ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๐๐ หกสิบสี่ยอดยุทธ์ (re-edition)

            .. เช้าวันใหม่อันสดใส แสงแดดสาดส่องกระทบตัวมังกรทองคำส่งประกายระยับ สิ่งนั้นประดับอยู่เหนือหลังคาตำหนักมังกรคำรน ตำหนักศิลาขาวบริสุทธิ์หลังคาเป็นกระเบื้องเคลือบสีส้มสามชั้น ตั้งตระหง่านโอฬารอยู่ในพระราชวังหลวงโอริสนคร

            ลานหินอันกว้างใหญ่จัดสร้างอัฒจันทร์ขนาดมหึมาทรงโค้งคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นไม้เนื้อแกร่งสูงกว่าห้าสิบชั้น ขึงหลังคาผ้ากันแดด บรรจุผู้คนได้หลายหมื่นคน .. เมื่อวานสิ่งนี้ยังไม่มีอยู่ แต่ทางโอริสาเนรมิตสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นมาได้ภายในค่ำคืนเดียว

            ด้านหนึ่งเป็นตำหนักมังกรคำรนทำหน้าที่เป็นส่วนประธาน โอบล้อมพื้นที่ด้วยอัฒจันทร์ไม้ ตรงกลางคือลานหินโล่งสามารถนำผู้คนนับพันมายืนรวมกันโดยไม่อึดอัด ทั่วบริเวณมีทหารราชองครักษ์ยืนรักษาการ ทั้งประดับด้วยผ้าและธงทิวของแคว้นโอริสาดูโออ่าสมเกียรติ

            แผ่นกระดานขนาดใหญ่มีความสูงหลายสิบศอกถูกติดตั้งอยู่ด้านข้างตำหนักมังกรคำรน มีช่องอยู่หกสิบสี่ช่องสำหรับใส่ป้ายรายชื่อยอดยุทธ์ผู้เข้าร่วมการประลอง แต่ขณะนี้ช่องเหล่านั้นยังว่างเปล่า

            ขบวนผู้คนเริ่มทยอยเดินผ่านป้อมประตูมังกรสวรรค์ มีทั้งประชาชนชาวโอริสา ทั้งผู้คนต่างถิ่นอันหลากหลาย ต่างมุ่งหน้าจับจองพื้นที่บนอัฒจันทร์

            ผ่านไปหลายสิบนาที ทั่วทั้งอัฒจันทร์ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน .. ด้วยจำนวนกว่าสามหมื่น การพูดคุยกันเบาๆ ก่อเกิดเสียงอื้ออึง ทำคำสนทนาฟังกันแทบไม่รู้เรื่อง

            ขุนนางโอริสา ตัวแทนคณะทูต และสำนักมีชื่อต่างๆ เข้านั่งประจำโต๊ะเก้าอี้ที่ถูกจัดไว้บริเวณระเบียงด้านหน้าตำหนักมังกรคำรน การประลองของยอดยุทธ์รุ่นเยาว์กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

            เจ้าม่านฟ้าและซออะวินนั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง เจ้าม่านฟ้ากล่าวว่า “เจ้าผู้นั้น จะมาร่วมงานประลองหรือไม่” มันหมายถึงอุทัย

            ซออะวินกล่าว “นิสัยคนผู้นี้ดื้อด้าน มันคงไม่พลาดโอกาสแน่นอน”

            เฮ้อออ .. เจ้าม่านฟ้าทอดถอนใจ “ข้าเสียดายยิ่งนัก ที่มันไม่สามารถเข้าประลองในนามแคว้นกุสุมาเรา นึกไปก็น่าแค้นใจนักพรตเฒ่าผู้นั้น”

            พอดีกับที่นักพรตฟ้าเหลืองกำลังเดินไปยังที่นั่งรับรอง คางของมันบวมเป่ง ยามเดินเหินต้องมีเหล่าศิษย์คอยประคอง มันเหลียวซ้ายแลขวา ราวรับรู้ว่ากำลังถูกผู้อื่นกล่าวถึง

