บทที่ 5 เลี้ยงลูกชายเพิ่มอีกคน
เมื่อเทียบกับการถูกลงทัณฑ์ด้วยไม้กระดานลงทัณฑ์แล้ว เขาไม่อยากเป็ที่เกลียดชังของฮ่องเต้มากกว่า
ฮ่องเต้ิซีทรงมีพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงเด็ดขาดและองอาจ แม้จะเป็ฮ่องเต้สายบู๊ แต่ด้านการปกครองบ้านเมืองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย อนาคตที่เขาปรารถนา ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็อย่างไร ท้ายที่สุดแล้วย่อมต้อง 'ผูกสัมพันธ์กับราชวงศ์'
อีกทั้งในชาติก่อน จนกระทั่งเขาตาย ฮ่องเต้ิซีก็ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ด้วยดี หากถูกฮ่องเต้รังเกียจ เส้นทางของเขาคงยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่นึกเสียใจ ต่อให้ยากลำบากแล้วอย่างไร?
แม้จะต้องออกเดินทางศึกษาเล่าเรียนตามบ้านเรือนราษฎร ก็ยังดีกว่าชาติก่อนเป็พันเท่าหมื่นเท่า!
ทันใดนั้น เด็กรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา "คุณชายใหญ่! เร็วเข้าขอรับ! คนจากในวังมาแล้ว!"
เซิ่งิหลินลุกขึ้นยืนทันที เดินออกไปต้อนรับไม่กี่ก้าว ก็เห็นเจิ้งจงซุ่น ขันทีใหญ่ของฮ่องเต้ิซี อุ้มจูจูโดยมีกลุ่มคนห้อมล้อมเดินตรงมา
เซิ่งิหลินก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพต้อนรับ
เด็กชายวัยแปดขวบมีรูปลักษณ์งดงามไร้ที่ติ แม้ในยามนี้จะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ยังคงดูสงบนิ่ง ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต
ท่าทีของเจิ้งจงซุ่นยิ่งนอบน้อมลงกว่าเดิม ปากก็กล่าวว่าคุณชายทำให้บ่าวละอายใจ...
เซิ่งิหลินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาเพื่อเอาผิด ใจจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
คนด้านหลังไม่กี่คนเดินเข้ามาถามว่าห้องหนังสืออยู่ที่ไหน เซิ่งิหลินชี้บอกอย่างงง ๆ ขันทีเ่าั้จึงเข้าไปในห้องหนังสือ แล้วนำภาพวาดภาพหนึ่งตอกติดไว้ที่ผนังด้านทิศตะวันตกดัง ปัง ๆ ซึ่งเป็ภาพดวงอาทิตย์ขึ้น
เจิ้งจงซุ่นจึงวางจูจูลง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วชี้บอกว่า
"คุณชายหลิน นี่คือภาพวาดที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ท่าน ฮ่องเต้ตรัสว่า..."
เซิ่งิหลินรีบคุกเข่าลงเพื่อรับพระบัญชา
เจิ้งจงซุ่นไม่ได้ห้าม แต่ก็ไม่ได้ประกาศพระราชโองการ เพียงแต่กล่าวอย่างสุภาพว่า
"ท่านหญิงน้อยแม้จะมีวาจาล่วงเกินผู้ล่วงลับ แต่ก็ด้วยความไร้เดียงสา มิได้มีเจตนาร้าย ในเมื่อท่าน้าให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ฮ่องเต้จึงพระราชทานดวงอาทิตย์ที่ขึ้นทางทิศตะวันตกให้แก่ท่าน ต่อไปพี่น้องทั้งสองจงสนิทสนมกันให้มาก ท่านเองก็ต้องทำหน้าที่พี่ชายคนโต คอยดูแลน้องสาวตัวน้อยให้ดี"
เซิ่งิหลินทำความเคารพอย่างสูงสุด "ิหลินน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"
เดิมทีเขาคิดว่าฮ่องเต้ิซีจะมาเตือนเขา ทว่าคาดไม่ถึงว่าจะเป็การปลอบประโลม
ต้องรู้ก่อนว่า ฮ่องเต้ิซีทรงเป็ฮ่องเต้ที่กล้าเขียนคำหยาบคายอย่างคำว่า 'ลูกโจร' หรือ 'ลูกเต่า' ลงในพระราชโองการ พระองค์ไม่พูดจาอ้อมค้อม ในเมื่อตรัสเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงหมายความตามนั้น และไม่ได้ตำหนิเขา
เซิ่งิหลินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ข้างกายเซิ่งิหลินมีเด็กรับใช้เพียงสองคน โชคดีที่แม่นมหนิงข้างกายจูจูเป็คนเจนโลก นางยิ้มกริ่มขณะก้าวเข้ามาส่งถุงเงินให้ จากนั้นกลุ่มคนก็โค้งคำนับส่งเจิ้งจงซุ่นออกไป
เจิ้งจงซุ่นเพิ่งจะขึ้นม้าจากไป จูจูก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของพี่ชายอย่างมีความสุข "พี่จ๋า!"
