ตอนที่ 33 เป็พิษยังจะกินหรือ!
ป้าหลิวหิ้วตะกร้ากลับมาบ้าน ชุยเม่ยลูกสะใภ้ของนางมองมาด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ มันคืออะไร ท่านไม่ได้เดินไปข้างบ้านหรอกหรือ”
“มันคือมันสำปะหลังน่ะ ไป๋เพ่ยเพ่ยให้มา นางบอกว่ากินสิ่งนี้แล้วอิ่มท้อง ไว้ข้าค่อยลองทำกินเย็นนี้กัน”
“อย่างนั้นหรือ” ชุยเม่ยฉงนใจ พลันเอื้อมมือไปหยิบมาลูกหนึ่งไป ก่อนหักแล้วตั้งท่าจะกิน ทว่ากลับถูกป้าหลิวตีมือ
เพียะ!
“มันมีพิษ เสียสติจนไม่กลัวพิษเลยหรือไง กินเพียงคำเดียวเ้าอาจตายได้เชียวนะ”
ชุยเม่ยสูดหายใจลึกก่อนท้วง “เป็พิษแล้วยังจะกินอีกหรือ! ท่านบอกเองว่ามันทำให้อิ่มท้อง”
ป้าหลิวกลอกตาแล้วบอก “ไม่รู้อะไรเสียเลย เ้าเองก็ล้างและกินเห็ดที่มีพิษปนเปื้อนเล็กน้อยอยู่ไม่ใช่หรือ เพียงพิษของมันสำปะหลังค่อนข้างแรง แต่ไม่ต้องห่วงไป๋เพ่ยเพ่ยสอนวิธีขจัดพิษให้ข้าแล้ว เมื่อล้างพิษเรียบร้อยแล้วก็สามารถกินได้...”
จากนั้นนางจึงสอนวิธีให้ลูกสะใภ้และกำชับให้ทำตามอย่างเคร่งครัด อย่าได้ให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน
“...” ทันใดนั้นชุยเม่ยพลันรู้สึกไม่อยากกินสิ่งนี้อีกต่อไป
แม้เห็ดจะมีพิษ ทว่าขอแค่ไม่เลือกชนิดที่พิษรุนแรง และเติมเครื่องปรุงอื่นลงไปหน่อย ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
หากดวงซวยเผลอผสมเห็ดพิษแรงลงไป ก็คิดได้เพียงแค่ฟาดเคราะห์เท่านั้น
ป้าหลิวไม่เชื่อใจนาง จึงถือมันสำปะหลังมานอกบ้าน นำมันไปแช่ลงในถังไม้ก่อนแบกเข้าห้องตนเอง พร้อมปิดประตูลงกลอนเสร็จสรรพ
เมื่อใครสงสัยก็เพียงบอกว่า “ของที่แช่ในถังในห้องข้ามีพิษ ต้องล้างพิษก่อนถึงจะกินได้ ห้ามแตะต้องสุ่มสี่สุ่มห้า เพียงนิ้วหัวแม่มือััก็อาจถึงตายได้!”
ทั้งครอบครัวเชื่อฟังอย่างตื่นตระหนก ตายจริง! มีพิษเพียงนั้นเชียวหรือ!
เช่นนั้น...
กินอย่างอื่นดีไหมเล่า?
ครอบครัวพวกเขาไม่ได้ขัดสนจนต้องกินของมีพิษไม่ใช่หรือ
“แต่เ้าก็ยังกินเห็ดที่มีพิษอยู่บ้างไม่ใช่หรือ” ทุกคนเถียงไม่ออก
ตกเย็นทุกบ้านเริ่มก่อไฟเตรียมทำอาหาร
ป้าหลิวจำได้ว่าต้องนำมันสำปะหลังมาต้มก่อนสักครึ่งชั่วยาม
หลังล้างมันสำปะหลังด้วยน้ำสะอาด ได้หั่นแบ่งครึ่ง ก่อนนำทั้งหมดลงหม้อต้ม
ต้มไปเช่นนี้เป็เวลาครึ่งชั่วยาม
กลิ่นหอมค่อย ๆ ลอยฟุ้ง ชวนให้คนน้ำลายสอ อยากกินจนอดรนทนรอไม่ไหว
“ท่านแม่ กลิ่นหอมยิ่งนัก!” ชุยเม่ยท้องร้องระหว่างเด็ดผักไว้ทำอาหาร
ป้าหลิวเอ่ย “เ้าหิวแล้วหรือ ที่นี้รู้หรือยังที่ไป๋เพ่ยเพ่ยบอกว่ามันอร่อยมาก แม้มันสำปะหลังจะมีพิษมาก แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งนี้จะสามารถนำมาทำอาหารได้ ข้าเองก็ไร้ประสบการณ์เช่นกัน...”
