ตอนที่ 15: ห้องทรงพระอักษร
ทันทีที่ร่างของอาจารย์สวีลับตาไป ข้าก็ถูกทิ้งให้จมอยู่กับความเงียบอันน่าอึดอัด พร้อมกับความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า... ข้ามิอาจประวิงเวลาต่อไปได้อีกแล้ว
ความจริงข้อนั้นหนักอึ้งราวกับูเาทั้งลูก จิติญญาของ "เพ้ง" กำลังกรีดร้องอยู่ภายใน...
ข้ามิใช่เด็กหนุ่มวัยสิบหก... ข้าคือบุรุษผู้ล่วงรู้ชะตากรรม!
และบัดนี้... ข้ากำลังจะต้องไปเผชิญหน้ากับเขา!
"บิดา" ที่ข้าไม่เคยรู้จัก... บุรุษผู้ที่จะต้องตายอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของน้องชายตนเอง!
ข้าเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความเครียดที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออก แต่ข้าต้องเก็บอาการ... ต้องไม่เผยพิรุธใดๆ
ข้าทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียง รู้สึกประหนึ่งเรี่ยวแรงเหือดหายไปจนหมด
"คุณชาย..."
เสียงของ เสี่ยวเหลียน ดังขึ้นจากหน้าประตู ข้าสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมอง นางกลับมาแล้ว... ในมือถือม้วนตำราสองสามม้วนตามที่ข้าสั่ง ทว่าสีหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยความกังวล
นางรีบก้าวเข้ามาใกล้ วางม้วนตำราลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา
"คุณชายดูหน้าซีดลงนะเพคะ" นางเอ่ยถามเสียงสั่น "เมื่อครู่บ่าวเดินสวนกับท่านอาจารย์สวีที่หน้าเรือน... เขา... เขามาพบท่านหรือเพคะ?"
ข้าคลายมือที่กำแน่นออก... ส่ายหน้าช้าๆ
"คุณชายอย่าทรงวิตกไปเลยเพคะ" นางเอ่ยต่อ พยายามปลอบใจ น้ำเสียงแ่ลง "บ่าวเห็นสีหน้าท่านอาจารย์ดูเคร่งเครียด... ท่าน... ท่านคงไม่ได้ตำหนิอะไรคุณชายเื่ที่แสร้งป่วยหรอกนะเพคะ?"
ข้าส่ายหน้าช้าๆ ปฏิเสธข้อกังวลของนาง... แม้ว่าคำพูดนั้นจะ ‘เสียดแทง’ เข้าสู่จุดตายในใจข้าก็ตาม
"ท่านอาจารย์ไม่ได้ตำหนิอะไรข้า" ข้าตอบเสียงเรียบ พยายามซ่อนความตื่นตระหนกที่ยังค้างอยู่
สายตาคู่นั้น... มันมองทะลุทุกสิ่ง!
เขารู้ทันที... ว่าอาการาเ็ของข้ามิได้หนักหนาอย่างที่หมอหลวงรายงาน!
ทุกสิ่งที่เขาพูด ล้วนแต่เป็ความจริงที่มิอาจปฏิเสธ องค์รัชทายาททรงเป็ห่วง และจะเดินทางไปตรวจราชการที่ลั่วหยาง... ประการสุดท้าย ใน่บ่ายวันนี้องค์รัชทายาทอยู่ที่ห้องหนังสือ
เืในกายข้าพลันเย็นเฉียบ...
สิ่งที่เขาพูดทั้งหมดมิใช่ “คำสั่ง” แต่ทั้งหมดเปรียบเสมือนการ "เดินหมาก" สร้างสถานการณ์บีบคั้นที่ข้ามิอาจปฏิเสธได้
หากข้าไม่ไป... ข้าจะกลายบุตรชายอกตัญญูที่ไม่สนใจความห่วงใยของบิดา
หากข้าไป... ข้าก็ต้องยอมรับโดยดีว่าอาการาเ็ทุเลาลงแล้ว สามารถเดินเหินได้ปกติ และที่ผ่านเป็เพียงการ แสร้งป่วยของข้า
อาจารย์สวีผู้นี้... ความคิดล้ำลึกยิ่ง!
