คนเพียงหนึ่งจะไม่อาจส่งเสียงดังก้องฟ้า แต่หากเป็นเสียงของทุกคนที่ตอบรับพร้อมกัน มันก็จะกระหึ่มกึกก้อง แม้แต่นภายังสั่นไหว ผิวน้ำต้องดีดกระจาย ดังสะท้อนไปทั่วงานพิธี ขุมอำนาจมากมายที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ต่างก็ลอบพินิจพิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะเฟรเกียที่กำลังรอดูอยู่ในที่ไกล กำลังรอดูว่าบุตรบุญธรรมที่กำลังจะรับเข้ามานี้ จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร มิเนอร์วาที่ยืนอยู่ใจกลางฝูงชนโดยมีลูดอฟอยู่เบื้องหลังแสยะยิ้มเย็น ส่งรอยยิ้มน่าขนลุกให้กลุ่มคนรอบตัว มีความคิดอยากจะลงมือหนักๆ ดูสักครา
"ฮะๆ รบกวนแขกผู้อื่นแล้ว… ทำไมพวกเจ้าไม่ไปสะสางกับบนเวทีเล่า นี่ก็ได้เวลาแล้ว… ไปๆ ชักช้าจะเสียเวลา"
ผู้ที่ส่งเสียงขึ้นขัดจังหวะคือพลายัต เมื่อเห็นทีท่าว่ากำลังจะเสียเปรียบ เป็นมันที่ออกหน้าเอ่ยปราม เวอร์โนที่เห็นดังนี้ก็ลอบขมวดคิ้วไม่พอใจ อาวุโสสูงสุดเองก็จนใจ เนื่องจากไม่มีหลักฐานเอาผิดอีกฝ่าย หากกระทำสิ่งลงใดไป เกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่าๆ เด็กหนุ่มมองไปตามต้นเสียงเห็นพลายัตจ้องมองมายิ้มๆ ต่างฝ่ายต่างก็พยักหน้าทักทายกัน เบื้องหลังกลับคิดถึงภาพการตายของแต่ละฝ่าย
"โชคของพวกเจ้าได้หมดลงแล้ว… หากยังมีความกล้าหลงเหลืออยู่ก็ตามข้าขึ้นลานพิธี… หลีกทาง!"
มิเนอร์วาเดินนำลูดอฟจากมา โดยที่อีกฝ่ายได้แต่จำใจต้องแหวกทางหลบให้ เนื่องจากอานุภาพกดดันที่อีกฝ่ายมี รวมถึงสายตาจากรอบด้าน เด็กหนุ่มเดินไปหาบัวลอยทักทายสวัสดี อาจารย์ผู้ที่ทำหน้าที่จัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ไว้ให้มิเนอร์วา ได้เตรียมของจนครบแล้ว มีทั้งวงดนตรีที่ถูกจ้างมาโดยเฉพาะ อุปกรณ์แพทย์และสิ่งจำเป็นต่างๆ หลังจากเริ่มลงหลักปักฐานได้แล้ว การฝากฝังให้อาจารย์ของตนได้ทำงานที่สบายขึ้น ย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับว่าที่บุตรบุญธรรมของประมุขวังมรณะสาบสูญ ที่ทุกผู้ต่างมากันยำเกรง การต่อสู้ด้วยมือเปล่าในงานพิธีครั้งนี้ จะมีสิ่งใดเหมาะมากไปกว่ามวยไทยที่อาจารย์เคยสั่งสอนให้ หากเปิดเผยไพ่ตายออกไปตั้งแต่แรกก็เสียของแล้ว หลังจากเปลี่ยนชุดจนเหลือแค่เพียงกางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียว เสียงดนตรีเครื่องเป่าเครื่องตีก็ดังบรรเลงขึ้น เป็นจุดสนใจจากสายตารอบงานพิธี มิเนอร์วาเดินขึ้นไปบนลานพิธีที่สร้างขึ้นจากศิลาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ และเริ่มทำการกราบกรานวนหมัด โยกขาไหว้ครูมวยด้วยท่วงท่าสวยงาม ที่โยกไหวไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลง ด้วยความที่ยึดถือความคล่องแคล่วว่องไว จึงจำเป็นต้องถอดเสื้อและใส่กางเกงเก็บไว้ หลงเหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว
การเปลือยร่างกายท่อนบนสำหรับบุรุษจะนับเป็นอะไรได้ กลับกันยังเป็นการโชว์สัดส่วนมัดกล้ามเนื้อแผงอก สร้างภาพข่มขู่คู่ต่อสู้ได้อีกด้วย แต่กับสตรีแล้วย่อมไม่เป็นดังนั้น แต่ละนางต่างก็ร้องหวีดกรี๊ดกร๊าด ภาพที่ได้เห็นทำให้เหล่าอิสตรีต่างพากันเดินขึ้นหน้า แย่งชิงพื้นที่มาจากเหล่าบุรุษ หวังจะได้รับชมอย่างใกล้ชิดติดขอบลานพิธี การร่ายรำไหว้ครูยังคงขยับอย่างวิจิตรต่อเนื่อง แม้ในกรอบสายตาของเด็กหนุ่มจะเห็นคนกลุ่มเดิมที่พยายามออกท่าทางล้อเลียน ทำราวกับเป็นเรื่องตลก แต่มิเนอร์วาย่อมไม่เก็บมาใส่ใจมากนัก โดยแท้จริงแล้วการไหว้ครูมวยก่อนเริ่มการต่อสู้นั้น ในแง่หนึ่งคือการรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ที่รักษา และถ่ายทอดวิชามวยต่อมาให้ แต่โดยเนื้อแท้แล้วประโยชน์ที่ได้จริงๆ คือการอบอุ่นร่างกายยืดเอ็นหดกล้ามเนื้อ เพื่อให้พร้อมสำหรับการออกแรงอย่างเต็มที่ ในการต่อสู้จริงที่จะมาถึง
หลังจบการรำไหว้ครู มิเนอร์วาก็ลุกขึ้นมองตรงไปยังกลุ่มคน ที่เคยเข้ามาหาเรื่องก่อนหน้านี้ ยกมือที่พันเชือกเป็นปมเอาไว้ กวักเรียกไปทางคนเหล่านั้น
"ต่อให้ผู้ติดตามของข้าทำผิดจริง… ก็มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถลงโทษเขาได้ แล้วพวกเจ้าเป็นตัวอะไรกัน ถึงได้กล้าตบตีลูดอฟต่อหน้าข้า เลือกซะจะขึ้นมารับโทษพร้อมกันทีเดียว หรือจะขึ้นมาตายทีละคน แต่หากกลัวจะไม่ขึ้นมาก็ย่อมได้ เพราะหลังจบพิธีนี้ ยังไงข้าก็ต้องไปตามเก็บหนี้จากพวกเจ้าอยู่แล้ว"
มิเนอร์วาเอ่ยท้าทายขึ้นเสียงดังต่อหน้าฝูงชนมากมาย ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเลือกทางไหน หรือมีเบื้องหลังเช่นใด เพราะยังไงปลายทางก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เป็นหนี้ย่อมต้องจ่ายหนี้!
"ลูกพี่..."
ลูดอฟที่ได้ยินดังนั้นก็ซึ้งใจ ตัวมันไม่เคยพบเจอหัวหน้าที่ทำเพื่อลูกน้องเช่นนี้มาก่อน จึงย่อมซึ้งใจเป็นเรื่องธรรมดา ความศรัทธาค่อยๆ บังเกิดขึ้นในจิตใจ แปรเปลี่ยนเป็นปรารถนาอันแรงกล้า
"เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ… เพราะแบบนี้พวกข้าเลยเลือกที่จะยอมติดตามเขา แม้ภายนอกจะดูเป็นเด็ก แต่สมองกลับเป็นผู้ใหญ่ ภายในนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นดั่งไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งกว้างขวางปกครองพงพนา ราวกับท้องนภาปกคลุมใต้หล้า…"
เป็นมาร์ตี้ที่เดินมาหยุดยืนด้านข้างและพูดขึ้น แสงแห่งความศรัทธาในดวงตา มีมากกว่าลูดอฟนิดหน่อยแทบไม่ต่างกัน
"นั่นสินะ…"
ลูดอฟพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของมาร์ตี้ สายตาจดจ้องอยู่ที่ผู้นำซึ่งกำลังท้าทายฝ่ายตรงข้ามอย่างอหังการ แต่ก็ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวที่ก้าวขึ้นไป
"อาวุโสที่ 9 ท่านเห็นหรือไม่… พวกเขาช่างขี้ขลาด ไม่รู้เป็นว่าลูกน้องของผู้ใด… เสียชื่อบุรุษชะมัด! สหายทุกท่านช่วงพิธีที่สองได้มาถึงแล้ว หากผู้ใดปรารถนาจะช่วยส่งเสริมข้าก็ขอเรียนเชิญ!"
