ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างัักับใบหน้า
อะไรที่เย็น ๆ
สิ่งนั้นทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้น
ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะพบว่า พออ้าปากเท่านั้นแหละก็มีน้ำมากมายเข้ามาในปากจนแทบหายใจไม่ออก ความรู้สึกราวกับจะจมน้ำปรากฏขึ้น เหมือนกับตอนที่เผลอหลับในออนเซ็นแล้วร่างกายไหลลงไปในบ่อ มันทรมานทั้งความร้อนจากน้ำ และ การขาดอากาศหายใจ ไม่ใช่แค่นี้ผมรู้สึกได้ว่า ร่างกายของตัวเองนั้นมีบางอย่างคล้ายกับสายระโยงระยางอยู่รอบตัวจนเกะกะไปหมด ยิ่งดิ้นยิ่งพันไปหมดจนผมต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักตัวขึ้นมาเพื่อเอาชีวิตรอด
“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
ร่างของผมพุ่งออกมาจากน้ำก่อนสูดเอาลมหายใจเข้าที่ปอด เสียงน้ำสาดกระเซ็นกระทบพื้นดังก้องในห้องที่เงียบสนิท ทุกอณูอากาศที่เข้ามาในปอดมันเจ็บ มันแสบ เหมือนกับว่าผมไม่ได้หายใจมานานหลายปี
สติรางเลือนราวกับยังจับต้นชนปลายต้นสายปลายเหตุไม่ได้ รู้แค่ว่า ร่างกายของผมมีสายระโยงรยางค์ติดอยู่เต็มไปหมดราวกับเป็หนูทดลองอะไรสักอย่าง มือของผมรีบดึงสายทั้งหมดออกจากตัวอย่างเร่งรีบจนกระทั่งไม่มีสายบนตัวอีก
“ที่ไหน ที่นี่ที่ไหน?”
ร่างกายตอนนี้หนักอึ้งจนยืนแทบไม่ไหว หายใจติดขัดเหมือนไม่ได้ััอากาศมานาน หัวใจค่อย ๆ เต้นเร็วขึ้น ๆ เพื่อสูบฉีดร่างกายให้ทำงาน สายตาที่พร่ามัวค่อย ๆ ปรับโฟกัสจนมองเห็นรอบ ๆ ตัวได้ชัดเจน
ผมมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพยายามใช้สมองรวบรวมสติให้ได้โดยไว
ผมอยู่ในสถานที่ประหลาด รู้สึกเหมือนอยู่ในนิยายกึ่งแฟนตาซี
รอบข้างเป็เต็มไปด้วยต้นไม้ แต่มองเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็ผนังมีตะไคร่บางอย่างเกาะเต็มไปหมด
ผมมองขึ้นบนเพดานทำให้รู้ว่าน่าจะอยู่ในอาคาร หรือใต้ดิน มีแสงจากหลอดไฟบางอย่างที่ยังทำงานอยู่ทำให้รอบข้างสว่าง
แสงสว่างนั้นไม่ใช่แบบแสงจากหลอดไฟนีออนทั่วไป แต่เป็แสงสีฟ้าอ่อนเย็นตา เหมือนจะมาจากหลอดไฟบางชนิดที่ฝังอยู่ตามขอบพื้นและเพดาน คล้ายกับดีไซน์ในหนังไซไฟสมัยก่อนนู้น ที่ตัวละครมักจะตื่นขึ้นมาในห้องทดลองลึกลับขององค์กรลับ หรือไม่ก็ยานอวกาศที่โดนเอเลี่ยนยึด
ที่แปลกที่สุดคือ อากาศ... มันไม่ได้มีกลิ่นแบบห้องแอร์ หรือกลิ่นอับจากห้องปิดมานาน แต่มีกลิ่นบางอย่างคล้ายกลิ่นของเครื่องจักร กับกลิ่นโลหะผสมฝุ่น กลิ่นที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในตึกที่เคยเต็มไปด้วยเทคโนโลยี แล้วถูกธรรมชาติกลืนกินทีละน้อย
ผมมึนงง นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ผมรู้จักแน่ๆ
อย่างน้อยในความทรงจำของผมไม่มีที่แบบนี้แน่ ๆ
ตัวผมมองไปยังด้านหลังที่ที่ตัวเองอยู่เมื่อกี้ มันคืออ่างอะไรสักอย่างซึ่งทำจากโลหะ มีน้ำอยู่ภายในเท่านั้น
ผมพึ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ไม่ได้สวมอะไรเลย
น้ำเย็นเฉียบจนรู้สึกหนาวแล้ว
ออนเซ็นเหรอ?