            ซออะวินกล่าว “จะเสียดายไปไย .. มันมิใช่คนของแคว้นเราอยู่แล้ว จะเข้าประลองในนามแคว้นเราได้อย่างไร” มันลอบมองนักพรตฟ้าเหลืองนิดหนึ่ง กล่าวว่า “ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันกำลังรุ่งเรือง มีผู้เข้ารีตนับแสน การทำความขุ่นเคืองต่อมัน รังแต่หาความวุ่นวายแก่แคว้นเรา”

            เจ้าม่านฟ้าพยักหน้ารับฟัง ซออะวินกล่าวต่อ “.. อีกอย่าง เจ้าคนงานผู้นั้นมีความเป็นมาไม่ชัดแจ้ง วิชายุทธ์ของมันก็ไม่ธรรมดา เป้าประสงค์ของมันก็คงไม่ธรรมดาเช่นกัน”

            เจ้าม่านฟ้ากำลังคิดอันใดเรื่อยเปื่อยกล่าวตอบเบาๆ “ที่ท่านอาพูดก็ถูก ..”

            ขบวนตัวแทนสำนักต่างๆ ยังทยอยเข้านั่งประจำที่ กลุ่มชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งได้รับการเชื้อเชิญจากเจ้าหน้าที่ให้มานั่งตรงแถวด้านหน้าสุด ซออะวินกล่าว “นั่นไง .. ตัวแทนจากวังดาราจักร สำนักกระบี่สวรรค์ และตามมาด้วยลัทธิสุริยันจันทรา”

            เจ้าม่านฟ้ากล่าว “วังดาราจักร .. อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน” .. มันให้ความสนใจ “ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ของมันต้องเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งแล้ว”

            ซออะวันกล่าว “ท่านคาดผิดแล้ว พวกมันไม่ได้ส่งยอดยุทธ์เข้าประลองในครานี้”

            เจ้าม่านฟ้าทำสีหน้าแปลกใจ ซออะวินกล่าวต่อ “วังดาราจักรไม่มียอดยุทธ์ที่อายุต่ำกว่าสิบเก้าปี ที่เยาว์วัยสุด อายุราวสามสิบเศษ คาดว่ามันคงมาในงานวันนี้ด้วย”

            เจ้าม่านฟ้าพยักหน้างึกงัก การเดินทางไกลครั้งนี้นับเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง มันกล่าวถามต่อ “แล้วบุคคลเหล่านั้นล่ะ ท่านอา ..”

            ยังมีตัวแทนสำนักยุทธ์ทั้งบุรุษและสตรีทยอยเดินตามกันมา ซออะวินกล่าวว่า “นั่นตัวแทนเรือนจิตจำรัส ทั้งสำนักล้วนเป็นสตรีเพศ .. เช่นเดียวกับ สำนักบุปผาเหมันต์ที่สวมชุดสีฟ้า ทั้งสำนักก็ล้วนเป็นตรีเช่นกัน .. นั่น สำนักกระบี่เมตตา สำนักดาบจ้าวพิภพ วัดธรรมจักร สำนักกายาทิพย์ ล้วนเป็นสำนักมีชื่อทั้งสิ้น”

            เจ้าม่านฟ้ารับฟังคำบรรยายจากซออะวิน มันนั่งมองผู้คนมากมายจนลายตา .. ทั่วสถานที่เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งตัวแทนแคว้นสำนักต่างๆ เข้าประจำในชุดโต๊ะเก้าอี้ที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้

            อยู่ๆ ผู้คนภายในตำหนักหยุดพูดคุยโดยฉับพลัน จนเจ้าม่านฟ้าและซออะวินต้องเหลียวมองด้วยความสนใจ .. เห็นเงาร่างบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากส่วนลึกของตำหนัก รูปร่างอันสูงโปร่งมาพร้อมพลังยุทธ์อันหนักแน่นมั่นคง

            เป็นองค์ชายมังคละอยู่ในขุดยาวสีดำ ก้าวเดินจนมาถึงด้านหน้าตำหนักมังกรคำรน มันหยุดยืนหันหน้าออกไปทางอัฒจันทร์ เสียงอื้ออึงของเหล่าผู้ชมค่อยๆ สงบลง

            องค์ชายมังคละกลายเป็นจุดสนใจของผู้คน สายตาหลายหมื่นคู่กำลังจ้องมองลงมา

            พลังปราณสุดกล้าแกร่งกล่าวเป็นวาจาสามารถรับฟังได้โดยทั่ว องค์ชายมังคละกล่าว “พี่น้องชาวโอริสา และมหาทวีป ..”

