บทที่ 6 การคาดเดาของหลิวเหิง
หลิวเหิงใช้สมองในการมองนาง หัวใจของเด็กหนุ่มหมุนวนอยู่เป็พันครั้ง และเขาก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
ดูจากคำพูดและการกระทำที่สง่างามของนางแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยจะเป็แค่เด็กชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่โดนขายให้กับคนแปลกหน้าได้อย่างไร?
หลายครั้งที่เขาตื่นขึ้นมา ก็จะเห็นนางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง นางดูไม่มีความตื่นตระหนกหลังการพลัดพรากจากครอบครัวเลย และความสงบนิ่งเช่นนั้น ก็ดูไม่เหมือนสิ่งที่เด็กผู้หญิงอายุแปดเก้าขวบพึงมีเลย
เมื่อเหยียนซีลืมตาขึ้นมา ก็เห็นสายตาที่จับจ้องมาเช่นกัน เด็กหญิงใกลัวจนผุดลุกขึ้นนั่งทันที ทว่าเพราะลุกเร็วเกินไปจึงกระแทกเข้ากับหน้าอกของหลิวเหิง
คนหนึ่งถูกชนจนล้มลงบนเตียง อีกคนกลิ้งออกจากที่พักเท้า อีกทั้งกรีดร้องออกมาทั้งคู่
เมื่อนางหวังได้ยินเสียงกรีดร้อง นางก็รีบเข้ามาในห้องพร้อมกำผ้ากันเปื้อนไว้ในมือ เมื่อเห็นภาพอันน่าลำบากใจของทั้งสอง นางก็ฉุดเหยียนซีขึ้นด้วยมือข้างหนึ่งและช่วยหลิวเหิงด้วยมืออีกข้าง
เด็กหนุ่มโบกมือ "ท่านแม่ ข้าสบายดี แค่ก แค่ก สบายดี..." เขาเป็คนนิ่งสงบั้แ่ยังเด็ก และหายากมากที่เขาจะสูญเสียความสงบ เขาเลี่ยงมือของนางหวังอย่างเขินอาย ลุกขึ้นและเดินไปที่อ่างล้างหน้าด้านหลังประตู เด็กหนุ่มก้มศีรษะลงและยุ่งอยู่กับการล้างหน้าแล้วเช็ดมือของตน
“ลูกรัก เ้าลุกขึ้นเองได้แล้วหรือ?” เมื่อเห็นว่าหลิวเหิงสามารถลุกขึ้นได้เอง นางหวังจึงโพล่งถามออกไปเช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่านางมีความสุขแค่ไหน แต่นางก็ยังพูดด้วยความโกรธว่า "ซีเอ๋อร์ เ้าก็เหมือนกัน เหตุใดเ้าถึงกลิ้งลงไปกับพื้นเช่นนั้นเล่า?"
เหยียนซีไม่กล้าบอกนางหวังว่าตนชนกับลูกชายสุดที่รักของอีกฝ่าย ดังนั้นเด็กหญิงจึงต้องเปลี่ยนเื่โดยถามด้วยความดีใจว่า “ท่านป้า พี่เอ้อร์หลางเป็เช่นนี้ไม่ดีหรือ?”
"เมื่อวานนี้ท่านหมอบอกข้าว่านี่คือพรของเหอเซียนกูจริง ๆ ์อวยพรเราแล้ว ข้าจะนำธูปหอมไปที่บ้านของเหอเซียนกูทีหลัง ตอนนี้เอ้อร์หลางสบายดี ข้าต้องขอบคุณเซียนกูแล้ว"
ขณะที่นางหวังพูดก็ออกไปนอกบ้านเพื่อตามหาสักอย่างอีกครั้ง
“ท่านป้า ให้ข้าช่วยดีกว่าเ้าค่ะ” เหยียนซีอยู่ในห้องมานานพอแล้ว ในที่สุดเธอก็เดินออกจากห้องด้วยความสบายใจเพราะทำตามที่พูดได้ เด็กหญิงมีความสุขที่ได้เดินตามนางหวังออกจากประตูและมองไปรอบ ๆ ตามทางที่เดิน
ลานบ้านของตระกูลหลิวค่อนข้างทรุดโทรม แต่ก็เป็ระเบียบและสะอาดมากเช่นกัน บนพื้นมีผลสนสดสองมัดและฟืนแห้ง อาจจะเป็ไปได้ว่านางหวังแบกลงมาจากูเาในตอนเช้าตรู่
นางหวังมาที่ห้องครัว และดึงตะกร้าออกจากมุมประตูห้องครัวอย่างระมัดระวัง เมื่อเธอมองดูก็พบว่ามีไข่เพียงไม่กี่ฟอง ซึ่งมันน้อยมากจนไม่สามารถใส่ให้เต็มตะกร้าได้ด้วยซ้ำ
จริงสิ ตระกูลหลิวเลี้ยงไก่เพียงสองตัว และใน่สองสามวันที่ผ่านมาหลิวเหิงต้องกินไข่ตุ๋นหนึ่งชามทุกวัน ดังนั้นจึงไม่สามารถเก็บไข่ได้ทัน
นางหวังลังเลเล็กน้อย “ที่บ้านไม่มีธูปหอมเลย ข้าต้องซื้อธูปหอมเพิ่ม และต้องทำูเาทองูเาเงิน… ใช่...ข้าต้องซื้อของไปสักการะที่วิหารขุยซิงของวัดชิงหลง..."