นี่ผมคงไม่ได้หลับไปตอนแช่ออนเซ็นเย็นหรืออะไรแบบนั้นใช่มั้ย?
แต่แช่ออนเซนแล้วจะมาโผล่ในนิยายแฟนตาซีได้ยังไงหว่า?
หรือนี่จะเป็ความฝัน
แต่ความรู้สึกเย็นแบบนี้ทำให้คิดว่าคงไม่ใช่ความฝันแน่ๆ
“เจ็บแหะ”
ผมเอามือหยิกแก้มตัวเองซ้ำ
ไม่ได้ฝันแหะ
หรือว่านี่จะเป็การมาต่างโลกอย่างที่ผมเคยอ่านเจอสมัยที่พยายามอ่านเป็การศึกษาเพื่อพยายามนักเขียนในเว็บไซต์แห่งหนึ่งแบบเอาเป็เอาตายเพื่อจะขึ้นอันดับหนึ่งของเว็บนี้ให้ได้
อืม…เท่าที่ผมจำได้ การไปต่างโลกแบบของญี่ปุ่นต้องเริ่มจากมีเทพธิดามาแนะนำไม่ใช่เหรอ?
เทพโลกธิดาของโลกนี้ี้เีทำงานหรือไงกัน ถึงไม่โผล่หัวมาที่นี่ให้ผมเห็นแล้วส่งผมมาแบบไม่อธิบายเซ็ตติ้ง หรือ มอบพลังพิเศษให้ผมเลยเนี่ย
ไม่แน่อาจจะโดนนักผจญภัยคนอื่นชี้นิ้วลากไปร่วมตี้ในต่างโลกก่อนผมแล้วก็ได้
อาจจะไม่ใช่แบบญี่ปุ่น
จะว่าไปเคยอ่านนิยายต่างโลกแนวทะลุมิติของจีน ที่โผล่ไปต่างโลกแบบไม่รู้เื่อะไรเลยอยู่เหมือนกัน
แบบอยู่ ๆ ตื่นมาก็มาอยู่โลกอื่นแบบงง ๆ ประมาณนี้
ว่าไปนั่น…
ผมเป็พวกเรียลลิสซึ่ม นิยมความเป็จริง เื่แฟนตาซีอะไรแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้นจริงหรอก
ปัญหาคือ ผมจำไม่ได้เลยว่าเมื่อวานไปทำอะไรมา
อย่าบอกนะว่าเกิดไปโดนโจรปล้น ลอกคราบ แล้วโดนจับเอามาโยนไว้ในอ่างน้ำแบบนี้
ทำอะไรไม่ได้ คิดไปก็ไม่ได้อะไร อย่างแรกพยายามออกจากที่นี่ แล้วขอความช่วยเหลือจากใครสักคนก่อนก็แล้วกัน
“ฮึ่บ อื้อออออออออออออออออออ”
ผมก้าวเท้าออกจากอ่างนั้นลงไปยังพื้นข้าง ๆ
ััของเท้ารับรู้ถึงความเย็นเยือกได้ชัดเจน ขาของผมอ่อนยวบจนล้มลงกับพื้นอันมาจากร่างกายที่ไม่ขยับมานานเลยไม่ต่างกับสัตว์ที่ออกมาจากครรถ์ของแม่แล้วยืนไม่ได้ในคราวแรก
“บ้าจริง”
ผมสบถคำออกมาเมื่อร่างกายตอนนี้ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย มือสองมือพยายามยันกับพื้นเอาไว้เพื่อให้ลุกขึ้นยืนได้
สัญชาตญาณบอกให้ผมรู้สึกว่า จำเป็ต้องยืนขึ้นให้ได้