หลังจากนี้ข้าต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลาที่อยู่กับบุรุษผู้นี้
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระเจิงไป ทั้งคำบอกเล่าของเสี่ยวเหลียน ทั้งท่าทีของพระชายาเมื่อยามเอ่ยถึงพระองค์... ทุกสิ่งล้วนตอกย้ำว่า... บิดาผู้นี้ "กวดขัน" หลี่เฉิงเต้ามากเพียงใด!
การที่ข้าเพิ่ง ‘ดื้อรั้น’ จนตกม้าาเ็... แล้วยังต้องไปเข้าเฝ้าในสภาพนี้... มีแต่จะถูกตำหนิอย่างหนัก!
ทว่า... ความกลัวว่าจะถูก "บิดาดุ" นั้น... ยังเทียบมิได้เลยกับความหวาดหวั่นที่แท้จริงของ "เพ้ง"
ข้า... กำลังจะต้องไปเผชิญหน้ากับ "บิดา" ที่ไม่เคยรู้จัก...
...บุรุษ... ที่ข้าเคยเห็นจุดจบอันนองเืของเขาในภาพนิมิต!
ข้าเผลอกำหมัดแน่นอีกครา ความเครียดที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออก
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก... กดข่มความหวาดกลัวทั้งสองระลอกนั้นลงไปจนสุดลึก! ในเมื่อ ‘การวางหมาก’ นี้ไร้ทางหนี... ข้าก็มีเพียงต้องเดินเข้าสู่กระดานนี้ด้วยตนเอง!
ดวงตาของข้าพลันคมปลาบขึ้น... นี่คือ ‘การเดิมพัน’ ครั้งแรก ที่ข้ามิอาจแพ้ได้!
ข้าหันไปพูดกับเสี่ยวเหลียนด้วยน้ำเสียงที่ พยายาม ทำให้ราบเรียบที่สุด
"ท่านอาจารย์เพียงแค่มาเยี่ยม และแจ้งข่าวการเดินทางไปตรวจราชการที่เมืองลั่วหยางในวันพรุ่งนี้ของเสด็จพ่อ"
และในเมื่อข้าไม่มีทางเลือกอื่น...
"เสี่ยวเหลียน..."
"เพคะ?"
"ไปแจ้งให้ท่านกงกงทราบ... ว่าข้าจะขอเข้าพบเสด็จพ่อ... ใน่บ่าย"
เสี่ยวเหลียนรับคำแล้วโค้งกายถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ข้ามองตามแผ่นหลังของนางไป ในใจรู้ดีว่าในเมื่อมิอาจหลีกหนี... ก็มีเพียงต้องเผชิญหน้ากับมัน
เมื่อถึงยามบ่าย แสงแดดที่เคยเจิดจ้าเริ่มอ่อนแรงลง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยไออุ่นที่ขับไล่ความเย็นเยียบซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ ลมโชยอ่อนๆ พัดพากลิ่นหอมของดอกท้อที่เริ่มผลิบานมาด้วย
ข้าก้าวเท้าออกจากเรือนพัก โดยมีเสี่ยวเหลียนเดินนำหน้าในระยะที่พอเหมาะ
ทุกย่างก้าว... หนักอึ้ง... ราวกับกำลังเดินสู่ลานปะา
ทางเดินหินขัดมันเงาของวังตะวันออกทอดยาวไกล... ประหนึ่งไร้จุดสิ้นสุด
เสาไม้ต้นมหึมาที่สลักลวดลายัอย่างวิจิตร ตั้งตระหง่านทอดเงาทาบทับลงมา... เงาของมัน... ราวกับกรงเล็บของอสูรร้ายที่กำลังจับจ้องข้าอยู่
เราเดินผ่านระเบียงทางเดินที่เปิดโล่ง... ด้านหนึ่งเป็ผนังทึบที่สูงชัน สร้างความรู้สึกอึดอัดบีบคั้น อีกด้านเผยให้เห็นสวนสวยที่จัดแต่งอย่างประณีต... ทว่า... ทุกสิ่งกลับนิ่งสงันจนน่าประหลาด
แม้แต่สระบัวก็นิ่งสงบ... สะท้อนเงาสะพานหินโค้ง... ราวกับภาพวาดที่ไร้ชีวิตชีวา
ความมั่งคั่งและอำนาจสูงสุดแผ่ซ่านออกมาจากทุกซอกมุม ทว่าความงดงามเหล่านี้ มิเพียงไม่ทำให้ใจที่ว้าวุ่นของข้าสงบลง... กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หนักหน่วงขึ้น
ยิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศก็ยิ่ง เย็นเยียบ และ หนักอึ้ง ขึ้น
เหล่านางกำนัลและขันทีที่เดินสวนทางมีจำนวนน้อยลง ทุกคนล้วนอยู่ในอาภรณ์ที่ดูสูงศักดิ์และเคลื่อนไหวอย่างสำรวม ก้มหน้า... มิกล้าแม้จะชายตามอง
ในที่สุด เสี่ยวเหลียนก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ที่แกะสลักอย่างงดงาม ขนาบข้างด้วยทหารองครักษ์ในชุดเกราะเต็มยศสองนาย... ยืนนิ่งราวกับรูปสลักหิน ไร้ซึ่งประกายตาแห่งชีวิต
นี่คือ... 'ห้องหนังสือ'
เสี่ยวเหลียนหันไปกล่าวกับ ท่านกงกง ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยเสียงแ่เบา ท่านกงกงผู้นั้นโค้งรับก่อนจะหายเข้าไปหลังประตู
ทิ้งให้ข้ายืนรออยู่ด้านนอกเพียงลำพัง...
