ฉันก็กลุ้มใจเหมือนกันค่ะ ว่าทำไมต้องเป็แบบนี้ หนูแพรคงจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง เท่าที่ฉันรู้จักหนูแพรเธอไม่มีนิสัยแบบนี้ หนูแพรคงมีปัญหาอะไรสักอย่าง ที่ไม่สามารถบอกใครได้” ดวงมณีวิเคราะห์
“แล้วปัญหาอะไรล่ะ” ทนงเกียรติถาม แบบไม่้าคำตอบจากคู่สนทนา
“นั่นแหละคือสิ่งที่เรา้าจะรู้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับหนูแพร” ดวงมณีบอกสามี เหมือนคนหมดหนทางเช่นกัน
“แล้วหมู่นี้ตาใหญ่เป็อะไรก็ไม่รู้ เปลี่ยนไปมาก เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยพูดค่อยจา ถามคำตอบคำ ถามทีไรก็บอกว่าไม่มีอะไรผมสบายดี โหมทำงานจนหามรุ่งหามค่ำ เสาร์อาทิตย์ก็ไม่คอยจะอยู่บ้าน หยุดงานก็หายตัวไปไหนก็ไม่รู้ ผมเคยโทรไปหาตาพงษ์ถามว่า ตาใหญ่ไปที่บ้านบ้างหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่ได้ไป ไม่รู้ว่าไปที่ไหน เห็นทีผมจะต้องจัดการอะไรสักอย่างหนึ่งเสียแล้ว ขืนปล่อยไว้ให้เป็แบบนี้ ผมคงอกแตกตายก่อนถึงอายุขัยแน่นอน” ทนงเกียรติบ่นเสียยืดยาวด้วยความเป็ห่วงบุตรชายทั้งสองคน
ศิลามักจะหลบเพื่อนพ้องมาที่บ้านแพรพิมพ์ ใช้ชีวิตทั้งหมดขอเขาอยู่กับการรอคอย การกลับมาของหญิงสาว ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าคงจะไม่มีวันนั้น แต่เขาก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของเธอ ซึ่งเวลานี้คงเหลือไว้แต่เงาอดีตของเธอ เพียงเท่านี้ชายหนุ่มก็มีความสุขมากพอแล้ว และก็มากเกินพอสำหรับคนเลวอย่างเขา ชายหนุ่มมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะภาพอดีตในบ้านหลังนี้ที่หล่อเลี้ยงกำลังใจ ให้เขายังมีลมหายใจต่อเพื่อการรอคอย เพื่อการกล่าวคำขอโทษและยอมรับผิด ในสิ่งที่เขาเป็ผู้ก่อขึ้นเองทั้งหมด
วันเวลายังคงเดินต่อไปโดยไม่แยแสสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้คน ว่าใครจะสุขหรือจะทุกข์ แต่ยังคงทำหน้าที่เปลี่ยนวันเป็เดือนเปลี่ยนเดือนเป็ปีอย่างซื่อสัตย์
“ไปยังไงมายังไงคะเนี่ย ถึงมาเดินอยู่แถวนี้ได้” จันทร์แขเอ่ยทักชายหนุ่ม ด้วยความดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าของพี่ชายตัวเอง
“ผมมาดูงานที่โรงแรมปางเอื้อง” ศิลาพูดน้ำเสียงราบเรียบ
“นายตะวันเป็อย่างไรบ้าง สบายดีไหม ไม่เจอกันเลยั้แ่เรียนจบมหาลัย” ศิลาถามถึงเพื่อนสนิท ซึ่งเป็พี่ชายของจันทร์แข
“พี่ตะวันเสียแล้วค่ะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว” จันทร์แขตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ เล็กน้อย