เซิ่งิหลินมีความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งนัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็กางแขนอุ้มเ้าก้อนแป้งน้อยขึ้นมา
ในที่สุดจูจูก็ใช้ความสามารถพิชิตพี่ชายได้สำเร็จ ในใจจึงมีความสุขล้นพ้น นางรีบหอมแก้มเขาดัง จุ๊บ ๆ หลายครั้ง พร้อมกับออดอ้อนด้วยเสียงนุ่มนิ่ม "พี่จ๋า~"
เซิ่งิหลินขานรับเบา ๆ
นี่เป็ครั้งแรกที่ได้รับการขานรับ เ้าก้อนแป้งน้อยยิ่งตื่นเต้น มือหนึ่งจูงมือเขาแล้วลากเขากลับไปยังเรือนของตนเอง
ในฐานะท่านหญิงน้อยผู้เป็ดั่งดวงใจของทุกคน เรือนของจูจูจึงหรูหราอลังการ สิ่งของที่บ้านอื่นอาจเก็บไว้เป็สมบัติประจำตระกูล สำหรับนางแล้วมีอยู่ทั่วไปหมด ต้นปะการังสูงเท่าตัวคน ก็เป็เพียงที่สำหรับแขวนสร้อยคอเท่านั้น
แต่ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ภาพเหล่านี้เขาเคยผ่านตามานับครั้งไม่ถ้วนในชาติที่แล้ว ท่าทีของเขาจึงดูสงบนิ่ง
คนรับใช้ปูเบาะหนาให้เขา เขาจึงนั่งลงบนเก้าอี้
จูจูวิ่งวุ่นไปทั่วห้องด้วยขาเล็ก ๆ ของนาง อยากให้พี่ชายดูทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่นานนัก ในมือของเซิ่งิหลินก็เต็มไปด้วยของกองโต
มีทั้งตุ๊กตาหมูกินถั่ว... ซึ่งเป็เพียงตุ๊กตาหมูยัดนุ่นที่เย็บขึ้นมา แล้วยัด 'เม็ดถั่ว' เข้าไปในปาก ซึ่งเม็ดถั่วเ่าั้ล้วนเป็ไข่มุกแท้ขนาดเท่าปลายนิ้ว
ยังมีของเล่นจำลองบ้าน เช่น เตียงสี่เสา โต๊ะตัวเล็ก เก้าอี้ตัวเล็ก ชั้นหนังสือ ที่ทำจากทองคำ... เตียงจำลองนั้นมีสามชั้น แกะสลักอย่างประณีตยิ่งนัก จนจูจูยกแทบไม่ไหว
สรุปก็คือ ของเล่นเต็มห้องของนาง มีมูลค่ามหาศาลจนประเมินไม่ได้
เซิ่งิหลินทอดถอนใจในใจ พลางอดทนเล่นโยนบอลกับนางอยู่ครู่หนึ่ง บางครั้งเขาออกแรงโยนออกไป จนทำให้นางหงายหลังขาชี้ฟ้า หากเป็ชาติก่อนนางคงคลุ้มคลั่งและสั่งคนมาจัดการเขาไปแล้ว แต่ตอนนี้ นางกลับหัวเราะ ฮ่า ๆ ราวกับไม่รู้สึกว่านี่คือการล่วงเกินเลย
เมื่อเห็นท่าทางหัวเราะร่าอย่างซื่อ ๆ ของนาง เซิ่งิหลินอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือเซิ่งิจูที่ใจคอโเี้คนนั้น จะเป็เพียงความฝันของเขา?
่บ่าย ทันทีที่พระชายาตวนอ๋องกลับถึงจวน ก็ได้ยินเื่นี้ นางประหลาดใจยิ่งนัก พลางพิจารณาลูกสาวอยู่นาน
"จูจูตัวน้อยของแม่เก่งขึ้นแล้วหรือเนี่ย ถึงกับกล้าเข้าวังไปหาท่านลุงฮ่องเต้ด้วยตัวเอง..."
เ้าก้อนแป้งน้อยอ้าปากเล็ก ๆ หัวเราะ ฮ่า ๆ
นางเองก็รู้สึกว่าตนเองเก่งกาจเหลือเกิน เหตุใดจึงฉลาดเช่นนี้! คิดได้ถึงขั้นไปขอร้องท่านลุงฮ่องเต้ ทั้งยังกล้าหอมแก้มท่านลุงฮ่องเต้ จนทำให้สิ่งที่พี่ชาย้าเป็จริงได้!
นางช่างยอดเยี่ยมที่สุดเลย!
พระชายาตวนอ๋องเหลือบมองเซิ่งิหลินแวบหนึ่ง ส่งเสียง จึ๊ ในลำคอโดยไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่สั่งว่า "จัดสำรับอาหารเถิด"
ยามนี้อยู่ใน่การสอบฮุ่ยซื่อ ตวนอ๋องและเหล่าขุนนางยังคงอยู่ที่สนามสอบ ขณะนี้คงกำลังทำการสอบอยู่ เมื่อสอบเสร็จและเหล่าบัณฑิตกลับไปแล้ว สนามสอบจะถูกปิดทันที และจะเปิดออกอีกครั้งก็ต่อเมื่อตรวจข้อสอบเสร็จสิ้น ดังนั้นจึงไม่ต้องรอเขา
ั้แ่กลับมา นี่เป็ครั้งแรกที่เซิ่งิหลินได้ร่วมโต๊ะอาหารกับพวกนาง
จูจูมีความสุขมาก กินอะไรก็อยากให้พี่ชายกิน ดวงตากลมโตเป็ประกาย
"อันนี้อาหย่อย! พี่จ๋ากิง! อันนี้ก็อาหย่อย พี่จ๋าลอง!"
เซิ่งิหลินรู้ว่าพระชายาตวนอ๋องและคนรับใช้ทั้งห้องกำลังแอบสังเกตเขาอยู่ เขาจึงวางตัวสงบนิ่ง จะแสดงความอ่อนโยนออกมาก็ต่อเมื่อสายตาประสานกับเ้าก้อนแป้งน้อยเท่านั้น
เดิมทีเพียงแค่แสดงละคร แต่เมื่อเห็นนางกินจนเลอะเทอะไปทั้งหน้าและเต็มโต๊ะ เขาก็ทนไม่ได้ จึงใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารให้นางด้วยตนเอง
พระชายาตวนอ๋องเลี้ยงดูบุตรสาวแบบปล่อยปละละเลยมาโดยตลอด สั่งให้นางหัดกินข้าวเองั้แ่เด็ก ๆ และไม่อนุญาตให้คนรับใช้ป้อน
การให้กินเองโดยไม่กังวลเื่เสื้อผ้าหรือโต๊ะจะเลอะเทอะนั้นยังพอเข้าใจได้ว่าเป็การฝึกกล้ามเนื้อมือ แต่การไม่สอนวิธีใช้ช้อนหรือวิธีถือชามนั้น เขาไม่สามารถเข้าใจได้จริง ๆ
ขณะที่คิดเช่นนั้น มือของเขาก็ช่วยแกะก้างเลาะหนัง แบ่งชิ้นใหญ่ให้เป็ชิ้นเล็ก จัดสรรทั้งเนื้อและผัก ทั้งของนุ่มและของแข็ง เพื่อให้มั่นใจว่าช้อนเงินคันเล็กของเ้าก้อนแป้งน้อยตรงหน้า ในทุกคำที่ตักขึ้นมาจะมีสารอาหารที่ครบถ้วน
เ้าก้อนแป้งน้อยนั้นฉลาดในการฉวยโอกาส เมื่อเห็นพี่ชายมีท่าทีใจดี ก็เริ่มออดอ้อนทันที
"จูจูไม่อาวผัก ๆ"
"ไม่ได้" เซิ่งิหลินกล่าวอย่างสงบนิ่ง "ผักกับเนื้อเป็เพื่อนรักกัน พวกเขาไม่อยากแยกจากกัน อยากเข้าไปรวมตัวกันในท้องของจูจู ดังนั้นต้องกินไปด้วยกันถึงจะถูก"
เ้าก้อนแป้งน้อยชะงักไป จากนั้นนางก็อ้าปากเล็ก ๆ คิดตาม แล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลยิ่งนัก จึงมองเขาด้วยความเลื่อมใส
"พี่จ๋าเก่งที่ฉุด!"
"ใช่แล้ว" เซิ่งิหลินกล่าว "ดังนั้นจูจูต้องเชื่อฟังพี่ชาย กินผักให้มาก ๆ"
เ้าก้อนแป้งน้อยพยักหน้าอย่างกล้าหาญ อ้าปากกว้าง กินผักเต็มเข้าไปคำใหญ่ เคี้ยวจนเสร็จด้วยใบหน้ายับย่น แล้วยังอ้าปากส่งเสียง "อา!" ให้พี่ชายดู
"อืม จูจูเก่งมาก!" เซิ่งิหลินปลอบประโลมอย่างชำนาญ "รางวัลเป็เนื้อหนึ่งคำ!"
เ้าก้อนแป้งถูกหลอกจนหลงเชื่อเข้าเต็มเปา ลืมไปเสียสนิทว่าเนื้อบนโต๊ะนี้สามารถกินได้ตามใจชอบ นางจึงตื่นเต้นและกินผักคำแล้วคำเล่า
พระชายาตวนอ๋องและแม่นมโจวแอบสบตากันอย่างเงียบ ๆ และรู้สึกเบาใจ
ไม่ว่าเขาจะจริงใจหรือเสแสร้ง ขอเพียงทำให้ลูกสาวมีความสุขก็พอ พระชายาตวนอ๋องมีทรัพย์สินมหาศาล ไม่ถือสาที่จะเลี้ยงลูกชายเพิ่มอีกสักคน
ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสร็จ พระชายาตวนอ๋องจึงกล่าวว่า
"ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป จะเพิ่มเด็กรับใช้ในห้องของเ้าอีกสองคน และสาวใช้สองคน เพิ่มเงินรายเดือนเป็สองร้อยตำลึง เดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านเฝิงไปหา ในเรือนของเ้า โดยเฉพาะในห้องหนังสือ ขาดเหลือสิ่งใดให้จดไว้ แล้วบอกให้เขาเร่งไปจัดซื้อมา อย่าให้แขกที่มาเยี่ยมคิดว่าข้าดูแลเ้าไม่ดี"
เซิ่งิหลินลุกขึ้นทำความเคารพอย่างเป็ระเบียบ "ขอบพระคุณท่านแม่ขอรับ"
แม้แต่บุตรชายสายตรงของตระกูลโหว เงินรายเดือนอย่างมากก็เพียงสิบตำลึงหรือยี่สิบตำลึง แต่นางกลับให้ถึงสองร้อยตำลึง นับว่าใจกว้างยิ่งนัก สมกับฉายาหญิงผู้มั่งคั่งเสียจริง
ตอนนี้เขาอายุเพียงแปดขวบ และไม่ได้ออกไปเข้าสังคม ของใช้ประจำวันเบิกจากส่วนกลาง จริง ๆ แล้วไม่จำเป็ต้องใช้เงินรายเดือนมากนัก แต่การมีเงินตำลึงอยู่ในมือ จะทำให้การทำสิ่งต่าง ๆ ราบรื่นขึ้น
ในชาติก่อน แม้เขาจะเกลียดนาง แต่ก็ไม่ได้รังเกียจนาง เพราะพระชายาตวนอ๋องเป็คนเปิดเผยอย่างแท้จริง หากนางเกลียดใคร นางจะแสดงออกอย่างชัดเจน ไม่เคยใช้วิธีสกปรกกลับหลัง และต่อให้เกลียดเขามากเพียงใด สิ่งของภายนอกที่เขาได้รับก็ไม่ได้น้อยเลย อย่างมากก็แค่คนรับใช้ไม่ค่อยกระตือรือร้นปรนนิบัติเท่านั้น
หากนางคิดจะใช้กลอุบายอันโเี้ในเรือนหลังที่ฆ่าคนโดยไม่เห็นเืจัดการเขา เขาก็คงไร้หนทางและต้องยอมรับมัน
ดังนั้น หากมองเพียงจุดนี้ เขาก็มีความรู้สึกขอบคุณนางอยู่บ้าง
เซิ่งิหลินคิดในใจ แล้วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"วันหลังขอท่านแม่โปรดส่งคนมาช่วยข้าย้ายหนังสือของท่านตามาที่นี่ได้หรือไม่ขอรับ?"
พระชายาตวนอ๋องตอบว่า "ได้ เ้าให้พ่อบ้านเฝิงจัดการเถิด"
เซิ่งิหลินกล่าวอีกครั้ง "ขอบพระคุณท่านแม่ขอรับ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงจากด้านนอกว่า "พระชายา ฮองเฮาส่งคนมาขอพบเ้าค่ะ"