ทว่ากลับรู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง... ประหนึ่งอากาศรอบกายกำลังจับตัวเป็ของแข็ง จนแทบหายใจไม่ออก
ระยะเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจกลับยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์... ก่อนที่ประตูบานนั้นจะถูกเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง ท่านกงกงคนเดิมก้าวออกมาแล้วโค้งให้ข้า
"องค์รัชทายาท อนุญาต ให้องค์ชาย เข้าพบ ได้พ่ะย่ะค่ะ"
ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกเป็ครั้งสุดท้าย กลั้นมันไว้ แล้วจึงก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป...
ภายใน 'ห้องหนังสือ' อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษ
บนชั้นหนังสือที่สูงจรดเพดานเต็มไปด้วยม้วนตำราไม้ไผ่และผ้าไหมม้วนใหญ่อย่างเป็ระเบียบ เงาของม้วนตำราที่ทอดทับกันบนผนัง ดูคล้ายเกล็ดัที่หลับใหลภายใต้แสงสลัว
เงียบสงัด... จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระทึกอยู่ในอก
และที่กลางห้อง... หลัง โต๊ะขนาดใหญ่ ที่ทำจากไม้สีเข้ม ซึ่งขอบโต๊ะที่สะท้อนแสงไฟนั้นดูคมกริบราวกับใบดาบ... ร่างของบุรุษผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าอ่านสารบนม้วนกระดาษอย่างตั้งใจ
เขาคือองค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิง...
วินาทีที่ข้าเห็นเขา ภาพนิมิตของการลอบสังหารที่ประตูเสวียนอู่ก็ฉายวาบขึ้นมาในหัว จนขาทั้งสองข้างหนักอึ้งดุจหินผา แทบจะก้าวไม่ออก
ข้ารีบสะบัดศีรษะไล่ภาพนั้นทิ้งไป แล้วทรุดกายลงคุกเข่า
"ลูกคารวะเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ" ข้าเอ่ยเสียงสั่นเครือ "ลูก... ลูกมาเพื่อขอรับความผิดพ่ะย่ะค่ะ!"
องค์รัชทายาท... ผู้ซึ่งยังคงก้มหน้าทอดสายตายังม้วนสารบนโต๊ะ... พลันชะงักไป
ท่านมิได้เงยหน้าขึ้นในทันที แต่ข้าสังเกตเห็นว่าปลายคิ้วของท่านเลิกขึ้นเล็กน้อย
"ความผิด... ที่ลูกดื้อรั้นฝ่าฝืนคำเตือน จนพลัดตกม้าาเ็ ทำให้เสด็จพ่อต้องเป็ห่วง..." ข้ารีบชิงอธิบาย "บัดนี้อาการของลูกทุเลาลงมากแล้ว และเมื่อทราบว่าเสด็จพ่อจะเดินทางไปลั่วหยางในวันพรุ่งนี้ ลูกจึง... รีบมาเข้าพบเพื่อขออภัยพ่ะย่ะค่ะ"
ท่านยังคงทอดสายตาไปยังม้วนสารที่คลี่อยู่บนโต๊ะ อ่านทวนประโยคสุดท้ายอย่างตั้งใจ ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ
"ลุกขึ้นเถิด"
ท่านกล่าวขึ้นเรียบๆ ก่อนจะบรรจงม้วนสารนั้นเก็บอย่างช้าๆ นิ้วชี้เคาะลงบนม้วนกระดาษนั้นเบาๆ
"ความคิดเห็นของ 'ท่านเว่ยเจิง' ยังคงเฉียบคมเช่นเคย..."