            ผู้ชมหลายหมื่นคมเงียบเสียงลง องค์ชายกล่าวต่อ “ขอต้อนรับเข้าสู่การประลอง เพื่อการเฉลิมฉลองแห่งแคว้นโอริสา”

            “ก่อนอื่น .. ต้องขอขอบคุณคณะทูตและทุกๆ สำนักยุทธ์ ที่เดินทางมายังแคว้นเล็กๆ แห่งนี้ ตัวข้าในฐานะผู้เหย้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างที่สุด ..”

            “การประลองในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อความบันเทิง .. การแพ้ชนะหาใช่สาระสำคัญไม่ ..” ผู้คนทั้งสถานที่รับฟังอย่างจดจ่อ “แต่สิ่งที่สำคัญ ก็คือ .. การเชื่อมสัมพันธ์ของพี่น้องสำนักต่างๆ .. โดยผ่านตัวแทนซึ่งเป็นบรรดา ผู้เยาว์”

            “ผู้เยาว์ .. ผู้เป็นยอดยุทธ์อันโดดเด่นภายในรุ่นของมัน” องค์ชายกล่าวเน้นเสียง

            “ผู้เยาว์ .. ที่จะเป็นสุดยอดฝีมือในภายภาคหน้า” น้ำเสียงองค์ชายดังกึกก้องกังวาน

            “ผู้เยาว์ .. ที่จะเติบใหญ่เป็นยอดยุทธ์เสาหลักแห่งยุทธภพ” ผู้ชมบนอัฒจันทร์มีอารมณ์ร่วมบ้างลุกขึ้นยืนโห่ร้อง

            “.. ผู้เยาว์” มาถึงตอนนี้องค์ชายมังคละกำหมัดขวาแล้วยกชูขึ้น “.. ที่เป็นอนาคตแห่งชาวมหาทวีปของเรา” น้ำเสียงช่างเร่งเร้า ทำผู้ชมนับหมื่นยืนขึ้นปรบมือโห่ร้องเสียงดังกระหึ่ม ..

            เสียงโห่ร้องอื้ออึงราวโลกทั้งโลกจะถล่มลงมา องค์ชายมังคละต้องรอหลายนาทีกว่าผู้ชมจะลดอารมณ์อันร้อนแรงลง แล้วกล่าวต่อว่า “ผู้เข้าประลองทั้งหกสิบสี่ล้วนเป็นผู้มีความสามารถ เป็นลูกหลานที่ชาวมหาทวีปภาคภูมิใจ”

            แล้วจึงยกแขนผายมือทั้งสองออก “ขอเชิญยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ครอบครองป้ายมังกรเหิน มาแสดงตัวพร้อมกัน ณ ลานประลองยุทธ์แห่งนี้”

            .. ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! เสียงกลองหนังขนาดใหญ่ถูกตีอย่างเร่งเร้า ผู้ชมกว่าครึ่งลุกขึ้นยืน ทั้งยังปรบมือต้อนรับกึกก้อง

            ทันใดนั้น .. ท่าร่างสีขาววูบวาบเคลื่อนไหวอย่างว่องไวมาหยุดยืนอยู่กลางลานประลอง ผู้คนทั้งอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงคราง ฮือออออ ...

            บุรุษหนุ่มอายุเพียงสิบแปดปี ใบหน้าหล่อเหลาราวสลักจากหยก มันอยู่ในชุดเรียบหรูสีขาวยืนอย่างงามสง่า สะพายกระบี่วิเศษอยู่ด้านหลัง

            คนผู้นั้นกระหยิ่มยิ้มยกป้ายมังกรเหินสีทองออกมาแสดง

            องค์ชายมังคละกล่าวด้วยเสียงอันดัง “ป้ายมังกรเกล็ดทอง .. นาธา .. กระบี่หน้าหยก .. สำนักกระบี่สวรรค์ ..”

