ซู้ดด……
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งท้องพระโรง
หลังจากจูโฮ่วจ้าวโยนกลอนสามบทออกไป เสียงฮือฮาก็พลันดังสนั่นบรรยากาศเต็มไปด้วยความตกตะลึงและตึงเครียด
กลอนบทแรก — “ควันหมอกคลุมบึง หลิวเหงาเงียบ” (烟锁池塘柳)
ประกอบด้วยห้าตัวอักษรเรียงกันแแ่ ไม่เพียงแค่เป็กลอนแต่ยังซ่อน “ห้าธาตุ” ไว้ในโครงสร้าง หากจะหาคำมาต่อก็ไม่ถึงกับยากนัก
แต่ที่ยากก็คือ... อักษรทั้งห้านี้ ล้วนมีส่วนประกอบของอักขระที่เป็รากอักขระของเบญจธาตุซ่อนอยู่— ทั้ง “ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน” นั่นจึงทำให้การต่อกลับยากขึ้นหลายเท่า นี่ไม่ใช่แค่กลอน...แต่นี่คือ “กับดัก”
ไช่จิง หลี่หลินฝู่ และคนอื่น ๆ ต่างหันไปสบตากันแล้วก็ส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียงชัดเจนว่าพวกเขาเองก็ต่อกลับไม่ได้
ขณะเดียวกัน ใบหน้าของทั้งคู่ยังฉายแววสงสัย ั้แ่เมื่อไรกัน…ที่จูโฮ่วจ้าวสามารถแต่งกลอนออกมาได้งดงามและซับซ้อนเช่นนี้?
ส่วนตุ้ยชวนฉาง... เหงื่อซึมท่วมหน้าผาก เขาเข้าใจความหมายกลอนบทนี้ได้ทันที— แต่ต่อกลับไม่ออก ไม่ว่าจะเค้นสมองเท่าไรก็ยังว่างเปล่า
กลอนบทที่สอง — “หน้าต่างเย็นเหงา หญิงรอไร้คู่”(寂寞寒窗空守寡)
เป็กลอนที่มีอักษรทั้งหมดอยู่ภายใต้โครงอักษร“เป่า” (宀)
เดิมเป็ผลงานของหนึ่งในตำนานหญิงอัจฉริยะแห่งเจียงหนานที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์
เธอได้แต่งกลอนนี้ขึ้นมา ก่อนจะละทิ้งโลกีย์ และเข้าสู่ร่มเงาแห่งธรรม
และยังเคยลั่นวาจาไว้ว่า หากผู้ใดสามารถแต่งกลอนต่อกลับได้เธอยินดีจะฝากตัวเป็ภรรยา แต่ผลสุดท้าย... ก็ไม่มีใครตอบได้เลยแม้แต่คนเดียว
ในเวลานี้ ใบหน้าของตุ้ยชวนฉางแดงก่ำ อัดแน่นไปด้วยความอัดอั้นภายในอกร้อนระอุราวจะะเิออกมาทุกเมื่อ
เมื่อเขาคิดถึงกลอนบทที่สาม —
“บนนั้นภาพดอกบัว...แต่หลวงพี่เป็คนวาด!” (画上荷花和尚画!)
— กลอนอารมณ์ขันประชดประชัน แต่หากวัดทางวรรณศิลป์— เล่นคำ เล่นเสียง เล่นภาพ ครบถ้วนในระดับ “กลอนะ”
และเมื่อตุ้ยชวนฉางพยายามคิดกลอนต่อกลับในใจ ร่างของเขาก็เริ่มสั่นกระเพื่อมอย่างควบคุมไม่อยู่
เพียงชั่วอึดใจ...
พรวด!
เืสด ๆ พลันทะลักออกจากปากเขา และยังพ่นซ้ำไม่หยุด...ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสภา
“ไอขยะเอ้ย!”
จูจางสบถในใจ สีหน้าอึดอัดเกินทน
“ท่านอ๋องว่าอย่างไร?”
จูโฮ่วจ้าวหันไปมองจูจางพร้อมรอยยิ้ม พลางถามกลับอย่างใจเย็น
“ฝ่าาทรงปรีชาล้ำเลิศ!”
สีหน้าของจูจางเขียวคล้ำจนดูไม่ได้ กล่าวตอบผ่านไรฟันด้วยความเจ็บใจ
ส่วนอ๋องคนอื่น ๆ ก็พากันหรี่ตา มองมายังจูโฮ่วจ้าวอย่างพินิจพิจารณาเขาเสียใหม่
เด็กหนุ่มที่แต่ก่อนถูกมองว่าไร้ความสามารถ... ั้แ่เมื่อไรกันที่กลายเป็คนเก่งกาจเช่นนี้?