ท่านรำพึงกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจับจ้องข้าเป็ครั้งแรก
ประกายตานั้นสุขุมเยือกเย็น ทว่าแฝงความคมกริบประหนึ่งดาบเล่มหนึ่ง... ราวกับมองทะลุผ่านคำพูดของข้าไปถึงความคิดที่ซ่อนอยู่
ข้าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน รู้สึกเหมือนแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น แต่ก็มิกล้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาของท่านตรงๆ
ความเงียบทอดตัวลงอีกครั้ง... ยาวนานจนน่าอึดอัด ท่านเพียงแค่มองสำรวจข้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า มิได้กล่าวกระไร แต่สายตานั้นกลับกดดันยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
"แปลกจริง..." องค์รัชทายาทเอ่ยขึ้นเป็ประโยคแรก น้ำเสียงเรียบเฉยจนจับอารมณ์มิถูก
หัวใจข้าพลันกระตุกวูบ!
"หมอหลวงเพิ่งจะรายงานข้าเมื่อเช้านี้เอง ว่าเ้ายังคงวิงเวียนศีรษะ แม้แต่จะลุกนั่งก็ยังลำบาก..."
น้ำเสียงของ ท่าน มีความห่วงใยเจืออยู่ก็จริง แต่ สายตา กลับคมกริบ
"แต่สภาพที่ข้าเห็นในตอนนี้ ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ดีกว่าที่รายงานมามาก..."
ข้าถูกต้อนจนมุม!
เืในกายเย็นเฉียบ นี่มิใช่แค่บิดาที่กำลังสงสัย แต่คือองค์รัชทายาทที่กำลังประเมิน... หากข้าตอบพลาดไปแม้แต่คำเดียว มิเพียงแต่ตัวข้า แต่อาจหมายถึงจุดจบของทุกสิ่ง!
"เป็... เป็เพราะลูกเองพ่ะย่ะค่ะ" ข้ารีบตอบ เสียงสั่นเล็กน้อยจนต้องรีบกลืนน้ำลาย "ลูกเกรงว่าหากท่านหมอหลวงรายงานว่าอาการาเ็ทุเลาลงแล้ว เสด็จพ่อจะ ลงโทษ ที่ลูกดื้อรั้นจนตกม้า... ลูกจึง...แสร้งทำเป็อ่อนแอเกินจริงไปบ้างพ่ะย่ะค่ะ"
นี่คือ... การโกหกที่แเีที่สุด!
ข้ากำลังใช้ 'ความกลัวบิดา' มาเป็เกราะกำบัง... ใช่, นี่คือข้อแก้ตัวเดียวที่เด็กหนุ่มหัวรั้นคนหนึ่งพึงจะคิดได้!
องค์รัชทายาทจ้องมองข้าเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคู่นั้นไม่ไหวติง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักทุกคำพูด ทุกการแสดงออกของข้า...
ก่อนที่มุมปากของท่านจะยกขึ้นเล็กน้อย
"หึ... ดูเหมือนการตกม้าครั้งนี้จะไม่ได้กระทบกระเทือนสมองของเ้าเลยแม้แต่น้อย ยังคงเ้าเล่ห์ได้เหมือนเดิม"
ท่านกล่าวจบ แต่สายตากลับยังคงจับจ้องข้าอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังมองหาบางสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังคำพูดเ้าเล่ห์นั้น ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วจึงเดินออกจากหลังโต๊ะ หันไปทอดสายตานอกหน้าต่าง
ข้าแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อคำพูดนั้นสิ้นสุดลง...
ดูเหมือนข้าจะผ่านบททดสอบแรกไปได้อย่างหวุดหวิด แต่สายตาที่มองมาเมื่อครู่... มันหมายความว่ากระไรกันแน่?