มือยันขึ้นมาค่อย ๆ ตะเกียกตะกายหาที่จับเพื่อให้ตัวเองลุกขึ้นมาได้
“ลุกสิเว้ย ลุก ๆ”
ผมใช้แรงใจทั้งหมดให้ตัวเองลุกขึ้นมา และ ไม่นานนักร่างกายที่เหมือนจะอ่อนปวกเปียกไปหมดก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทำให้ผมลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด
ถึงจะยังไม่เหมือนปกติอย่างน้อยก็เดินได้ละนะ
ปัญหาในตอนนี้คือผมไม่มีอะไรใส่
กิเลนน้อยยังห้อยโตงเตง แต่ก็ช่วยไม่ได้
ผมเดินไปสำรวจต้นไม้ ดูเหมือนเป็ต้นไม้คล้ายๆ กับที่เคยเห็นแต่จำชื่อไม่ได้
ผมเอื้อมมือไปแตะต้นไม้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เปลือกไม้เย็นเฉียบและเปียกชื้น ราวกับเพิ่งถูกฉีดน้ำหรือมีความชื้นสะสมตลอดเวลา แต่ไม่มีหยดน้ำ ไม่มีแมลง ไม่มีเสียงนก เสียงลม ไม่มีอะไรเลย”
ผมลองหักกิ่งไม้ ดูเหมือนว่าจะเป็ต้นไม้จริงๆ ด้วย
ผมถือมันไว้ เพิ่มความอุ่นใจ แล้วสำรวจรอบๆ ห้อง
ทั้งห้องเป็ผนังเรียบๆ
ผนังแต่ละด้านดูเหมือนจะถูกหล่อขึ้นจากวัสดุบางอย่างที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่คอนกรีต ไม่ใช่เหล็ก แต่มีลักษณะเหมือนโลหะเรียบมันผิวด้านสีเข้ม ซึ่งมีลายเส้นบาง ๆ วิ่งเป็เส้นตรงแนวนอนและแนวตั้ง เหมือนเป็แผงวงจรั์ที่ฝังอยู่ใต้ผิวของผนัง
ทุกผนังเหมือนกันหมด ไม่มีรอยต่อ ไม่มีประตู ไม่มีรูกุญแจ ไม่มีแม้แต่สวิตช์หรือจอัั
เหมือนถูกออกแบบมาให้ “ไม่มีทางออก” ั้แ่ต้น
ที่มุมห้องมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกล่องพับได้ถูกพิงไว้ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่ามันเป็แค่เศษชิ้นส่วนโลหะพัง ๆ ที่ดูไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะเตือนว่า ที่นี่เคยมี "บางอย่าง" มาก่อน แล้วหายไป
ความเงียบในห้องนี้ไม่ใช่แค่เงียบธรรมดา แต่มัน “แน่น” จนรู้สึกเหมือนอากาศมันกดทับลงมา ความเงียบที่มีน้ำหนัก และทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว...