            พนักงานนำป้ายตัวอักษรเรียงกันในแถวลำดับที่สิบ .. นาธา สำนักกระบี่สวรรค์ .. เสียงโห่ร้องอื้ออึงของผู้ชมดังขึ้นอีกครั้ง

            “โอ๊ววว .. สำนักกระบี่สวรรค์ หนึ่งในสี่สำนักหลักแห่งทวีป ..”

            “มันผู้นี้เป็นศิษย์เอกของกระบี่ทลายนภา ผู้เกรียงไกรแห่งทำเนียบยอดยุทธ์”

            “ฮา ฮา ฮา .. อายุเพียงเท่านี้ แต่ทั้งรูปลักษณ์และวิชาฝีมืออยู่ในขั้นสุดยอด .. มันเป็นตัวเต็งในการคว้าชัยอย่างจริงแท้”

            กระบี่หน้าหยกหันมาคารวะโดยรอบกับผู้คนบนอัฒจันทร์ เรียกเสียงกรีดร้องตอบรับได้อีกพักใหญ่ ส่วนกลุ่มตัวแทนสำนักกระบี่สวรรค์ที่นั่งแถวหน้าบนตำหนักมังกรคำรนได้แต่ยกยิ้ม รับการชื่นชมจากสำนักที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ยอมหยุด

            .. ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! เสียงกลองหนังดังเร่งระรัว

            ตามมาด้วยบุรุษหนุ่มร่างใหญ่ ร่างกายแข็งแกร่งด้วยมัดกล้ามเนื้อ สวมชุดยุทธ์สีเข้ม ค่อยๆ เดินมาหยุดยืนอยู่กลางลาน แล้วจึงยกมือขวาทาบหน้าอก ก้มศีรษะคารวะให้องค์ชายมังคละ

            ในมือกุมป้ายมังกรเหินสีแดงเพลิง กล่าวว่า “ป้ายมังกรอัคคี .. ตัวแทนตำหนักเทพยุทธ์”

            เฮ้ ฮฮฮฮฮ .. เสียงโห่ร้องของผู้ชม ยังดังกว่าเมื่อครู่เสียอีก ตำหนักเทพยุทธ์เป็นสำนักหลักของแคว้นเจ้าบ้าน ผู้ชมที่กว่าครึ่งซึ่งเป็นชาวโอริสาต่างลุกขึ้นปรบมือร้องเรียก บ้างกระทืบเท้าเสียงดังสนั่นจนพูดคุยกันแทบไม่ได้ยิน

            “วิ่ดดดด วิ่ววววว .. ตำหนักเทพยุทธ์ ..”

            “นั่น .. รัชชะ .. ผู้เข้มแข็งที่สุดในหมู่ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์”

            “สุดยอดดด .. ตำหนักเทพยุทธ์ .. สู้ สู้ .. คว้าชัยให้แก่แคว้นเรา .. ฮา ฮา ..”

            องค์ชายมังคละพยักหน้าตอบรับ แล้วส่งสัญญาณมือให้พนักงานจัดเรียงป้าย .. ตัวอักษร .. รัชชะ ตำหนักเทพยุทธ์ .. ถูกบรรจุในแถวลำดับหก

            ยังไม่ทันผู้ชมจะเงียบเสียงลง ปรากฏเงาร่างในชุดสีดำกระโดดม้วนมาหยุดกลางลาน เป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบสามสิบสี่ปีอยู่ในชุดคลุมสีดำ ใบหน้าอันเกลี้ยงเกลา แต่เรียบเฉยไร้อารมณ์

            เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่กล่าววาจาอันใด มีเพียงแววตาอันหยามเหยียดดูแคลน ราวกับว่ามันยืนอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง .. แล้วจึงยกมือแสดงป้ายมังกรเหินสีดำอมน้ำเงินเข้มอันหนึ่งขึ้นมา

            องค์ชายมังคละยิ้มมุมปาก กล่าวดังๆ ว่า “ป้ายมังกรนิล .. แสงสูรย์ ตัวแทนวิหารสุริยเทพ ..”