มิเนอร์วาเหยียดหยัน จงใจเน้นย้ำคุยกับพลายัต เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยกยิ้มตีหน้าตายไม่ทุกข์ร้อน ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีก เอ่ยเชิญแขกที่มาร่วมงานอย่างสุภาพ
'ไอเด็กเวร!... รออีกหน่อยเถอะ… เดี๋ยวเจ้านั่นก็มาแล้ว เจ้าจะได้รู้สึกว่าน่าเสียใจเพียงไรที่มายั่วยุข้า'
พลายัตที่เบื้องนอกตีหน้าตาย แต่ภายในกลับร้อนระอุคำรามฟึดฟัดอยู่ในใจ มุมปากยังคงยิ้มแย้มไม่ได้สนใจคำพูดของเด็กหนุ่ม ช่วงพิธีก็ได้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ มีการถึงเนื้อถึงตัวกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นสาหัส คู่ต่อสู้หลายคนที่ขึ้นมาบนลานพิธี ล้วนมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา ทุกคนต่างก็สู้กันอย่างสุดความสามารถ ทุกรอบการต่อสู้ที่ผ่านมาล้วนทุ่มกันสุดพลัง แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะทำให้มิเนอร์วาเอาจริงได้ ส่วนใหญ่ล้วนโดนเตะจนไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ยืนวนไปวนมา ยามนี้ใกล้หมดเวลาของช่วงพิธีที่สองแล้ว หลังจากนี้ก็เหลือทำเพียงแค่กราบอาจารย์และบิดา ก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว แต่ในขณะที่เวอร์โนกำลังจะตะโกน เพื่อประกาศเริ่มช่วงพิธีต่อไป พลายัตที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยปากชิงขัดจังหวะเวอร์โน
"มิเนอร์วาเจ้าเก่งมากนะ… น่าเสียดายที่ข้าไม่มีวาสนารับเจ้ามาเป็นศิษย์ ช่างน่าเสียดาย…"
อีกฝ่ายส่ายหัวเอ่ยเสียดายด้วยรอยยิ้ม แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ที่ผู้อื่นไม่อาจสังเกตเห็น มิเนอร์วาขมวดคิ้วทันทีรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ว่าอีกฝ่ายเริ่มเดินหมากแล้ว หากอ่านเกมไม่ออกย่อมไม่สามารถรับมือได้ทัน ดังนั้นขณะนี้สมาธิของเด็กหนุ่มจึงพุ่งสูง คอยสอดส่องอันตรายรอบด้านที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ และก็เป็นจริงตามนั้น ถัดจากคำเอ่ยเสียดายของอีกฝ่าย ที่พึ่งหายไปกับอากาศได้ไม่นาน เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้นมาแต่ไกล
"ขอโทษที่มาสาย! ไม่ทราบว่าศิษย์พี่จะให้โอกาสข้าสักครั้งได้หรือไม่?"