จิตสำนึกของ "เพ้ง" ะโบอกตัวเองในใจ... 'ข้าพลันเข้าใจในเสี้ยววินาที... นี่แหละคือทางรอด! มิใช่การเสแสร้งเป็คนอื่น แต่คือการใช้ 'ตัวตน' เดิมของหลี่เฉิงเต้า... ใช่, ข้าต้องใช้ความดื้อรั้น ความเ้าเล่ห์ของเขาเป็เกราะกำบัง!'
"ในเมื่อเ้าไม่ได้เป็อะไรมาก... ก็ดี" ท่านกล่าวขึ้นเรียบๆ
"..." ข้าทำได้เพียงยืนนิ่งรอฟัง
"การที่เ้าตกม้าครั้งนี้" ท่านกล่าวต่อ น้ำเสียงกลับมาจริงจังอีกครั้ง "จงใช้มันเป็บทเรียนอันล้ำค่า เ้าจงพิจารณาเอาเองเถอะว่า ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น มากมายเพียงใด ความกล้าหาญที่ไร้การไตร่ตรอง ก็ไม่ต่างอะไรกับความโง่เขลา เ้าคือบุตรชายคนโตที่ยังมีชีวิตอยู่ของข้า... เป็อนาคตของตระกูล อย่าทำให้ข้าผิดหวัง"
"พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกจะจดจำไว้พ่ะย่ะค่ะ"
คำว่า "อนาคต" ก้องอยู่ในหัวข้า... แต่มันกลับเป็คำที่ว่างเปล่าสิ้นดี ข้ารู้ว่าอนาคตที่แท้จริงของตระกูลนี้คือสิ่งใด... มันคือภาพของประตูเสวียนอู่ในวันนั้น
องค์รัชทายาทพยักหน้าอย่าง 'พึงพอใจ' ท่านถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะโบกมือ
"ดี... ไปพักผ่อนเถิด"
ท่านกล่าวจบ ก็ หมุนตัว เดินกลับไปที่หน้าต่าง ทอดสายตา ออกไปยังสวนสวยด้านนอก
ข้าโค้งคำนับ กำลังจะเริ่มถอยหลังออกจากห้อง... แต่ก็ได้ยินเสียง ท่าน รำพึงกับตัวเองเบาๆ
"เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก..." ท่านกล่าวลอยๆ "ปีนี้เข้าสู่ปีอู่เต๋อที่ห้าแล้ว... นึกไม่ถึงว่าั้แ่เสด็จพ่อ สถาปนา ราชวงศ์ถัง รวมแผ่นดินได้ห้าปีเต็ม บ้านเมืองก็ยังคงวุ่นวาย ไม่สิ้นศึกาเสียที"
ปีอู่เต๋อที่ห้า...
คำพูดนั้นกระแทกเข้าในโสตประสาทของข้า!
ราชวงศ์ถังสถาปนาปี ค.ศ. 618... ปีอู่เต๋อที่ห้าก็คือปี ค.ศ. 622!
นั่นหมายความว่าข้าเหลือเวลาอีกราว สี่ปี... สี่ปีก่อนเหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่จะมาถึง!
ข้าสะกดความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง โค้งคำนับเป็ครั้งสุดท้าย ถอยหลังออกจาก 'ห้องหนังสือ' ด้วยหัวใจที่สั่นระรัว...
สี่ปี... ข้าต้องใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด!
แม้ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าจะกลับไปโลกปัจจุบันได้หรือไม่ แต่ที่แน่ชัด...