เสียงของนางหวังค่อย ๆ เบาลง เห็นได้ชัดว่าสภาพการเงินในครอบครัวไม่ได้เอื้ออำนวยนัก
เหยียนซีรู้ว่าูเาทองูเาเงินทำด้วยกระดาษเงินและทอง ยังต้องไปซื้อธูปหอมที่ร้านอีก ทุกวันนี้นางหวังใจดีกับตนมาก เด็กหญิงจึงไม่้าเห็นเงินสูญเปล่าไปจริง ๆ เธอจึงเกลี้ยกล่อม “ท่านป้า เราค่อย ๆ ทำทีละอย่างเถิดเ้าค่ะ ตอนนี้พี่เอ้อร์หลางสบายดี ก่อนอื่นก็ไปหาเหอเซียนกูเพื่อขอบคุณ จากนั้นก็ไปนมัสการที่วิหารขุยซิง ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย ทำไมท่านไม่นำผักและผลไม้ไปถวายเหมือนในสมัยก่อน อย่างไรแรงศรัทธาก็ขึ้นอยู่กับใจของเราด้วย"
เกือบจะเหมือนไม้เท้าวิเศษของเหอเซียนกู นางหวังก็มาที่ประตูพร้อมกระดาษทำูเาทองูเาเงินและธูปหอม ซึ่งแน่นอนว่าไม่เยอะเท่าแตงโม ผลไม้ ผัก ไข่และเนื้อสัตว์
ใน่เจ็ดแปดวันที่ผ่านมา นางหวังได้เห็นความทุ่มเทของเหยียนซีที่มีต่อหลิวเหิงด้วยตาของตนเอง และนางก็พอใจที่เหยียนซีมองที่นี่เป็บ้านของตนเอง ทั้งยังพยายามใกล้ชิดกับนาง แต่นางก็รู้สึกว่าคำพูดของเด็กหญิงไม่ได้เคารพเทพเ้ามากพอ ดังนั้นจึงตำหนิออกไป
“เด็กดี ถ้าเซียนกูช่วยเอ้อร์หลางได้ ก็เท่ากับช่วยครอบครัวของเราด้วย ไม่ว่าต้องให้เท่าไรก็ควรให้ แต่ที่เ้าพูดก็จริงเหมือนกัน เพราะที่บ้านกำลังลำบากเื่เงิน เ้าไปเก็บไข่นะ เมื่อวานนี้ข้าไปที่ไร่เพื่อเก็บผลสีแดงของเดือนสี่มา นอกจากนี้ยังไปหาซื้อสินค้าตามฤดูกาลเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วข้าก็เก็บผักจากท้องทุ่งเพื่อนำติดตัวไปด้วย"
เหยียนซีเฝ้าดูนางหวังหยิบชามผลสีแดงเดือนสี่จากตู้ แล้วน้ำลายแทบจะไหลออกมา เพราะนี่คือราสเบอร์รีที่เธอเคยกินเมื่อยังเป็เด็ก!
นางหวังหารือกับเหยียนซีเพื่อเก็บหน่อไม้ที่ผุดขึ้นมาใหม่ นางถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยสิ่งของ ปิดประตูลานบ้านด้วยความพึงพอใจและออกไป
เหยียนซีส่งนางออกไป โดยถือโอกาสนี้ออกไปดูนอกลานบ้านด้วย
ตรงนี้มีถนนสายเล็กตัดผ่านหน้าบ้านตระกูลหลิว สองข้างทางมีวัชพืชขึ้นรก ดูเหมือนไม่มีใครเดินผ่าน จากประตูที่ปูด้วยหินมุ่งตรงไปสู่ลำห้วยริมถนน ซึ่งลำห้วยนี้น่าจะเป็ลำห้วยิที่นางหวังกล่าวถึง
เสียงน้ำไหลตามธรรมชาติ พอได้ยินแล้วรู้สึกดีมาก
ตามที่เธอคาดเดาเอาไว้คือ บ้านตระกูลหลิวอยู่ในส่วนที่ไกลที่สุดของหมู่บ้าน เด็กหญิงมองไปทางขวาและเห็นูเา เธอได้ยินเสียงพูดคุยแ่เบาและเสียงหัวเราะดังมาจากทางซ้ายมือ น่าจะมีคนในหมู่บ้านมาซักผ้าอยู่ปลายลำห้วย
ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ หากตนหนีไปก็จะไม่มีใครสังเกตเห็นสักพักหนึ่ง
หญิงสาวแค่คิดว่าทุกวันนี้นางหวังใจดีกับตนมากแค่ไหน เธอจึงรู้สึกหวั่นไหวในใจที่จะวิ่งหนีอยู่เล็กน้อย
เมื่อมองเสื้อผ้าบนร่างกายของตัวเอง หญิงสาวก็ถอนหายใจอีกครั้ง
อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ยุคสมัยใหม่ และเธอก็ไม่มีตัวตนในสมัยใหม่อีก ไม่สามารถวิ่งออกไปหางานทำและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้
ในสมัยโบราณเช่นนี้ ถ้าวิ่งออกไปโดยไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ทั้งยังไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างทิศทั้งสี่ได้ ร่างกายก็มีอายุเพียงเก้าขวบเช่นนี้ ไม่มีใคร้ารับเข้าทำงานอย่างแน่นอน
ในโลกอนาคตมีขบวนการค้ามนุษย์ แน่นอนว่าสมัยโบราณย่อมมีคนเหล่านี้เช่นกัน หากว่าเธอในร่างเด็กโดนพวกค้ามนุษย์จับไปขายอีก...