“ท่านแม่ เราจะกินได้เมื่อใดหรือ ข้าเห็นต้มมาครึ่งชั่วยามแล้วไม่ใช่หรือ” ชุ่ยเม่ยไม่โกรธแต่อย่างใด เพียงแต่ถามถึงสิ่งที่อยู่ในหม้อ
ไม่ต้องพูดถึงชุ่ยเม่ย ป้าหลิวเองก็อยากกินเช่นกัน ทั้งผู้เฒ่าและเด็กในบ้านได้กลิ่นหอม ก็พลันวิ่งมาออกันหน้าครัว
สองผู้เฒ่ายังดี พวกเขาอายเกินกว่าจะพูด ทว่าหลิวจื่อเข่อวัยสองขวบไม่สนใจ ะโว่า ‘กิน’ ทั้งที่ยังน้ำลายสอ
“หอม กิน”
ป้าหลิวลูบศีรษะหลานแล้วบอกให้ลูกสะใภ้คอยดูหลิวจื่อเข่อเอาไว้ก่อนเอ่ย
“เอาล่ะ เดี๋ยวข้าจะไปเรียกป๋เพ่ยเพ่ยข้างบ้านมาช่วยดู หากได้ที่แล้วค่อยกินได้”
“อืม ท่านรีบไปรีบกลับล่ะ”
เสียงะโดังขึ้นโดยเร็ว ทำเอาป้าหลิวอยากจะหัวเราะ
นางมาถึงบ้านตระกูลเซี่ย ไป๋เพ่ยเพ่ยง่วนอยู่กับการปรุงมันสำปะหลังในครัวกับเซี่ยเหมียวเหมียว
อาหารเย็นของบ้านตระกูลเซี่ยกำลังทำอยู่ยังไม่เสร็จ ทว่ากลับส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทันทีที่ป้าหลิวเข้ามาในบ้าน
“เ้าเองก็เอามาทำอาหารด้วยหรือ ได้ที่หรือยัง?”
“ยังเลย ยังต้องรออีกหน่อย ท่านต้มเสร็จแล้วหรือ ได้ เดี๋ยวข้าจะตามท่านไปดูให้” ไป๋เพ่ยเพ่ยพลางเช็ดมือก่อนเดินตามป้าหลิวออกไป
กลิ่นหอมในครัวตลบอบอวลจนนางบอกได้ในทันทีว่าคงต้มมาครู่ใหญ่แล้ว เป็ไปตามคาด เมื่อเปิดหม้อออกดูก็พบว่าได้ที่แล้ว
“พี่สะใภ้ มาดูนี่ เช่นนี้คือสุกได้ที่แล้ว...” นางบอกพลางหยิบตะเกียบมาจิ้มมันสำปะหลัง ก่อนบอกให้ป้าหลิวกับชุยเม่ยลองดูว่าััเป็อย่างไร
“มัน... นิ่มมาก!”
“มันสำปะหลังดิบค่อนข้างแข็ง เมื่อสุกแล้วจะนุ่มเหนียวคล้ายบัวลอย อีกทั้งยังหอมหวาน ไม่ต้องเติมน้ำตาลก็มีรสหวานอร่อย”
เมื่อได้ยินว่ามีรสหวาน คนตระกูลหลิวพลันตาลุกวาวราวกับดวงไฟ
“จริงหรือ!”
“จริงสิ ท่านลองกินดูจะรู้ว่ามันได้ที่แล้ว”
ไม่ทันไป๋เพ่ยเพ่ยได้กลับไป ตระกูลหลิวก็อดใจอยากกินไม่ไหว
ป้าหลิวลองกินดูแล้วถึงกับตกตะลึง “หวานมาก! หวานจริง ๆ หวานอย่างกับใส่น้ำตาลเลย...”