            เด็กหนุ่มผู้นั้นแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย มังกรฟ้าเทพยุทธ์ผู้นี้มิต้องรอให้มันแจ้งนาม ก็สามารถกล่าวออกมาได้อย่างถูกต้อง

            เสียงผู้ชมยังโห่ร้องเสียงดังต่อเนื่อง .. นามของตัวแทนวิหารสุริยเทพถูกบรรจุเรียงในแถวลำดับที่ยี่สิบสาม .. แสงสูรย์ วิหารสุริยเทพ

            รัชชะหันมามองทำหน้าพยักพเยิด ส่วนแสงสูรย์ก็ยิ้มเยาะอย่างยียวน .. ทันใดหางตาของทั้งสองพบเห็นเงาสีแดงสายหนึ่ง

            ที่ด้านหลังของพวกมันคือดรุณีน้อยในชุดสีแดงสด อายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างสมส่วนกะทัดรัด ใบหน้ากลมอิ่มเอม ดวงตากลมโต .. นับว่าเป็นโฉมงามนางหนึ่ง กำลังยืนเชิดจมูกแสดงท่าทางเอาแต่ใจ

            นางแสยะปากใส่แสงสูรย์ แล้วนำป้ายมังกรเหินสีเขียวออกมา องค์ชายมังคละเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ป้ายมังกรพฤกษา .. มณีจันทร์ ตัวแทนวิหารเทวีจันทรา ..” .. พนักงานนำป้ายชื่อของนางบรรจุในแถวลำดับสิบเจ็ด ผู้ชมโห่ร้องสนทนากันเสียงดัง

            “อือออ ฮือออ .. มากันทั้งวิหารเทวีจันทรา และ วิหารสุริยเทพ ..”

            “ลัทธิสุริยันจันทรา หนึ่งในสำนักหลัก มาชมคราวนี้ไม่ผิดหวังจริงๆ ..”

            “ทั้งสองยังอายุเยาว์นัก นับเป็นยอดยุทธ์รุ่นใหม่โดยแท้จริง .. ฮา ฮา ..”

            ยังไม่ทันที่เสียงโห่ร้องจางหาย ก่อเกิดสายลมอันเย็นเยือกพัดมาวูบหนึ่ง สตรีร่างระหงในชุดยาวพลิ้วสีฟ้าปรากฏกายขึ้น วงหน้างามงดหมดจด ดวงตาอันโศกซึ้ง ปากแดงระเรื่อ ผมดำขลับรวบตึงถักเป็นเปียทิ้งยาวถึงสะโพก ผิวของนางขาวราวหิมะ ให้ความรู้สึกราวหิมะแรกของฤดูเหมันต์ ที่กำลังต้องประกายแดดในยามเช้า

            นางงามจนไม่คล้ายผู้คนบนพิภพนี้ หากแต่คล้ายเทพอัปสรบนสรวงสวรรค์ .. บรรดาผู้ชมทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างลุกขึ้น “ดูนั่น! แม่นางน้อยผู้นั้น นางเป็นใครกัน”

            มือขวาของนางถือป้ายมังกรเหินสีน้ำเงิน กล่าวด้วยเสียงเย็นชาราบเรียบว่า “.. ผู้เยาว์ .. วาวา ตัวแทนสำนักบุปผาเหมันต์”

            องค์ชายมังคละยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ป้ายมังกรขั้วโลก .. วาวา สำนักบุปผาเหมันต์ ..” พนักงานจัดเรียงป้ายตัวอักษรเป็นชื่อและสำนักของนางบรรจุในแถวลำดับห้า

            “ว๊าว! ว๊าว! ว๊าว! ช่างงดงาม .. งดงามราวเทพธิดา”

            “บุปผาเหมันต์ .. ความงดงามในความเยือกเย็น หัวใจของข้าถูกแช่แข็งแล้ว .. ฮา”

            “ฮือออออ .. วิทยายุทธ์ก็สุดยอด นางปรากฏกายตั้งแต่เมื่อไร .. ข้ามองไม่ทันจริงๆ”

            .. ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! เสียงกลองดังระรัว เหล่าบุรุษยังไม่ทันปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้เข้าที่ หัวใจของพวกมันก็ล่องลอยเข้าสู้พื้นที่ว่างอันเวิ้งว้าง