สีหน้าแววตาของพลายัตพลันเปลี่ยนไป อย่างยากจะสังเกตเห็น สายตาทุกคู่ภายในงานพิธีต่างจับจ้องมองไปยังที่ต้นเสียง ราวกับนี่เป็นบทละครที่ได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว แขกปริศนาผู้นี้เดินเข้ามาในงานได้ ก็สาวเท้าก้าวอาดๆ เดินมาหยุดอยู่ข้างลานพิธี มันใช้สายตาจ้องมองเด็กหนุ่มราวกับมองเหยื่อ แต่ตัวมันหาได้รู้ไม่ เรื่องการจ้องตากับเหล่าศัตรูมิเนอร์วาเองก็ไม่เคยยอมแพ้หลบสายตามาก่อน ทั้งสองจ้องมองกันตาไม่กะพริบ ต่างฝ่ายต่างก็ลอบประเมินอีกฝ่ายอยู่ภายในใจ แต่ละคนต่างก็มีแผนการรับมือที่แตกต่างกัน
ผู้ที่พูดเดินเอามือไพล่หลังเข้ามาจากที่ไกล มิเนอร์วาลอบมองประเมินอีกฝ่ายเงียบๆ ไม่ได้โต้ตอบกลับไปทันที ชายคนนี้อายุราว 24 ถึง 25 ปี หน้าตาค่อนข้างดูดีสวมเสื้อผ้าหรูหรา ตามแบบฉบับชนชั้นสูงที่มีผ้าคลุมปกปิดไหล่ คิ้วบาง ตาแหลมผู้ใดได้มาเห็น ก็สามารถเดาได้ทันทีว่าคนผู้นี้ เป็นพวกจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ มันแสยะยิ้มเย็นเอ่ยอย่างราบเรียบ
"ท่านจำเหล่าตั๊กแตนมรณะได้หรือไม่? พวกเขาคือเหล่าพี่น้องของข้า… ในตอนแรกข้าพยายามปล่อยวางแล้ว แต่ราวกับเสียงของพวกเขายังคงร่ำร้องอยู่ที่ข้างหูของข้า คอยบอกให้ข้าทวงความเป็นธรรมให้เหล่าพี่น้อง ข้าจะไม่รู้ว่าท่านทำเช่นไร จึงไม่อาจหาหลักฐานมาเอาผิดท่านได้ ดังนั้นแล้วท่านกล้าประลองเป็นตายกับข้าหรือไม่? ตัวข้าจะขอใช้ร่างกายทวงถามความเป็นธรรมจากท่านเอง…"
มิเนอร์วาเลิกคิ้วขึ้น ภายในใจกระจ่างแจ้งถึงเจตนาของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มแค่นเสียงเย็นอยู่ในลำคอยังคงรอดูท่าทีอีกฝ่ายต่อไป
"หรือว่าท่านที่มีสถานะเป็นถึงว่าที่ศิษย์สืบทอดจะขี้ขลาด… ไม่กล้าต่อสู้เป็นตาย? ช่างน่าผิดหวัง… ช่างน่าผิดหวัง"
อีกฝ่ายส่ายหัวเอ่ยอย่างผิดหวัง มุมปากยังคงยกยิ้มยั่วยุแลดูชั่วร้าย
"จะสู้ก็ขึ้นมา อย่ามัวแต่เห่า! มันเสียเวลาข้า… ประลองเป็นตายแขกทุกท่านเป็นพยาน ตกตายจะไม่สืบสาวเอาความ"
มิเนอร์วาชักจะเริ่มรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว เขาผายมือทั้งสองข้างออก และประกาศให้แขกทุกท่านทราบ เป็นทีของชายผู้นี้ที่เลิกคิ้วขึ้นบ้าง มันไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มจะรับคำท้าจากมันง่ายดายเพียงนี้ แต่ภายนอกยังคงทำเป็นเงียบขรึมเอ่ยตำหนิสั่งสอน
"มิเนอร์วาเจ้ามีสถานะเป็นถึงว่าที่ศิษย์สืบทอด แต่ดูเจ้าทำตัวเข้าสิ… ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดไร้มารยาทเช่นเจ้ามาก่อน ก็ดี!... วันนี้ตัวข้า..."