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าก็ขอไม่ไว้หน้าอีกต่อไป”
พูดกับจูจางจบ จูโฮ่วจ้าวยิ้มบาง ก่อนหันไปออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ไปดูซิว่าตุ้ยชวนฉางตายหรือยังถ้ายังไม่ตาย... ก็ลากออกไปตัดหัวซะ!”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็แสยะยิ้มให้จูจางอีกครั้ง จนจูจางแทบพ่นเืตายด้วยความอัดอั้น
“ฝ่าาตุ้ยชวนฉางพ่นเืตายไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ในตอนนั้นเอง ทหารองครักษ์ก็กล่าวรายงานอย่างตื่นเต้น
【ติ๊ง— ขอแสดงความยินดี ท่านได้ทำการสังหาร ‘ตุ้ยชวนฉาง’ ผู้มีระดับพลังยุทธ์ชั้นสามขั้นต้นได้สำเร็จ ได้รับแต้มคะแนนสะสม 100 แต้ม!】
เสียงระบบดังขึ้นในหัวจูโฮ่วจ้าวทันที
“ถึงจะน้อยไปหน่อยก็จริง...แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
จูโฮ่วจ้าวคิดในใจอย่างสงบ ตอนนี้แต้มสะสมในมือเขามีถึง 11,100 แต้ม แล้วโดยไม่รู้ตัว
“ลากมันออกไป!”
จูโฮ่วจ้าวกล่าวอย่างเรียบง่าย น้ำเสียงแฝงความพอใจอยู่ลึกๆ
สังหารศัตรูได้อีกหนึ่งคน พร้อมได้แต้มอีกหนึ่งร้อยแถมยังได้หักหน้าจูจางอีก ทำให้จูโฮ่วจ้าวรู้สึกอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย
“ฝ่าาทรงปรีชาล้ำเลิศเป็สิริมงคลแห่งแผ่นดิน! ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นหมื่นปี!”
ทันใดนั้น ก็มีคนหนึ่งะโสรรเสริญขึ้นมากลางก้องท้องพระโรง
จูโฮ่วจ้าวหันไปมอง — คนที่ะโขึ้นมาก่อนคือ“เหอเซิน” เขาหลุดยิ้มบาง ๆ
เ้าหมอนี่เหมือนกับในประวัติศาสตร์เป๊ะ — เชี่ยวชาญเื่การประจบประแจงอย่างไม่เป็สองรองใครเลย
“ขอจงทรงพระเจริญหมื่นหมื่นปี!”
เมื่อมีเหอเซินเป็หัวเรี่ยวหัวแรง ขุนนางคนอื่นก็พากันะโตามในเวลาไม่นาน ท้องพระโรงก็สะท้านไปด้วยเสียงะโ “ทรงพระเจริญ” ดังกระหึ่มไปทั่ว
“เอาล่ะ...ดำเนินต่อเถอะ”
จูโฮ่วจ้าวยกมือขึ้นเล็กน้อยกลางอากาศ แล้วกล่าวออกมาแม้เขาจะรู้ดีว่านี่เป็เพียงการประจบประแจงจากเหล่าขุนนาง แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะอารมณ์ดีกับคำเยินยอเหล่านี้
“ฝ่าาทรงปรีชาล้ำเลิศกระหม่อมนับถืออย่างแท้จริงพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากกินต่ออีกครู่หนึ่ง จูเจิ้งก็กล่าวสรรเสริญอีกประโยค
“ท่านอ๋องชมเกินไปแล้ว”
จูโฮ่วจ้าวกล่าวตอบรับคำแบบไม่ใส่ใจนัก
เมื่อเห็นท่าทีของจูโฮ่วจ้าว สีหน้าของเหล่าอ๋องทั้งเก้ากลับดูไม่ค่อยพอใจนักพวกเขาเริ่มเหลือบตามองกัน และหลังจากแลกเปลี่ยนทางสายตา จูเจิ้งก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ฝ่าามีพร์ในวรรณศิลป์พวกกระหม่อมเหล่าอ๋องต่างก็รู้สึกยอมรับ แต่ไม่ทราบว่า... ฝ่าาทรงโปรดการศึกาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“แน่นอนข้าย่อมชอบอยู่แล้ว แผ่นดินต้าิตั้งอยู่บนรากฐานแห่งพลังยุทธ์ วิชาทหาร…ไม่อาจละทิ้งได้เด็ดขาด”
จูโฮ่วจ้าวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม้ยังไม่แน่ใจว่าจูเจิ้งกำลังวางหมากอะไรแต่ก็เลือกตอบไปตามตรง
“กระหม่อมมีนักรบคนหนึ่งฝีมือร่ายกระบี่ของเขาเลิศล้ำ จะให้เขาขึ้นมาแสดงกระบี่สักชุด เพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้ฝ่าาและเหล่าขุนนางดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จูเจิ้งยิ้มเล็ก ๆเสนอความคิดขึ้น
