「เหตุใดข้าจึงรู้สึกไม่สบายใจเช่นนี้?」
ข้าหยุดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของห้องโถง เสียงหัวใจเต้นดังในอก ราวกับกำลังเตือนถึงบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ข้าสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความรู้สึกแปลกประหลาดนั้น ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป
ภายในห้องโถงใหญ่ แสงจากโคมไฟสลัวสะท้อนกับพื้นหินอ่อนเป็ประกายวาววับ เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ทว่าบรรยากาศกลับเย็นเยียบจนข้ารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางหุบเขาในฤดูหนาว
"เ้ากลับมาแล้วหรือ?"
เสียงเ็าดังขึ้นจากมุมห้อง ข้าหันไปตามเสียง เห็นฮูหยินเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวใหญ่ ท่าทางของนางสง่างามและทรงอำนาจ ราวกับราชินีที่กำลังทอดสายตามองผู้ใต้บังคับบัญชา
ข้ายังไม่ทันได้ตอบคำถาม เสียงหวานใสอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
"คนที่ทำร้ายข้า นางนี่แหละเ้าค่ะ?"
ข้าหันไปมองตามเสียง เห็นหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีแดงสดยืนอยู่ข้างแม่เลี้ยงของเฉินอี้เฟิง
นางมีใบหน้าสวยงามราวกับภาพวาด ผิวพรรณขาวผ่องราวหยกต้องแสงจันทร์ ทว่าดวงตาของนางกลับแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันที่ยากจะมองข้าม
ข้าจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ผุดขึ้นในใจ ราวกับเงาสะท้อนในน้ำที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
「นาง... นางคือหญิงลึกลับที่โรงน้ำชา!」
หัวใจข้ากระตุกวูบ ความทรงจำเกี่ยวกับคำพูดดูถูกและถุงเงินที่ถูกโยนลงตรงหน้าผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
「เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่?」
"ข้าคือผู้ที่เ้าพบที่โรงน้ำชาเมื่อครู่ จำไม่ได้หรือ?"
นางยิ้มบางเบา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"ข้าคิดว่าเ้าคงจำได้ดี เพราะเ้าทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าผู้คน"
「อับอาย? ข้าทำอะไร?」
ข้าขมวดคิ้วแน่น พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่โรงน้ำชา แต่สิ่งที่ข้าจำได้มีเพียงคำพูดดูถูกของนาง และถุงเงินที่ถูกโยนลงตรงหน้า
"เ้ากล้าดีอย่างไรถึงสาดน้ำใส่ข้า?"
นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความโกรธ ทว่ากลับดูเหมือนจงใจให้คนอื่นเข้าใจผิดมากกว่า
"ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น!" ข้าตอบกลับทันที เสียงของข้าสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธและความอับอาย
「เหตุใดนางจึงใส่ร้ายข้าเช่นนี้?」
"พอได้แล้ว" แม่เลี้ยงของเฉินอี้เฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนในห้องเงียบลง
"หวังเย่ว์คือว่าที่คู่หมั้นของอี้เฟิง เ้าควรให้ความเคารพนาง"
「หวังเย่ว์? นางชื่อหวังเย่ว์หรือ?」
ข้ารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง คำพูดของแม่เลี้ยงเฉินอี้เฟิงดังก้องอยู่ในหัว ข้าพยายามเก็บอารมณ์ แต่ความรู้สึกเฟลและอับอายกลับถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจห้ามได้
หวังเย่ว์ยิ้มบางเบา ทว่าดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความสะใจ
นางก้าวเข้ามาใกล้เฉินอี้เฟิง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
"อี้เฟิง เ้าคงไม่ลืมว่าเรามีสัญญาหมั้นหมายกันใช่ไหม?"
หวังเย่ว์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจที่ทำให้บรรยากาศในห้องโถงยิ่งตึงเครียด
ทุกสายตาในห้องจับจ้องไปที่เฉินอี้เฟิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาดูอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาเหลือบมองมาที่ข้า แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและลังเล
「เหตุใดไม่มีผู้ใดเอ่ยความจริงแก่แม่นางหวังเย่ว์ ว่าข้าคือภรรยา เฉินอี้เฟิง แม้จะเป็ภรรยาเพราะภาระกิจก็ตาม」
ข้ากำมือแน่น ความรู้สึกที่ปะทุขึ้นในอกทำให้ข้าต้องพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้แสดงออกมา
"พอได้แล้ว"
เสียงเ็าของฮูหยินเฉินดังขึ้น ตัดความเงียบงันในห้องโถง นางลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม
สายตาของนางกวาดมองทุกคนในห้อง ก่อนจะหยุดที่ข้า
"เสี่ยวเหมย เ้าควรขอโทษแม่นางหวังเย่ว์เสีย แล้วรีบกลับเรือนของเ้าไป"
ข้าชะงักไปชั่วครู่ ความโกรธและความอับอายปะปนกันในอก
「เหตุใดข้าต้องขอโทษนางด้วย?」
ข้ากัดริมฝีปากแน่น แต่สุดท้ายก็โค้งตัวลงเล็กน้อยตามคำสั่ง
"ข้าขออภัย หากข้าได้ล่วงเกินแม่นางหวังเย่ว์"
น้ำเสียงของข้าเรียบนิ่ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
"พอเถอะ ให้เื่จบแค่นี้"
ฮูหยินเฉินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสั่งคนรับใช้ "พานางออกไป"
ข้ายืดตัวขึ้น สูดลมหายใจลึก พยายามเก็บอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอก ก่อนจะเดินตามคนรับใช้ออกไปจากห้องโถง
"ข้าจะไม่ยอมให้เื่นี้จบง่าย ๆ!"
เสียงหวังเย่ว์ดังขึ้นจากด้านหลัง นางโวยวายด้วยความไม่พอใจ
"พอเถอะ แม่นางหวังเย่ว์"
ฮูหยินเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้หวังเย่ว์ต้องหยุดพูด "ให้เื่จบเพียงเท่านี้เถอะ"
ข้าก้าวออกจากห้องโถงโดยไม่หันกลับไปมอง ทิ้งไว้เพียงเสียงโวยวายของหวังเย่ว์ที่ค่อย ๆ จางหายไปในความเงียบงันของคฤหาสน์