            บุรุษทั่วทั้งสถานที่แทบหยุดหายใจ เมื่อพบเห็นร่างของสตรีร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา นางรูปร่างสูงสมส่วนในชุดขาวบริสุทธิ์ สวมงอบไม้ไผ่สานประดับด้วยผืนผ้าขาวบางเบาปิดบังใบหน้า ทั้งยังสะพายกระบี่เก่าโบราณไว้ด้านหลัง

            บุคลิกของนางสูงสง่าดังองค์เทพี ให้ความรู้สึกหลุดพ้นราวพบเจอพระโพธิสัตว์ นางหยุดยืนพยักหน้าทักทายวาวาคราหนึ่ง แล้วหันไปประสานมือกล่าวกับองค์ชายมังคละว่า “คารวะท่านมังกรฟ้า .. ผู้เยาว์อุษา ตัวแทนเรือนจิตจำรัส ..” แล้วนำป้ายมังกรเหินสีม่วงออกมาแสดง

            องค์ชายมังคละยิ้มให้แล้วกล่าวว่า “ป้ายมังกรเทวะม่วง .. อุษา เรือนจิตจำรัส ..” พนักงานจัดเรียงป้ายตัวอักษรบรรจุชื่อของนางในแถวลำดับสอง บรรดาผู้ชมเริ่มออกความเห็น

            “ฮือออ .. ลักษณะของนางงามน้อยผู้นี้ช่างสูงส่ง ทำบุรุษเช่นข้ารู้สึกต่ำต้อยยิ่งนัก”

            “เรือนจิตจำรัส .. เพลงกระบี่ของเรือนจิตจำรัส ไม่เป็นรองสำนักกระบี่สวรรค์แม้เพียงน้อย”

            “พวกท่านอย่าทำเป็นเล่นไป .. เห็นกระบี่ที่นางสะพายอยู่หรือไม่ นั่นคือกระบี่วิเศษประจำสำนักเชียว”

            มณีจันทร์ยืนมองความงามของทั้งสอง ในชีวิตไม่เคยพบพานสตรีที่งามสะคราญเช่นนี้มาก่อน มาตรแม้นนางเองเป็นสตรีก็ยังอดที่จะชื่นชมพวกนางไม่ได้

            .. ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! เสียงกลองดังระรัวต่อเนื่อง เร้าอารมณ์จนผู้ชมคึกคัก แต่ทันใดนั้นบรรยากาศโดยรอบมืดหม่นลงอย่างรวดเร็ว พบเห็นเมฆฝนปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า เข้าบดบังแสงอาทิตย์ยามเช้าจนลดความสว่างลงไปกว่าครึ่ง

            แรงลมกระโชกจนทิวธงพัดกระพือ ก้อนเมฆดำพลิกม้วนดังครืนๆ พร้อมแสงฟ้าแลบแปล๊บปล๊าบ แล้วจึงเกิดพายุพัดหมุนวนเป็นเกลียวยาว

            ว๊าบบบบบ! เกรียวลมนั้นหมุนพุ่งลงมายังกลางลาน .. ปรากฏร่างร่างหนึ่งนั่งชันเข่าอย่างนิ่งสงบ

            ร่างนั้นค่อยๆ ยืดกายลุกขึ้นยืน คนผู้นี้สวมงอบใบใหญ่มองไม่เห็นใบหน้า ทั้งยังสวมชุดฟางกันฝนทับเสื้อผ้าสีดำ ดูท่าสถานที่ที่คนผู้นี้จากมาคงมีมรสุมฝนตกตลอดทั้งปี

            แล้วแสดงป้ายมังกรเหินลักษณะเป็นแก้วใส กล่าวว่า “.. ข้า อวิ๋นเหลย .. ขุนเขาเมฆาวิรุณ”

            องค์ชายมังคละก้าวมาด้านหน้าก้าวหนึ่ง ส่งเสียงหัวเราะ ฮา ฮา .. กล่าวว่า “สำนักขุนเขาเมฆาวิรุณ วรยุทธ์สุดพิสดาร .. นับถือ .. นับถือ” แล้วกล่าวกับพนักงานจัดเรียงป้าย “ป้ายมังกรเทวะรัตนะ .. อวิ๋นเหลย ขุนเขาเมฆาวิรุณ” .. นามของคนผู้นี้ถูกจัดเรียงในลำดับสาม