เสียงที่เอ่ยขึ้นยังกล่าวไม่ทันจบประโยค ก็ถูกมิเนอร์วายกมือขึ้นห้ามเป็นสัญญาณบอกให้หยุดพูด
"ข้ามีสองข้อที่ต้องบอกเจ้า… ข้อที่หนึ่ง มารยาทของข้ามีไว้ใช้กับมิตรเท่านั้น ศัตรูของข้าโชคดีหน่อยก็ตายไว โชคแย่หน่อยก็ตายอย่างทรมาน มีแค่สองทางนี้เท่านั้น ขอที่สอง ชื่อของคนที่กำลังจะตาย ข้าไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือทำความรู้จัก พวกที่เอาชื่อคนตายมาแอบอ้าง ก็มีแต่พวกตัวสวะกันทั้งนั้น… เงียบปากแล้วไสหัวของเจ้าขึ้นมาตายให้ข้าซะ!"
"เจ้า!... ฮึ่ม… ได้! แล้วเจ้าจะเสียใจไอ้เด็กอวดดี…"
ชายผู้นั้นฮึ่มฮั่มคำรามอยู่ในลำคอ มันกวาดสายตาไปยังเหล่าขุมอำนาจต่างๆ ก่อนจะไปหยุดลงที่พลายัต พยัคฆ์บูรพาลอบพยักหน้าให้สัญญาณ แต่มีหรือที่เด็กหนุ่มจะไม่สังเกตเห็น เนื่องจากระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว การกระทำทุกอย่างของพวกมัน จึงอยู่ในสายตามิเนอร์วามาโดยตลอด หลังจากได้รับอนุญาต ชายผู้นั้นก็ก้มหน้าครุ่นคิด วางแผนสำหรับหลบหนีในคืนนี้ เพียงเวลาไม่ถึง 5 นาที ตัวมันที่พึ่งเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มบนลานพิธีก็ต้องแปลกใจ อีกฝ่ายเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าในชุดแปลกตา เป็นกางเกงขายาวสีดำ และกั๊กแขนกุดสีขาว ด้านข้างลำตัวใต้รักแร้ห้อยไว้ด้วยอาวุธสองกระบอก เด็กหนุ่มยังคงจ้องมองมาที่ตัวมันอย่างไม่วางตา ส่งสายตายียวนกวนประสาท ทำให้มันเริ่มหงุดหงิดเดินขึ้นเวทีไป หมายสังหารอีกฝ่ายทำให้เรื่องนี้จบๆ ไปซะ อาวุโสสูงสุดกระโดดขึ้นมาอยู่กลางลานพิธี ประกาศเสียงก้องไปแปดทิศ
"การประลองเป็นตายไม่มีกฎ… แพ้ตาย ชนะรอด เริ่มได้!"
ตาข่ายอัสนีปะทุกระจายออกมาปกคลุมเป็นวงกว้าง ทำหน้าที่ราวกับกรงกักขังที่จะไม่เปิดออกจนกว่าจะมีคนตาย ชายผู้นั้นไม่พูดมากเช่นกัน ทันทีที่ตาข่ายอัสนีบรรจบล้อมคลุมอย่างสมบูรณ์ มันก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่มิเนอร์วาจะทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง อีกฝ่ายก็มาหยุดอยู่ด้านหน้าแล้ว ฝ่ามือขาวที่มีสายลมหมุนวนจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า พุ่งเข้ามาหมายงัดคางเด็กหนุ่มขึ้นให้หงายหลัง มิเนอร์วาโยกตัวถอยหลังหลบหนึ่งจังหวะ พร้อมกับปล่อยหมัดแย็บสวนกลับไป แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่หุ่นกระบอก มันเบี่ยงตัวหลบด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับต่อยหมัดสวนเข้าที่ลำตัวจนเด็กหนุ่มต้องฝืนรับเอาไว้ พร้อมกับกระเด็นถอยหลังไป 7 ถึง 8 ก้าว
"ไม่ได้มีดีแค่ปากสินะ… ดีงั้นมาเจอกันหน่อย เข้ามาข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง!"