“ผมเสียใจด้วยครับ” ศิลากล่าวตามมารยาท ในใจก็อดนึกถึงอดีตไม่ได้ เคยสุขเคยทุกข์ร่วมกันมาตลอดจนเรียนจบ แล้วแยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของใครของมัน ตามที่ถูกกำหนดกันมาแล้ว ดั่งชีวิตเราเป็ต้น
“ดูคุณเปลี่ยนไปมากเลยนะคะ” จันทร์แขบอกเมื่อสังเกตเห็นว่าศิลาต่างไปจากที่เคยรู้จัก ซึ่งชายหนุ่มจะเป็คนร่าเริง สนุกสนานได้ทุกสถานการณ์ ช่างพูดช่างเจรจาชอบอ่ำเพื่อน ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน แม้นแต่ตัวเธอเองซึ่งเป็น้องสาวฝาแฝดของตะวัน ก็ไม่วายโดยศิลาแกล้งอยู่บ่อย ๆ
“ผมก็เหมือนเดิมนั่นแหละคุณแข แล้วนี่จะไปไหนล่ะครับ” ชายหนุ่มถาม
“จะไปรับลูกชายค่ะ” จันทร์แขตอบตาเป็ประกาย
“แต่งงานไม่เห็นเชิญผมบ้างเลย”
จันทร์แขไม่ตอบแต่กับหัวเราะคิก ๆ
“แขต้องรีบไปแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวเ้าตัวน้อยจะคอยนาน รถแขเสียซ่อมอยู่ในอู่ เลยต้องรีบไปหน่อย พอดีวันนี้แขนัดแกจะพาไปทานไอศกรีม”
จันทร์แขพูดด้วยน้ำเสียงมีความสุข แววตาฉายถึงความรักอย่างเต็มหัวใจ เมื่อพูดถึงเด็กน้อย
“งั้นผมขออาสาไปส่งคุณแขที่โรงเรียน ผมจะได้ทำความรู้จักกับเ้าตัวน้อยของคุณแขด้วยเสียเลย” ศิลาอาสาและแสดงความมีน้ำใจต่อน้องสาวของเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้พบกันมาเป็เวลายาวนาน
จันทร์แขทำท่าคิดเล็กน้อย ยกมือมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ
“ก็ดีเหมือนกัน นี่ก็ใกล้เวลาจะเลิกเรียนแล้ว”
“นั้นเชิญทางนี้เลยครับ รถผมจอดอยู่ตรงนั้น” ศิลาบอกกับเธอ พร้อมกับชี้มือไปยังทิศทางที่รถจอดอยู่
ระหว่างทางทั้งคู่ถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน จนมาถึงโรงเรียน
“คุณศิลา ส่งแขที่หน้าโรงเรียนก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเข้าไปในโรงเรียนก็ได้ค่ะแขเกรงใจ” จันทร์แขบอก พลางชะแง้มองเข้าไปในโรงเรียน ยังไม่เห็นมีเด็ก ๆ ลงมาจากตัวอาคารเรียน
“ไม่เป็ไรครับ เอาอย่างนี้แล้วกัน วันนี้ผมจะเป็โชเฟอร์บริการคุณกับเ้าตัวน้อยเอง” ความรู้สึกเื่ลูกแอบแวบเข้ามาในสมองของเขา
“ก็ได้ค่ะ แขจะได้อวดลูกแขด้วย ถ้าคุณศิลาเห็นแก คูณศิลาจะหลงรักแกเชียวค่ะ อุ้ย พูดถึงทีไรอยากหอมแก้มเ้าตัวน้อยเสียทุกที” จันทร์แขบอก แววตาเต้นระริก ๆ ไปด้วยความรักอันมากมาย
“ดูคุณแขรักแกมากน่ะครับ” ศิลาพูด แต่ตัวเองกับรู้สึกเศร้าใจชอบกล นี่ถ้าเขามีลูกกับแพรพิมพ์ ลูกก็คงจะน่ารักน่าชัง ชีวิตคงจะมีความสุขที่สุดในโลก
จันทร์แขหันหน้ามาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “ที่สุดในโลกเลยค่ะ”