“ท่านย่า... ข้า... ข้ากิน...” หลิวจื่อเข่อตัวน้อยโพล่งประท้วง คว้าชายเสื้อป้าหลิวก่อนร้องงอแงจะกินให้ได้
ป้าหลิวขบขัน ใช้ตะเกียบบิมันออกเป็ชิ้นเล็ก ก่อนเป่าให้เย็นแล้วบอก “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ลืมเ้า เอานี่ กินเสีย”
หลิวจื่อเข่องับกินราวกับกลืนพุทรา รสหวานของมันทำให้เขาเร่งเร้าย่าให้ป้อนคำที่สอง
ป้าหลิวให้ชุยเม่ยตักแบ่งให้ทุกคน ก่อนทำอาหารที่คั่งค้างไว้ จากนั้นค่อยยกชามมาป้อนหลิวจื่อเข่อ
ป้าหลิวกล่าวขอบคุณไป๋เพ่ยเพ่ย หากไม่ได้อีกฝ่าย ครอบครัวตนเองคงไม่ได้ค้นพบอาหารอร่อยเพียงนี้ นางรู้สึกว่ามันอร่อยกว่าติ่มซำที่ซื้อในตลาดเสียอีก เกรงว่าจะมีแต่ชนชั้นสูงที่ได้กิน
ไป๋เพ่ยเพ่ยยิ้มบอก “ข้าเอามากินเพราะมันอร่อย ไม่เช่นนั้นมันมีพิษขนาดนั้นแล้วข้าจะเอามากินทำไมกัน ยุ่งยากเสียเปล่า”
“คราวหน้าที่เ้าจะขึ้นเขาไปขุดมันสำปะหลังอย่าลืมเรียกข้าด้วยล่ะ”
“ได้ ไว้ข้าจะมาชวนท่าน”
เตาไฟที่บ้านยังไม่ว่างเว้น ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้รั้งอยู่นาน หลังช่วยชิมมันสำปะหลังเสร็จแล้ว นางก็กลับมาบ้านตระกูลเซี่ย
ทางนี้เซี่ยเสี่ยวหย่ากลับมาจากข้างนอกแล้ว เ้าตัวถูกกลิ่นหอมล่อลวงให้เดินมาถึงในครัว คล้ายจะแอบฉกกิน
เซี่ยเหมียวเหมียวเงยหน้าขึ้นพลันใ นางรีบห้าม “ไม่ได้! นั่นยังไม่สุกดี มันมีพิษอยู่ กินไม่ได้”
เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่เชื่อและคิดว่าเซี่ยเหมียวเหมียวพูดปด
ไป๋เพ่ยเพ่ยบังเอิญกลับมาเห็นพอดี
ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “นางพูดจริง มันมีพิษหากยังไม่สุกดี กินตอนดิบอาจทำให้คลื่นไส้อาเจียน หากอาการหนักอาจพิการและถึงแก่ชีวิตได้... เ้ายังอยากจะกินอยู่หรือ”
เซี่ยเสี่ยวหย่าสั่นกลัวก่อนโยนมันสำปะหลังกลับลงไปในหม้อ “แล้วท่านนำของมีพิษมากินทำไม ไม่เป็การฆ่าคนหรอกหรือ?”
“หากต้มให้สุกพิษก็จะหายไป ข้าแช่มันเอาไว้หลายวันแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของเ้าห้ามเอาไว้เพราะกลัวว่ามันยังไม่สุก เ้าไม่ฟังเองแล้วจะโทษคนอื่นได้อย่างไร”
เซี่ยเสี่ยวหย่ารู้ตัวว่าผิด จึงปั้นหน้าออดอ้อน
ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ย “ได้บทเรียนแล้วหรือยัง ต่อไปเมื่อลูกพี่ลูกน้องบอกกล่าวอะไร ก็อย่าเห็นเป็เื่เล่นตลอดเวลา นางเป็ลูกพี่ลูกน้องของเ้า หากไม่เป็ไรแล้วจะโกหกเ้าทำไม โชคดีที่ข้ากลับมาทัน ไม่เช่นนั้นหากนางห้ามเ้าไม่ได้แล้วคิดว่าป่านนี้เ้าจะมีสภาพอย่างไร”
“ข้า... ข้าไม่รู้ว่ามันมีพิษ ใครจะรู้ว่าต้มของมีพิษแล้วจะหอมถึงเพียงนี้เล่า” เซี่ยเสี่ยวหย่ากล่าวแก้ตัวด้วยท่าทีสลด
“ข้าไม่โทษเ้า เพียงเตือนให้อย่าคิดว่าลูกพี่ลูกน้องจะกล่าวโป้ปดกับเ้า บางครั้งเ้าก็ควรฟังคำนางบ้าง เป็พี่น้องบ้านเดียวกันแท้ ๆ... ”
“นางกับข้าไม่ได้ร่วมมารดากันเสียหน่อย”
“นางไม่ได้ร่วมมารดาเดียวกับเ้า แต่ข้าก็ชุบเลี้ยงนางมา หากนางกล้าไม่นับถือข้าเป็มารดา ได้ถูกข้าหักขาเป็แน่”
เซี่ยเหมียวเหมียวที่อยู่ข้าง ๆ “...”
เหลือจะเชื่อ พวกท่านพูดคุยกันแท้ ๆ เหตุใดถึงลากข้าไปมีเอี่ยวด้วย!