            “จิ๊ จิ๊ ! .. ขุนเขาเมฆาวิรุณอันโด่งดัง ข้าอยากรู้นัก ยอดยุทธ์ในรุ่นนี้ยังไร้เทียมทานเช่นกาลก่อนหรือไม่” วาจาเหน็บแนบดังขึ้น บุรุษหนุ่มในชุดสีเขียวอ่อนเดินทอดน่องออกมา อวิ๋นเหลยตัวแทนจากขุนเขาเมฆาวิรุณยังยืนสงบนิ่งใช้เพียงหางตาชำเลืองมอง

            ผู้มาใหม่กล่าวต่อ “ชักคันไม้คันมือเสียแล้ว ฮึ ฮึ” มันมีหน้าตาธรรมดา สวมหมวกทรงสูงสีดำ อยู่ในชุดนักพรตยาวสีเขียว สะพายกระบี่เล่มงามไว้ที่ช่วงเอว ท่าทางของมันช่างมั่นใจในวิชายุทธ์ แล้วจึงนำป้ายมังกรเหินออกมาแสดง “ข้า .. อันดับหนึ่งสำนักห้าบรรพต .. หยวนต้า ฮา ฮา”

            “เจริญพร .. ใช่ท่านมั่นใจเกินไปหรือไม่” เสียงแหบทุ้มดังขึ้นขัดจังหวะ นักบวชร่างใหญ่ศีรษะล้าน กล้ามแขนเป็นมัดๆ สวมจีวรสีม่วงอมดำเดินเข้ามายังลานประลอง

            นักบวชผู้นั้นหยิบป้ายมังกรเหินออกมาจากย่าม กล่าวกับองค์ชายมังคละว่า “ข้าคือ .. วัชระ นักบวชชั้นเอก .. วัดมหาธรรมจักร”

            หยวนต้าหันมามองส่งสายตาอย่างไม่พอใจ ทั้งสองต่างเป็นผู้ฝึกจิตบำเพ็ญเพียร มีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกัน .. ต่างก็ยึดถือแนวทางของตนเป็นที่ตั้ง มองแนวทางของสำนักอื่นเป็นสิ่งงมงายไร้ประโยชน์

            “จิ๊ จิ๊ ! ที่แท้ก็พวกนักบวชหัวโล้น เจ้าอยากโดนก่อน ใช่หรือไม่” หยวนต้ากล่าว พร้อมชักกระบี่จ่อใส่ดัง .. เช้งงงง

            “เจริญพร .. เจ้านักพรตผู้นี้ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” นักบวชหนุ่มกล่าวตอบโต้ โคจรพลังปราณจนจีวรพัดกระพือ

            เฮ เฮ .. ซัดกันเลย .. บรรดาผู้ชมรอบข้างเห็นทั้งสองมีท่าทีจะวิวาทกัน ต่างส่งเสียงเร่งเร้าให้ทั้งคู่ลงไม่ลงมือกันเร็วขึ้น

            เป็นที่รับรู้ว่าทั้งสองสำนักไม่ลงรอยกันอยู่ก่อน องค์ชายมังคละเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าวว่า “เอาล่ะๆ .. ท่านผู้บำเพ็ญจิตทั้งสอง เก็บพลังปราณของพวกท่านไว้ใช้ในสถานการณ์ที่ก่อประโยชน์เถิด”

            แล้วจึงกล่าวดังๆ ว่า “ป้ายมังกรบาดาล .. หยวนต้า สำนักห้าบรรพต .. ป้ายมังกรเกล็ดเงิน .. วัชระ วัดมหาธรรมจักร ..”

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทยอยกันเปิดตัว .. ผู้ชมทั้งอัฒจันทร์ยังคึกคักแจ่มใส หัวใจของพวกมันเต้นตามเสียงกลองที่ดังระรัว .. ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง! ตึงงง!

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    THe Superman

    THe Superman

    นิยาย แฟนตาซี
    333K 566
    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.60M 3244
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999