ข้าต้องไม่ตาย... ข้าต้องไม่ตายอยู่ที่นี่ ข้าต้องไม่ตายเหมือนกับหลี่เฉิงเต้าในประวัติศาสตร์
ความคิดนั้นตอกย้ำอยู่ในหัวราวกับเสียงกลองศึกขณะที่ข้าเดินกลับเรือนพัก มันมิใช่ความกล้าหาญหรือความทะเยอทะยาน... แต่เป็เพียงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตรอด จากชะตากรรมที่ข้ารู้ดีว่ากำลังจะมาถึง
โลกปัจจุบัน: โรงพยาบาล (จังหวัดสมุทรสาคร), หน้าห้องฉุกเฉิน
สองชั่วโมง... สองชั่วโมงที่ยาวนานประหนึ่งชั่วกัปชั่วกัลป์... กว่าที่อาม่าจะฝ่าการจราจรที่ติดขัดจากเยาวราช มาจนถึงโรงพยาบาลในสมุทรสาครแห่งนี้ได้
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ... ใบหน้าของหญิงชราซีดเผือด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางถูกกลบมิดด้วยความวิตกกังวล ท่านกวาดสายตามองไปที่หน้าห้องฉุกเฉินที่วุ่นวายอย่างร้อนรน... พยายามมองหาใครสักคนที่จะให้คำตอบแก่ท่านได้
ที่หน้าห้องฉุกเฉิน... ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง
เขาสวม "ชุดขาว" แบบเรียบง่าย... นั่งกุมมือด้วยท่าทาง "กระสับกระส่าย" และ "งุนงง"
อาม่า กึ่งวิ่งกึ่งเดิน ตรงดิ่งเข้าไปหาชายคนนั้น... ลมหายใจหอบถี่
"ขอโทษนะ ลื้อ! ลื้อใช่ไหมที่โทรหาอั๊ว!" อาม่าถามเสียงสั่นเครือ "คนที่อยู่ที่ศาลเ้า!"
ผู้ดูแลศาลเ้าพยักหน้า ละล่ำละลัก "ครับ... ผะ... ผมเอง..."
"อาเพ้ง! เออ...หลานอั๊ว หลานอั๊วเป็ยังไงบ้าง!" อาม่าโผเข้าไปคว้าแขนเขา เขย่าตัวถามด้วยเสียงอันดัง
ผู้ดูแลศาลเ้าส่ายหน้า หน้าซีดเผือด "ผมก็ไม่รู้... ผมไม่รู้จริงๆ ครับ อาม่า!"
เขาละล่ำละลักเล่าต่อด้วยเสียงสั่นเครือ "เขาเดินเข้ามาไหว้เ้าตามปกติ... แต่... แต่พอเขาเอื้อมมือไปแตะองค์กวนอูองค์เล็ก..."
"จู่ๆ เขาก็ล้มฟุบลงไปเลยครับ! ผม... ผมใทำอะไรไม่ถูก รีบโทรเรียกรถพยาบาล... จน... จนได้โทรบอกอาม่านี่แหละครับ!"
ทันใดนั้น!
ประตูห้องฉุกเฉินเปิดผัวะออก นายแพทย์ในชุดกาวน์เดินตรงออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ญาติคุณชาญ ลีคุณานนท์ อยู่มั้ยครับ"
"อยู่นี่หมอ! หลานฉัน... หลานชายฉันเป็ยังไงบ้างคะ!"
หมอถอนหายใจเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักใจ "จากการตรวจเบื้องต้น... สัญญาณชีพทุกอย่างปกติครับ ร่างกายภายนอกสมบูรณ์ดี มีเพียงแผลถลอกเล็กน้อยที่ปลายนิ้ว... แต่..."
"แต่อะไรรึหมอ!"
"แต่คนไข้ไม่ตอบสนองเลยครับ" หมอพลิกแฟ้มประวัติในมือ "ม่านตาไม่ขยายและสมองไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ... เราประเมินเบื้องต้นว่า เขาอาจจะเข้าสู่ภาวะ 'โคม่าลึก' (Deep Coma) ครับ"
. . .
ภาพตัดมาที่ห้อง ICU...
อาม่านั่งกุมมือร่างที่ไร้สติของเพ้งเอาไว้แน่น...
ท่ามกลางความเงียบงัน... มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจที่ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
...เป็เสียงเดียวที่ยืนยันว่าเขายังคง "มีชีวิต" อยู่
--- (จบตอนที่ 15) ---
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมานะครับ! คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย อ่านทุกข้อความแน่นอน!
(ประกาศสำคัญ!) จะอัปเดตนิยายในทุกวันพฤหัสบดี และ วันอาทิตย์ นะครับ!
ฝากกดติดตาม กดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ ???? ไว้รอรับการแจ้งเตือนในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์หน้าได้เลย!
แล้วพบกันนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์ #เสวี่ยซื่อจื้อ #ธปณิทัศน์ #ดุจัคืนถิ่นลิขิตแค้นใต้ราชัน #นิยายย้อนเวลา #ทะลุมิติ #ราชวงศ์ถัง #เอาตัวรอด #นิยายจีน