“คุณครูคงยังไม่ปล่อยตัวลงมา เอาอย่างนี้ คุณเอารถไปจอดตรงนั้นก่อนนะคะ แล้วไปนั่งรอแข ที่ใต้ต้นหูกวางต้นนั้นก่อนเดี๋ยวเ้าตัวน้อยจะเดินมาที่นั่น แขขอตัวไปซื้อขนมปัง ที่ร้านนู้นให้เ้าตัวน้อยทานแก้หิวไปก่อน " จันทร์แขลงจากรถเมื่อพูดจบ แล้วรีบเดินไปยังร้านขายเบเกอรี่ฝั่งตรงข้ามทันที
ศิลาจอดรถเรียบร้อยแล้ว เดินไปนั่งใต้ต้นหูกวางตามคำบอกของจันทร์แข ชายหนุ่มทอดสายตามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย พลันภาพเด็กชายตัวน้อยในชุดอนุบาลเดินแกมวิ่งตรงมายังที่เขานั่งแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
ชายหนุ่มจ้องมองเด็กน้อยตาไม่กะพริบ หัวใจพองโตด้วยความสุข เด็กชายยิ้มให้เขาแล้วเดินเลี่ยงมานั่งเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ข้าง ๆ เขา ชะเง้อชะแง้มองหาคนมารับ
“มองหาแม่แขหรือครับ” ศิลาถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
เด็กน้อยหันมามองเขาแล้วยิ้มให้ หัวใจชายหนุ่มเหมือนมีประกายประหลาด เกิดขึ้นมาภายในใจอย่างบอกไม่ถูก ใจชาวาบอย่างมีความสุข เมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อย รอยยิ้มช่างเหมือน ….
เพ้อเจ้อน่าเรา ศิลาบอกกับตัวเอง
“คับ คุณลุงรู้ได้ไงคับ” เสียงเล็ก ๆ นุ่ม ๆ ถาม
“ลุงก็มารอแม่แขเหมือนกัน แม่แขบอกให้ลุงมานั่งรอตรงนี้ โน่นไงแม่แขเดินมาโน้นแล้ว” ศิลาบอกแล้วชี้มือให้เด็กน้อยมองตามจันทร์แขเดินจ้ำพรวด ๆ เดินตรงมาหาคนทั้งคู่
“ว่าไงรอแม่แขนายไหมลูก” จันทร์แขถามเด็กน้อย
“ไม่นานคับ”
จันทร์แขทรุดตัวลง แล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ที่แก้มทั้งสองข้างอย่างเต็มแรง ด้วยความรักความเอ็นดู
“ชื่นใจจัง ไหว้คุณลุงเสียซิลูก” จันทร์แขบอก
เด็กน้อยทำตาม อย่างว่านอนสอนง่าย
“สวัสดีคับ” เสียงเล็ก ๆ พูด
ศิลายิ้มรับด้วยความปิติ มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจลึก ๆ ของเขา
“ขอผมกอดแกหน่อย ได้ไหมครับคุณแข”
“ได้ซิคะ”
ชายหนุ่มดึงร่างของเด็กชายเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก ในใจก็รำพึงถึงแพรพิมพ์ ผมอยากมีลูกกับแพร แต่แล้วเขาก็ต้องคลายวงแขนออก เมื่อรู้สึกตัวว่าเขาเป็ฝ่ายเพ้อไปคนเดียว
“แกชื่อ เสือน้อยค่ะ” จันทร์แขบอกอย่างชื่นชม
“แม่แกเป็คนตั้งให้ค่ะ เห็นเขาบอกว่าฟังดูแล้วเข้มแข็งแต่ไม่ดุร้าย”
“อ้าว คุณแขไม่ใช่แม่ของแกหรือครับ” ชายหนุ่มถามอย่างฉงน
“ไม่ใช่หรอกค่ะ ลูกของน้องสาวแขเองค่ะ”
“เอะ คุณแขมีน้องสาวกับเขาด้วยหรือครับ ผมไม่ยักรู้ ถ้าผมรู้ ผมจีบแน่ ๆ ” ชายหนุ่มกล่าวทีเล่นทีจริง