"ถ้าออกจากหมู่บ้านหยางซานจะเจอถนนสายหลัก หากเดินไปทางใต้ของถนนหลักอีกยี่สิบลี้จะถึงเมืองชิงหลง" จู่ ๆ ก็มีเสียงผู้ชายทุ้มนุ่มดังขึ้นข้างหลังของเด็กหญิง
เหยียนซีใมากจนเกือบจะวิ่งออกไปที่ประตู เมื่อหญิงสาวกลับมารู้สึกตัว ก็พบว่าเป็เสียงของหลิวเหิง เธอจึงยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบหน้าอกตัวเองพลางถามว่า "พี่เอ้อร์หลาง ท่านออกมาทำไมกัน?” จากนั้นก็ฉวยโอกาสปิดประตูลานบ้าน
หลิวเหิงเพิกเฉยต่อคำถามของเด็กหญิง และยังคงพูดช้า ๆ ว่า "หมู่บ้านหยางซานอยู่ไม่ไกลจากตำบลชิงหลง ซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ยี่สิบลี้ หากเ้าเดินช้า ๆ ก็จะไปถึงที่นั่นได้ภายในหนึ่งหรือสองชั่วยาม"
ขณะที่เขาพูด สายตาก็มองไปยังเหยียนซี “เมื่อพูดถึงเื่นี้ แม่ของข้าซื้อเ้ามาจากตำบลชิงหลง และตามที่แม่ของข้าเล่าคือพวกค้ามนุษย์บอกว่าเ้าหลบหนีหลายครั้ง แต่ก็ถูกทุบตีและสั่งให้อดอาหารใช่หรือไม่?"
"ใช่เ้าค่ะ" เหยียนซีไม่รู้จะพูดอะไร เนื่องจากตอนที่หญิงสาวตื่นขึ้นมา ก็ได้ยินสิ่งที่ผู้ค้ามนุษย์พูด...ดังนั้นคำพูดของหลิวเหิงทำให้เธอรู้สึกละอายใจเล็กน้อย ถ้าวิ่งหนีไปทั้งแบบนี้จะดูเนรคุณหรือไม่?
นอกจากนี้นางหวังก็ใจดีกับเธอมาก แม้จะไม่อาจเทียบกับลูกชายอย่างหลิวเหิงได้ แต่เมื่อถึงเวลากินข้าว นางจะเก็บชามที่มีข้าวพูนใหญ่กับผักป่าเล็กน้อยไว้ให้ตัวเอง อีกทั้งยังยกข้าวชามพูนที่ขนาดพอ ๆ กันให้เธอ และเมื่อแบ่งขนมอบธัญพืชที่มีเนื้อหยาบ เด็กหญิงก็จะได้ชิ้นใหญ่ที่สุด
ทีแรก หญิงสาวคิดว่าความเมตตานี้ต้องเกิดจากการที่เธอสามารถปัดเป่าความชั่วร้ายได้ แต่หลังจากได้คลุกคลีกันใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอก็ััได้ว่านางหวังเป็ผู้หญิงที่ใจดีและมีจิตใจเมตตา และมองว่าเธอเป็ลูกหลานสายเืเดียวกัน
หลิวเหิงมองหัวคิ้วซึ่งขมวดเข้าหากันของอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็เดินไปที่โต๊ะหินในลานบ้านเงียบ ๆ และนั่งลง
เหยียนซีสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นเช่นนั้น "ม้านั่งหินเย็นมากเลยนะ" เธอวิ่งไปที่ห้องครัวแล้วหยิบเก้าอี้ไม้ไผ่กับเสื่อฟางมาวางบนเก้าอี้อีกชั้น
"ขอบคุณ" เด็กหนุ่มยิ้ม เขานั่งลงแล้วเอนพิงพนักเก้าอี้ “ซีเอ๋อร์ เ้าถูกลักพาตัวมาหรือ?”
"ข้า…" เหยียนซีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับร่างเดิมเลย เธอจึงนึกถึงสิ่งที่เขียนในสัญญาซื้อขาย มันเขียนไว้ว่านางถูกขายเพราะพ่อแม่ป่วยหนัก ดังนั้นเด็กหญิงจึงส่ายหน้า