“ดีสิ!ข้าก็อยากเห็นอยู่พอดี”
จูโฮ่วจ้าวตอบรับคำเสียงเรียบพร้อมรอยยิ้ม แต่ในใจกลับมองเกมนี้ออกทันที—จูเจิ้งผู้นี้้าโชว์พลัง เพื่อข่มขวัญให้เขากลัว
ส่วนเื่การลอบสังหารเขา? ยิ่งไม่มีทางเป็ไปได้ถ้าจูเจิ้งลงมือสังหารองค์จักรพรรดิจริง จูเจิ้งก็คงหนีไม่พ้นความผิดอยู่ดี
แม้เขาจะมีฝีมือกล้าแกร่งมากแค่ไหน... แต่ที่นี่คือเมืองหลวงต่อให้มี “สามเศียรหกกร” ก็อย่าหวังว่าจะรอดไป!
“ให้เมิ่งอี้เข้ามา”
เมื่อได้รับการอนุญาตจากจูโฮ่วจ้าว จูเจิ้งก็หันไปบอกซานเต๋อจื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ
แต่แล้ว… ซานเต๋อจื่อกลับยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยและยังไม่แม้แต่จะมองหน้าจูเจิ้ง ทำให้จูเจิ้งรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย
“เ้าข้ารับใช้บังอาจนัก!ไม่ได้ยินคำสั่งของข้าหรือยังไง?”
จูเจิ้งขมวดคิ้ว ตวาดด้วยเสียงเย็นเฉียบ แรงกดดันมหาศาลพลันแผ่ออกมาจากร่าง
ซานเต๋อจื่อรู้สึกได้ถึงแรงกดดันนั้น ร่างของเขาค่อยๆ โค้งงอลงเรื่อย ๆ
เหงื่อเริ่มผุดออกมาบนใบหน้า ทว่าเขาก็ไม่ปริปากร้องขอแม้แต่น้อย
และในขณะเดียวกัน แรงกดดันของจูเจิ้งก็ไม่ได้มุ่งเป้าแค่ซานเต๋อจื่อเท่านั้นแต่ยังบดขยี้มายังจูโฮ่วจ้าวอย่างตรงๆ อีกด้วย
แม้ตอนนี้จูโฮ่วจ้าวจะอยู่ในขั้นกลางของระดับ “เหนือชั้น”แต่จูเจิ้งนั้นคือยอดฝีมือระดับ “โฮ่วเทียน” โดยแท้
จูโฮ่วจ้าวจึงรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างจัง และรีบเร่งเดินกำลังภายในต้านไว้อย่างฉับพลัน
“ท่านฉินอ๋องไยต้องทำให้ข้ารับใช้ลำบากนัก? ให้ข้าไปตามคนให้แทนเถอะ”
เสียงราบเรียบดังขึ้น เป็จูโฮ่วจ้าวที่หันไปมองทาง“เซียวจิ่ง”ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และเซียวจิ่งก็เข้าใจทันที
เขาสะบัดแขนหนึ่งครั้ง พลังก็แผ่ซัดตัดขาดแรงกดดันของจูเจิ้งลงอย่างเด็ดขาด
แม้เซียวจิ่งจะทำได้สำเร็จ แต่ใบหน้าของเขาก็แดงระเรื่อเล็กน้อยแสดงว่าได้รับาเ็ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม เขายังยิ้มและกล่าวอย่างอ่อนน้อม
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวจิ่ง จูเจิ้งก็เก็บแรงกดดันกลับคืน
ไม่นานนัก เซียวจิ่งก็พานายทหารผู้หนึ่งเข้ามาจากนอกท้องพระโรง
ชายผู้นี้สวมชุดเกราะสีดำเต็มยศ กระบี่ยาวในมือส่องแสงวาวรูปร่างเตี้ย จมูกใหญ่ ขาโก่งเล็กน้อย แต่ดวงตาเรียวเล็กกลับเปล่งประกายคมกริบจนคนสะดุ้ง
ชื่อ: เมิ่งอี้
ระดับพลังยุทธ์: เหนือชั้นขั้นสูงสุด
ค่าความจงรักภักดี: 0
เมื่อทหารผู้นั้นก้าวเข้ามา เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวของจูโฮ่วจ้าวพอเห็นหน้าตาอีกฝ่าย จูโฮ่วจ้าวถึงกับคิดว่า “พี่ชาย” ของตนเองทะลุมิติมาเกิดใหม่ด้วยซ้ำ
“กระหม่อมเมิ่งอี้ขอคารวะฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
ระหว่างที่จูโฮ่วจ้าวกำลังมองพิจารณา เมิ่งอี้ก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งเสียงของเขากังวานดั่งระฆัง ไม่อ่อนน้อมเกินไป ไม่อวดเบ่งเกินเหตุ
“สมแล้วที่เป็แม่ทัพพยัคฆ์!”