“แม่ของเสือน้อย ไปดูงานต่างจังหวัด อีกหลายวันคงจะกลับ อุ๊ย แม่แขขอโทษลูก เสือน้อยทานขนมปังแก้หิวไปก่อนน่ะลูก” จันทร์แขบอก แล้วส่งขนมปังให้หลานชาย
“คุณแขคงรักแกมากเลยน่ะครับ” ศิลาถามขณะที่สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าน้อย ๆ ที่กำลังเคี้ยวขนมปังตุ้ย ๆ
“สุดหัวใจเลยค่ะ” จันทร์แขบอกอย่างภาคภูมิใจ
“แม่แขคับ เสือน้อยทานหมดแล้วคับ ไปกันเถอะคับ เสือน้อยอยากทานไอติมแล้วคับ” เด็กน้อยพูดเมื่อทานขนมปังหมดแล้ว
“ได้เล้ย” จันทร์แขพูดเสียงสูง แล้วจูงมือเด็กน้อยออกเดิน โดยมีชายหนุ่มมองตามด้วยความอิจฉา เขาอยากมีโอกาสได้ทำอย่างที่จันทร์แขทำอยู่ในเวลานี้บ้าง
ทั้งสามชีวิตสนุกสนานกันมาก โดยเฉพาะศิลาเขาไม่เคยรู่้สึกมีความสุขแบบนี้มานานมากแล้ว เขารู้สึกรักเด็กคนนี้มากเหมือนกับมีสายสัมพันธ์บางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ และผูกพันกับเด็กน้อยคนนี้อย่างน่าประหลาดใจ
“แขขอบคุณ คุณศิลามากเลยค่ะที่พาแขกับเสือน้อยไปเที่ยว สนุกมากค่ะ ขอบคุณ คุณลุงเสียซิเสือน้อย”
“ขอบคุณคับ คุณลุง” เสือน้อยพูดพร้อมยกมือไหว้
ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กน้อย แล้วสวมกอดด้วยความรักความเอ็นดู ในใจลึก ๆ ของเขา เขาอยากให้เด็กคนนี้เป็ลูกของเขาจริง ๆ
“พรุ่งนี้วันเสาร์ ผมขออนุญาตคุณแข พาเสือน้อยไปเที่ยวได้ไหมครับ”
“ว่าไงเสือน้อยอยากไปไหมลูก” จันทร์แขหันไปถามยิ้ม ๆ
“อยากคับ” เด็กน้อยตอบตามความรู้สึกของตนเอง
“ถ้าอยากไป ต้องรีบทำการบ้านให้เสร็จเร็ว ๆ แล้วถึงจะไปเที่ยวได้ ตกลงไหม” จันทร์แขยื่นข้อเสนอ
“ตกลงคับ” เด็กน้อยบอกน้ำเสียงหนักแน่น
“ลาคุณลุงเสียซิลูก จะได้ไปอาบน้ำอาบท่า”
“สวัสดีคับคุณลุง” มือน้อย ๆ กระพุ่มไหว้อย่างน่าเอ็นดู
ศิลาอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา แล้วหอมฟอดเข้าที่แก้มใส ๆ อย่างเต็มแรง มีบางอย่างวิ่งเตือนความรู้สึกอีกครั้ง เขารู้สึกชาไปทั้งหัวใจด้วยความสุขและความเ็ประคนกัน
“แล้วพรุ่งนี้เราเจอกันน่ะครับ” ศิลาบอกเด็กน้อย
“สะอิ้ง เอาน้องไปอาบน้ำที” จันทร์แขเรียกพี่เลี้ยง
“เข้าไปคุยข้างในก่อนไหมคะ” จันทร์แขชวน
“คงไม่หล่ะครับ รบกวนเวลาคุณแขเปล่า ๆ ผมขอตัวแล้วกันพรุ่งนี้สาย ๆ ผมจะมารับเสือน้อยไปเที่ยว” ชายหนุ่มบอก ประกายตาลุกวาวอย่างประหลาด เขาเองก็ประหลาดใจอยู่เช่นกันว่าทำไม เขาถึงมีความรู้สึกผูกพันกับเด็กคนนี้
“ไปเถอะค่ะ ไปดื่มกาแฟสักแก้วก่อน แล้วค่อยกลับ” จันทร์แขคะยั้นคะยออีกครั้ง
“ก็ได้ครับ” ศิลาตอบเพราะเขาเองก็ยังไม่อยากกลับที่พัก