ตูม!
ห้วงมิติสั่นะเื รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวบดขยี้ลงมาดุจพายุคลั่งทำให้ทั้งเมืองเทียนหยวนสั่นสะท้าน
ทว่าในไม่ช้า ทั่วทั้งเมืองก็มีอักขระสัญลักษณ์แห่งกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาก่อตัวเป็ผนึกอักขระมากมาย เปล่งประกายรัศมีเจิดจ้า ดุจดวงดาวนับล้านที่หมุนวนเพื่อสลายรัศมีแห่งแรงกดดันนี้
ย้อนกลับไปใน่งานเลี้ยงฉลองสมรส ตระกูลซูพิจารณาถึงสถานการณ์ต่างๆและเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บุคคลผู้แข็งแกร่งของตระกูลซูจึงวางค่ายกลนับไม่ถ้วนไว้ทั่วเมืองเทียนหยวน
แม้จะมิอาจต้านทานระดับเซียนนักบุญได้ ทว่าการสลายรัศมีกดดันนั้นไม่ใช่ปัญหา
อย่างไรเสีย ในขณะนี้เองหาได้มีผู้ใดสนใจสิ่งเหล่านี้ไม่สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังเวหาด้วยความตกตะลึง…
ณ ที่แห่งนั้น มีร่างสูงใหญ่กำยำปรากฏขึ้น
เขามีคันศรขนาดใหญ่สะพายอยู่ด้านหลัง เดินตรงเข้ามาทีละก้าวอย่างมั่นคงประหนึ่งเทพาโบราณที่จุติลงมา เงาพร่าเลือนของสัตว์อสูรมากมายปรากฏขึ้น ทั้งเทาเถียซวนหนี และอื่นๆ ล้วนห้อมล้อมปกป้องเขาอยู่โดยรอบ
กฎเกณฑ์แห่ง์และพิภพปรากฏขึ้น ก่อตัวเป็โซ่ศักดิ์สิทธิ์มากมายพันเกี่ยวกันรอบตัวเขาราวมิติอีกโลกหนึ่ง
รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นทรงพลังยิ่งแม้แต่เ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญหลายคนก็ยังรู้สึกหวาดผวา
“เซียนจื่อซานแห่งสำนักว่านโซ่ว คาดไม่ถึงว่าเขาจะมาที่นี่ด้วยตนเอง!”
บนแท่นสูง สีหน้าของผู้นำตระกูลหวังเปลี่ยนไป เขาไม่อาจระงับความใและอุทานออกมาได้
“เซียนจื่อซานหรือ ว่ากันว่าเขาเคยสังหารสัตว์อสูรระดับเซียนมาแล้ว!”
“คันศรนั่นคือคันศรปลิดชีพเซียนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักว่านโซ่ว เซียนจื่อซานถึงกับนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้มาด้วยแสดงว่าเขา้าสังหารเซียนฉางเซิง!”
“หรือว่าวันนี้จะมีการสังหารเซียนเกิดขึ้น!”
เหล่าเ้าสำนักแห่งมหาอำนาจชั้นนำต่างก็มีพลังอันแข็งแกร่งพวกเขาล้วนเป็ผู้มีอิทธิพลและมีความรู้กว้างขวางเพียงใด ย่อมมีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของบรรพบุรุษแต่ละสำนักเป็อย่างดี
ดังนั้น ทันทีที่เซียนจื่อซานปรากฏตัว พวกเขาก็ล่วงรู้ข้อมูลของบุคคลผู้นี้และตระหนักถึงผลงานที่ผ่านมาของเขาแล้ว
เคยสังหารสัตว์อสูรระดับเซียน ทั้งยังมีคันศรปลิดชีพเซียนอีกด้วยพวกเขาจึงเข้าใจได้ทันที
วันนี้สำนักว่านโซ่ว้าสังหารเซียน!
“สมแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่สำนักว่านโซ่วนิ่งเฉยมาตลอดที่แท้ก็้าชำระแค้นในวันนี้นี่เอง!”
“ความทะเยอทะยานช่างยิ่งใหญ่ คาดไม่ถึงว่ากล้าที่จะคิดสังหารเซียน!”
“นั่นคือเซียนผู้หนึ่งเลยนะ วันนี้จะเกิดเหตุการณ์เซียนร่วงหล่นจาก์จริงหรือ”
เหล่าเ้าสำนักแห่งมหาอำนาจชั้นนำต่างก็หวาดหวั่น
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น เหล่าผู้แข็งแกร่ง อัจฉริยะเทพธิดา และเซียนสาวที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็หวาดกลัวตามๆ กันไป
“ซูฉางเซิงจบสิ้นแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซียนจื่อซานเขาเป็เพียงเซียนรุ่นน้องที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ ไม่อาจต้านทานได้เป็แน่!”