จูโฮ่วจ้าวกล่าวชมออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงชมเชยพ่ะย่ะค่ะ!”
เมิ่งอี้โค้งตอบอีกครั้งอย่างสุภาพ
“กราบทูลฝ่าา!ขุนพลเสวี่ยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”
ในตอนนั้นเอง เสียงขันทีน้อยจากหน้าประตูร้องบอกข่าว
“ให้เขาเข้ามาได้”
จูโฮ่วจ้าวออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ฝ่าาเครือญาติทั้งเก้าสายของเหยียนซง เว้นแต่เหยียนหยูอวี่ ล้วนถูกปะาจนหมดแล้ว ส่วนทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ระหว่างจัดการโดยกรมคลังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากเสวี่ยเหรินกุ้ยก้าวเข้ามา ก็โค้งคำนับแล้วกราบทูลรายงาน
“ขุนพลเสวี่ยลำบากแล้ว— เชิญนั่งเถิด”
จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยเชิญอย่างใจเย็น
เสวี่ยเหรินกุ้ยขอบพระทัยจากนั้นก็หาที่นั่งตามการจัดของขันทีน้อย แล้วนั่งลงเงียบ ๆ
“แม่ทัพเมิ่ง...เริ่มได้เลย”
ขณะนั้น จูโฮ่วจ้าวกล่าวกับเมิ่งอี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“วูม!”
เมิ่งอี้ประสานหมัด ค้อมคำนับ ทันใดนั้น กระบี่ยาวในมือเขาก็สะบัดออกเบาๆ เกิดเสียง หวีดแหลมคล้ายแมลงปีกแข็งกระพือปีก
ตับ ตับ……
เมิ่งอี้ถือกระบี่ไว้แน่น เท้าข้างหนึ่งย่ำพื้นกระบี่สะบัดไปข้างหน้า พุ่งเข้าใส่จูโฮ่วจ้าวราวกับพายุ
ในขณะที่ขุนนางทั้งท้องพระโรงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเขาก็หยุดกะทันหัน แล้วหมุนตัวฟาดกระบี่ราวพายุฟาดฟันพันชั่ง
จากนั้น กระบี่ก็ร่ายรำตามท่าระเบียบอย่างงดงาม
กระบี่เคลื่อนไหวราวกับสายฟ้า ฟัน แทง ตวัด กรีด— จังหวะต่อเนื่องไร้รอยสะดุด
ทุกกระบวนท่าเรียงร้อยกันอย่างราบรื่นดั่ง “เมฆไหลน้ำริน”แต่น่าใกว่าก็คือ… กระบี่ทุกท่วงท่า ทุกจังหวะ... วนอยู่ตรงหน้าจูโฮ่วจ้าวเท่านั้น!
ขุนนางทั้งท้องพระโรงถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อกใจเต้นระรัวจนถึงขีดสุด
ทุกคนล้วนหวั่นเกรงว่าเมิ่งอี้จะลงมือทำร้ายจูโฮ่วจ้าว
ทว่า... จูโฮ่วจ้าวกลับไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อยยังเอ่ยชมพร้อมปรบมืออย่างชื่นชมเป็ระยะ
“ร่ายกระบี่คนเดียว...มันยังไม่เร้าใจพอ แม่ทัพเมิ่ง — ข้าขอร่วมด้วยคน!”
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงดังสนั่นลั่นออกมาจากภายในท้องพระโรง
เสียงนั้นเปี่ยมด้วยพลังกระแทก ดังสนั่นจนผู้ที่มีพลังยุทธ์ต่ำถึงกับหูอื้ออยู่ชั่วขณะ