ผมสำรวจไปทั่วห้อง ไม่มีประตูอะไรเลย สรุปว่าผมถูกขังอย่างสมบูรณ์แบบ
ในเวลานี้สิ่งที่เราควรจะทำคือ
“โอเพนเซซามี!!!” ผมะโ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คราวนี้ผมชี้กิ่งไม้ไปที่กำแพง
“อะโลโฮโมร่า!!”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แน่ล่ะจะไปมีอะไรได้ยังไงแต่ใจผมก็ยังแอบหวังอยู่ลึก ๆ แบบคนเล่นหวยที่ไม่เคยถูก แต่ก็ยังซื้อ
ผมรู้สึกเหนื่อยก็เลยยืนพิงกำแพง
มึนงงว่าสถานการณ์นี้มันคือเื่อะไรวะเนี่ย
ใครมันจะจับคนมาแก้ผ้า แช่อ่าง แล้วขังไว้ในห้อง
คนที่จะทำเื่แบบนี้แม่งมีแต่คนโรคโรคจิตเท่านั้นแหละ
พอพูดถึงโรคจิต แล้วผมก็นึกถึงหนังเื่ SAW ที่เคยดูตอนพยายามที่จะเป็ผู้กำกับหนังขึ้นมา
ในหนังเื่ SAW ฆาตกรโรคจิตจับคนมาเล่นเกมมรณะเพื่อให้คนที่เล่นเกมได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า คุณค่าชีวิต
ในฐานะที่ดูหนังเื่นี้มานับสิบรอบ ดูทุกภาคที่มี แล้วจินตนาการตัวเองว่า ถ้าผมเป็ผู้กำกับจะทำยังไงให้คนที่ถูกจับมาเล่นเกมได้เจอกับเกมสุดสยองนี้แบบถึงพริกถึงขิง
อ่า…แล้วไอ้หนังเื่นี้ชอบนักก็ไอ้ประตูเนี่ย
กฎสำคัญของอีหนังเื่นี้คือ อย่าไปยุ่งประตูเด็ดขาด
แล้วผมดันไปยุ่งกับมันแล้วนี่สิ
เหงื่อกาฬไหลออกมา มือสั่นหน้ามืด
ชิบเป้ง ไม่ใช่ว่า สักพักมีหน้าจอทีวีเปิดขึ้นว่า สวัสดีคุณคิริน ถึงเวลาเล่นเกมนะ
แม่งเอ๊ย กูไม่น่าคิดถึงเื่นี้ขึ้นมาเลย
ไอ้เราก็ยืนอยู่แบบนั้นแล้วคิดว่า เอาไงดี
ในหนัง SAW เนี่ยเราต้องสำนึกในคุณค่าชีวิตของมนุษย์สินะ งั้นก็ทำแบบนี้
“ผมไม่รู้นะว่าคุณคือใคร แต่ปล่อยผมไปเถอะ ผมมีแมวเจ็ดตัวต้องเลี้ยง มีทามาก็อตจิต้องดูแล มีไวฟุที่ผมต้องไปเพิ่มค่าความสัมพันธ์ห้าคน กรุณาปล่อยผมไปเถอะะะะะ”
ท่าไม้ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก คุกเข่าก้มลงกราบแล้วร้องไห้
เห็นไหมเนี่ย น้ำตา ผมร้องไห้ออกมาจากใจเลยนะ
เทคนิคการร้องไห้เนี่ย ผมเรียนมาจากครูมังคุด แอคติ้งโค้ชชื่อดังเลยนะ สั่งได้จะร้องไห้ตอนไหน ผมทำได้หมดแหละ
เงียบ
ท่าทางจะยังไม่พอ
งั้นต้องเพิ่มความรักเด็กกับสันติภาพโลกไปอีก
“ได้โปรดเถอะ ปล่อยผมออกไป ถ้าผมออกไปได้ ผมจะบริจาคเงินให้มูลนิธิรักเด็กและช่วยเหลือคนนะครับ”
…
…
…
เงียบ
ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก
“โอ๊ยยยย ไอ้เชี่ยยยยยยย ปล่อยฉันออกไปสิเว้ยยยย”
พอกันที
ผมไม่ไหวอีกแล้ว กับดักก็คือ กับดักช่างมันแล้วเว้ยยยยยย
“ไม่ปล่อย ถีบประตูจริง ๆ ด้วย ปล่อย”
จู่ๆ ตอนนั้นก็มีแสงสว่าง เกิดขึ้น