“ไม่นึกเลย คิดว่าสำนักว่านโซ่วจะยอมถอยให้เซียนฉางเซิงตระกูลซูก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทว่าสำนักว่านโซ่วกลับโเี้ถึงเพียงนี้ พวกเขาลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาดยิ่งนักแท้จริงคือ้ากำจัดเซียนฉางเซิง!”
“ซูฉางเซิงไม่รอดแน่!”
“น่าเสียดายจริงๆ!”
ผู้แข็งแกร่งชั้นนำหลายคนส่ายหัว บางคนถอนหายใจด้วยความเสียดาย
“ผู้ใดใช้ให้เขาอวดดีถึงเพียงนั้น กล้าที่จะสังหารผู้าุโของสำนักว่านโซ่วเป็เพียงเซียนที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่เท่านั้น คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานหรือน่าขันสิ้นดี!”
หลิงเจี้ยนหัวเราะเยาะ
ในฐานะเ้าสำนักแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนเขามีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง น่าเกรงขามยิ่งกว่าสำนักว่านโซ่ว แน่นอนว่าเขาไม่เกรงกลัวซูฉางเซิง
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ซูฉางเซิงไม่รอดแน่ เขาเพียงรอซ้ำเติมสักเล็กน้อยเพราะไม่เชื่อว่าซูฉางเซิงจะทำกระไรเขาได้
“จบเห่แล้ว!”
สีหน้าของบรรพชนไป๋อวิ๋นบิดเบี้ยว เขาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
หรือว่าการตัดสินใจของเขาผิดพลาด
“ปกป้องบรรพบุรุษ!”
ในเวลานี้เอง ซูอวิ๋นคำรามลั่น รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นจากทั่วทุกสารทิศของตระกูลซูรัศมีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสำแดงกฎนับพันและรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวของผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์กว่าสามสิบนายต่างปะทุขึ้น
พลังอันน่าเกรงขามเช่นนี้ทำให้ทุกคนตะลึงงัน
นี่คือพลังที่แท้จริงของตระกูลซูหรือ
“หืม”
เซียนจื่อซานที่กำลังเดินเข้ามา เมื่อเห็นฉากนี้ก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจจ้องมองมาด้วยสายตาดุจแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าที่จับต้องอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อสายตาของเขากวาดผ่าน เหล่าผู้แข็งแกร่ง รวมถึงเ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญของแต่ละสำนักต่างก็หวาดหวั่นและก้มหน้าลง ไม่กล้าแม้สบตาโดยตรง
“น่าสนใจ ตระกูลซูเล็กๆ แห่งนี้กลับซ่อนผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์ไว้มากมาย!”
เซียนจื่อซานพูดเบาๆ เสียงของเขาดังก้องไปทั่ว์ทุกคนได้ยินแจ่มแจ้ง
“แต่ก็น่าเสียดาย มดก็คือมด ต่อให้มดมารวมตัวกันมากมายก็ไม่อาจสั่นคลอนัได้!”
เขาเพียงดีดนิ้ว
ตู้ม!
การดีดนิ้วครั้งนี้ราวกับดีดสายธนูแห่งเต๋าที่มองไม่เห็นเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น รัศมีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสำแดงกฎนับพัน รวมถึงรัศมีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์กว่าสามสิบนายก็พังทลายลงทันใด
มิต่างอะไรจากลูกแก้วที่แตกกระจาย
“อึ่ก!”
“แข็งแกร่งเกินไป นี่สินะพลังของเซียนเมื่อก้าวสู่ระดับนั้นแล้ว การบดขยี้ผู้ที่ไม่ใช่เซียนช่างง่ายดายราวกับบดขยี้มด!”
“ใช่แล้ว แม้แต่เซียนที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่การสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์หลายร้อยหลายพันคนก็หาใช่เื่ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซียนจื่อซานที่เป็ถึงเซียนผู้มากประสบการณ์!”
“ตระกูลซูไม่รอดแน่!”
เมื่อเห็นฉากนี้ เหล่าเ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญต่างก็อกสั่นขวัญหาย
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสำแดงกฎนับพันคนหรือ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์เกือบสามสิบคนหรือ
ใช่แล้ว นี่คือพลังที่แข็งแกร่งมาก เทียบเท่ากับมหาอำนาจชั้นนำที่แข็งแกร่งที่สุด
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเซียน ก็ยังคงไร้ประโยชน์ เป็เพียงมดปลวกฝูงหนึ่งเท่านั้น
นี่คือความสำคัญของพลังต่อสู้ระดับสูง และเป็เหตุผลว่าเหตุใดเซียนเพียงผู้เดียวก็ปกป้องมหาอำนาจชั้นนำได้นานนับหมื่นปี
“ฆ่ามัน!”