มิเนอร์วาเองก็เครื่องติดแล้ว หากโจมตีแล้วไม่ได้ผล ถ้าอย่างนั้นก็มีแต่ต้องเป็นฝ่ายป้องกันชิงไหวชิงพริบกันเท่านั้น เด็กหนุ่มค่อยๆ ขย่มขาย่องเข้าไปหาอย่างระแวดระวัง เป็นคราวของอีกฝ่ายที่ราวกับกลายเป็นสายลมได้ ร่างของมันพุ่งพรวดก็มาอยู่ทางขวาของเด็กหนุ่ม ต่อยเข้าแขนที่ยกขึ้นกันศีรษะอย่างทันท่วงที จากนั้นร่างมันก็กะพริบวาบหนึ่งที โผล่มาปรากฏอยู่ทางด้านซ้าย และถีบเข้ามาที่หัวเข่าหมายจะหักขา แต่โชคร้ายวิชามวยชนิดนี้นั้นขึ้นชื่อว่าครบเครื่องในเรื่องรุกและรับ เป็นถึงศาสตร์สังหารคู่ชาติบ้านเมืองมาหลายร้อยปี หากมาพ่ายแพ้เพราะลูกถีบที่มีดีแค่ว่องไวอย่างเดียวนี้ เหล่าวิญญาณบรรพบุรุษผู้ซึ่งได้เหลือเจตน์สืบทอดต่อๆ กันมา คงไม่แคล้วตามมาหลอกหลอนเด็กหนุ่มทุกคืนเป็นแน่แล้ว
ป๊าบ!...
มิเนอร์วายกขาข้างตรงกันข้าม เตะปัดขาอีกฝ่ายออกด้านข้าง เสียงเนื้อกระทบดังก้องลาน อีกฝ่ายเซเสียหลักเล็กน้อย อดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ทั้งที่ตัวมันเป็นถึงเหนือมนุษย์ขั้นต้น ถึงสมัยก่อนจะมีพลังพอๆ กับลูดอฟ หากแต่วัดกันตามจริงมันในตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นมากแล้ว จนน่าจะแข็งแกร่งกว่าตัวเองในอดีตอยู่ไม่น้อย คราแรกที่มันได้ทราบข่าวจากพลายัต ว่าลูดอฟตกอยู่ในกำมือของอีกฝ่าย ตัวมันก็นึกดูถูกในใจที่ลูดอฟไม่ยอมพัฒนาตัวเอง จนโดนเด็กหนุ่มสยบด้วยวิธีอำมหิต เป็นถึงเหนือมนุษย์ กลับถูกผู้วิเศษชั้นสูงสยบช่างน่าอับอาย แต่ในเวลานี้เองมันก็ได้เข้าใจ ถึงจะรู้มาว่าอีกฝ่ายเชี่ยวชาญด้านพิษ จึงสามารถกำราบลูดอฟลงได้ง่ายๆ
แต่ในความเป็นจริง พลังวิญญาณของอีกฝ่ายก็ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทุกครั้งที่ปะทะกับชั้นพลังวิญญาณที่ห่อหุ้มร่างกายของมัน จะสามารถเห็นได้เลยว่าพลังวิญญาณทั้งสองสีนั้น ทันทีที่เข้าปะทะกันถึงจะไม่สามารถหักล้าง ทำลายพลังวิญญาณของมันได้ทั้งหมด แต่พลังวิญญาณของอีกฝ่าย ที่สลายหายไปก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้เรื่อยๆ ราวกับไม่มีวันหมดสิ้น เป็นดั่งสายฝนอันเป็นนิรันดร์ที่ตกไม่ยอมหยุด
"หากเป็นแบบนี้ต่อไปคงยืดเยื้อเสียเวลา… ออกมาเหยี่ยววายุ!"
ภายในอุ้งมือที่ว่างเปล่าของมัน อีกฝ่ายกำหมัดหลวมๆ คว้าจับหนึ่งที ก็มีดาบยาวขนาดใบดาบกว้างประมาณสองข้อนิ้วมือปรากฏขึ้น พร้อมกับเหยี่ยวสีขาวนัยน์ตาแดงตัวหนึ่ง ที่ก่อตัวขึ้นมาจากสายลม เหยี่ยวตัวนี้เกาะอยู่ที่ปลายด้ามดาบจ้องมองเด็กหนุ่มเช่นกัน
"จะดวลอาวุธ?"
มิเนอร์วาเลิกคิ้วไม่ได้แปลกใจ เพียงแต่สงสัยเล็กน้อยว่าเหยี่ยวตัวนี้คือสิ่งใด ช่างเหมือนกับคราวที่แล้ว เด็กหนุ่มเคยเห็นแมงมุมวายุแบบนี้เช่นกัน บนหลังหัวของลูดอฟ เนื่องจากผู้วิเศษชั้นสูงยังไม่สามารถอัญเชิญวิญญาณประจำตัวออกมาได้ ถึงแอสคลีเพียสและอีฟริทจะเคยเกริ่นๆ ให้ฟัง แต่ก็ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดมากนัก เพราะของแบบนี้มีแต่ต้องสัมผัสเอาด้วยตนเองเท่านั้น ยากจะอธิบาย… มีเพียงผู้ที่ก้าวขาเข้าสู่ระดับเหนือมนุษย์เท่านั้น ที่จะสามารถเข้าใจได้ หากให้อธิบายคร่าวๆ ก็คงจะกล่าวได้ว่า วิญญาณประจำตัวนี้จะถือกำเนิดขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นตามหาพื้นฐานของตัวเองเจอ มันจะค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับเจ้าของ และจะสามารถปรากฏตัวขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนผู้นั้นสามารถเปลี่ยนพื้นฐานที่อยู่ในสภาพสูงถึงขีดสุด ให้กลายเป็นเศษแก่นที่จะพัฒนาเป็นแก่นที่สมบูรณ์ เพื่อเป็นกฎในภายหลัง มีเพียงผู้ที่มีเศษแก่นเท่านั้นถึงจะสามารถอัญเชิญออกมาได้
ถึงตัวมิเนอร์วาจะมีเศษแก่นเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่มันมีขนาดเล็กมากเกินไป จนไม่รู้ว่าจะพัฒนาให้เป็นเศษแก่น ที่มีขนาดเท่ากับเหนือมนุษย์ขั้นต้นได้อย่างไร อีกฝ่ายแสยะยิ้มเย็นจ้องตาก็รู้ได้ทันที ว่ามิเนอร์วากำลังลอบประเมินเหยี่ยววายุของมัน ตัวมันย่อมไม่ยืนรอให้อีกฝ่ายฉวยโอกาส ก้าวมาหนึ่งทีก็หายวาบมาอยู่ทางซ้ายมือ แล้วฟันตัดขวางเสยขึ้นฟ้า มิเนอร์วาโยกหลบไปทางด้านหลังได้อย่างหวุดหวิด แต่ราวกับมีคมมีดสายลมกำลังเฉือนชั้นพลังวิญญาณให้ขาดออกจากกัน ทันทีที่พลังวิญญาณเกิดรอยแยก อีกฝ่ายก็จ้วงแทงดาบเข้าตามมาอย่างต่อเนื่อง และแม่นยำหมายเจาะทะลวงหน้าผากของเด็กหนุ่ม
แต่มิเนอร์วาก็กลิ้งหลบออกไปได้อย่างจวนตัว รักษาระยะห่างจากอีกฝ่ายได้อย่างทุลักทุเล อีกฝ่ายยังคงระดมฟันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสายตาจากผู้คนมากมาย และเสียงร้องวี้ดว๊ายหวาดเสียวเป็นครั้งคราวของเหล่าสตรี ชายผู้นี้วาดดาบซ้ายทีขวาที หากเผลอก็จ้วงแทง หากชะล่าใจก็จะโดนเหยี่ยววายุ ที่โผล่มาจากมุมอับสายตาเข้าโจมตีประสาน ท่ามกลางทะเลเพลงดาบที่กระหน่ำฟันเข้ามาไม่หยุด และการลอบโจมตีอย่างต่อเนื่องของเหยี่ยวน่ารำคาญ มิเนอร์วาทำได้เพียงแค่หลบหลีกไปมา แม้แต่จังหวะจะชักปืนขึ้นมาเล็งยังหาทำได้ยาก อีกฝ่ายได้ครองกระแสบุกโจมตีอย่างสิ้นเชิงแล้ว ยากที่จะตอบโต้กลับ…