แม้ว่าซูอวิ๋นและคนอื่นๆ จะได้รับผลกระทบ ทว่าก็ไม่ได้รับาเ็สาหัสอันใดท้ายที่สุดแล้วเป็เพียงรัศมีที่พังทลายลง ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาาเ็ในขณะนี้พวกเขาคำรามลั่นและกำลังจะพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
ต่อให้เป็เซียนแล้วอย่างไร หากกล้าที่จะล่วงเกินบรรพบุรุษฉางเซิงก็คือศัตรูของตระกูลซู!
อย่าว่าแต่เซียนเลย ต่อให้มหาจักรพรรดิมาเองพวกเขาก็กล้าที่จะชักดาบสู้!
“ดื้อรั้น!”
เซียนจื่อซานส่ายหัว สายตาเ็า เขาดึงศรสีเืที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาปานยกูเานับพันลูกความกดดันอันหนักอึ้งแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“ถอยไป!”
ขณะที่เขากำลังจะง้างศร เสียงเ็าเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเป็ซูฉางเซิงนั่นเอง เขายังคงสบตากับกู้ชิงเกอด้วยความรักใคร่ โดยไม่หันไปมองเซียนจื่อซานแม้แต่น้อย
ทว่าเสียงของเขากลับทำให้บุคคลผู้แข็งแกร่งของตระกูลซูรวมถึงซูอวิ๋นหยุดฝีเท้า และหันมามองด้วยความเคารพ
“ขอรับ บรรพบุรุษ!”
“น่าสนใจ เ้าคือซูฉางเซิงสินะ”
เซียนจื่อซานที่กำลังจะง้างศรเพื่อสังหารบุคคลผู้แข็งแกร่งของตระกูลซูในขณะนี้ก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่นึกเลยว่าซูฉางเซิงจะมีบารมีถึงเพียงนี้ คำพูดเดียวก็ทำให้ทุกคนในตระกูลซูหยุดลงได้
“ชิงเกอ มีแมลงวันตัวหนึ่งส่งเสียงรบกวนงานมงคลของเราข้าจะไปตบมันให้ตาย จากนั้นเราจะดำเนินพิธีต่อ!”
ซูฉางเซิงไม่สนใจ เขาจับมือเล็กๆ ของกู้ชิงเกอ และยิ้มมุมปาก
ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาแม้แต่น้อยยิ่งน้ำเสียงแล้วยิ่งสงบ
เหมือนว่าการสังหารเซียนนั้นเป็เื่ง่ายดาย มิต่างอะไรจากการตบแมลงวันให้แหลก
“ฮ่าๆๆ...ดูเหมือนเ้าจะเสียสติไปแล้วจริงๆ!” เมื่อได้ยินเช่นนี้เซียนจื่อซานอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและหัวเราะ
เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเลย
ในสายตาของเขา นี่เป็เพียงคำพูดเพ้อเจ้อของคนที่กำลังจะตายเท่านั้น
“รีบจัดการให้เสร็จสิ้นเสียที!”
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง ใบหน้าของกู้ชิงเกอดูเ็าและเพียงพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด
แม้ว่านางจะเกลียดซูฉางเซิงทว่านางยิ่งเกลียดแมลงวันที่บินวนไปมามากกว่า
เซียนกระจอกเช่นนี้ อวดดีกระไรได้
สิ่งนี้ทำให้นางรังเกียจยิ่งกว่าซูฉางเซิงเป็พันเป็หมื่นเท่า!
ถ้าจะให้ดีพวกเ้าทั้งสองควรจะตายไปพร้อมๆกันเสีย นั่นคือสิ่งที่นาง้าจริงๆ
เช่นนี้นางจะได้หลุดพ้นจากซูฉางเซิงที่น่ารำคาญ และไม่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับเขาอีก
“อย่าตายล่ะ!”
ทว่าท้ายที่สุด ริมฝีปากของนางก็ขยับเล็กน้อย เสียงแ่เบาดังออกมา
แ่เบาจนแทบไม่มีผู้ใดได้ยิน
ทว่าซูฉางเซิงกลับรับรู้ถึงเสียงอ่อนโยนนั้นชัดเจน
“ได้!”
มุมปากของซูฉางเซิงยกยิ้ม ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความพอใจ