บทที่ 8 กลับบ้าน
คนขายถังหูลู่เห็นหวังเฟิงจ้องอยู่นานสองนานก็ไม่ซื้อเสียที เลยบอกขึ้นว่า “เอาไปซักไม้สิ”
หวังเฟิงได้ยินก็เบิกตาเล็กน้อย คนขายเห็นก็ส่ายหัว พร้อมกับหยิบถังหูลู่ขึ้นมาไม้หนึ่งแล้วยื่นให้ “ไป เอาไปกินแล้วไปได้แล้ว อย่ามายืนเกะกะหน้าร้าน”
ว่ากันว่าคนชนบทมักอธยาศัยดี หวังเฟิงได้พิสูจน์ความจริงก็วันนี้ จึงยิ้มรับมา “ขอบคุณครับ” จากนั้นก็ถามต่อว่า “คุณลุงชื่ออะไรครับ”
“ถามไปทำไม”
“เพราะต่อไปไม่แน่ว่าผมอาจได้ตอบแทนคุณลุงก็ได้นะ”
คุณลุงคนขายถังหูลู่ได้ยินก็ถึงกับะเิเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ เด็กอย่างแกเนี่ยนะจะตอบแทนอะไรฉันได้ แค่เงินซื้อขนมยังไม่มีเลย”
หวังเฟิงได้แต่ส่ายศรีษะพลางอมยิ้ม เดินจากไปพร้อมกับทิ้งประโยคตามหลังไว้ว่า “หากลุงไปเมืองหลวงแล้วมีเื่เดือดร้อน ให้มาที่บ้านตระกูลหวัง ถามหาคนชื่อหวังเฟิงนะครับ”
วันนี้เขาเที่ยวเล่นมามากพอแล้ว ถึงเวลาต้องกลับเข้าป่าไปฝึกฝนวิชาต่อ กิจวัตรประจำวันของหวังเฟิงนับจากนี้ไม่ได้มีอะไรมากมาย มีเพียงแค่กิน นอน และกักเก็บลมปราณธรรมชาติไม่ให้รั่วไหลออกไปให้ได้ไวที่สุด
ใน่สามเดือนแรกหลังจากที่หวังเฟิงบรรลุจุดสูงสุดขั้นรวบรวมปราณ เขาสามารถกักเก็บลมปราณไว้ในร่างได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สามเดือนถัดมาก็มีความก้าวหน้าเล็กๆ เกิดขึ้น แต่ถ้าเทียบกับความสำเร็จแล้วยังอีกยาวไกล
อีกหกเดือนถัดมา การควบคุมลมปราณธรรมชาติในร่างของหวังเฟิงก็เกิดความก้าวหน้าครั้งใหญ่ เฟิงเสวียที่คอยแวะเวียนมาดูพัฒนาการฝึกก็อดภาคภูมิใจในตัวลูกชายไม่ได้ เพราะด้วยเงื่อนไขที่จำกัดในปัจจุบัน ความเร็วในการฝึกระดับนี้ถือว่าเหนือกว่าที่คาดไว้มาก
จนผ่านไปอีกสองปีกว่า ในตอนที่หวังเฟิงมีอายุสิบแปดปี สี่เดือน ลมปราณธรรมชาติในร่างของหวังเฟิงก็ไม่รั่วไหลอีกต่อไป ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง มีเสียงลั่นดัง ปัง ปัง ปัง เบาๆ อยู่ในร่างกาย คล้ายกับว่ากระดูกถูกหักทิ้งแล้วสร้างใหม่ ใบหน้าของหวังเฟิงย่นจนไม่หน้ามองเพราะต้องทนข่มความเ็ปเอาไว้ แต่เมื่อเสียงเ่าั้สงบลง เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายของตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ส่วนจะแข็งแกร่งถึงระดับไหน เขาเองก็ไม่กล้าคาดเดา
“ขั้นหลอมปราณ ในที่สุดเราก็สำเร็จถึงขั้นนี้แล้ว”
มือขวาของหวังเฟิงกำขึ้นเป็หมัดทดลองต่อยต้นไม้ใหญ่ราวสามคนโอบที่ด้านหน้าโดยใช้เพียงแค่พลังกายเพียงอย่างเดียว
ปึก !
ต้นไม้ใหญ่สั่นะเืราวกับโดนค้อนใหญ่ทุบ ไม่นานก็มีเสียงปริแตกจนโค่นล้มลง ขนาดหวังเฟิงไม่ได้ออกแรงเต็มที่ และใช้เพียงแค่พลังกาย ไม่ได้ใช้ลมปราณในร่างยังเกิดผลลัพธ์ขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดเขาทุ่มไปสุดกำลังหมัดนี้จะรุนแรงขนาดไหน
“เห็นทีต้องฝึกคุมแรงหน่อยแล้ว”
ก่อนที่เฟิงเสวียจะมารับ หวังเฟิงคิดว่าตัวเองจะต้องฝึกการควบคุมแรงของตนเองให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นแล้วการใช้ชีวิตประจำวันต่อจากนี้ต้องลำบากมากอย่างแน่นอน ลองคิดดู หากกำลังเล่นกับเพื่อนอยู่ แล้วดันเผลอใช้แรงที่ไม่เหมาะสมออกไป เพื่อนที่เป็คนธรรมดาไม่าเ็ปางตายเลยเหรอ?
ดังนั้นหวังเฟิงจึงใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนในการเรียนรู้ และปรับใช้พลังของตัวเอง นอกจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้ว ยังมีเฟิงเสวียคอยให้คำชี้แนะอยู่ข้างๆ ด้วย จนกระทั่งหวังเฟิงใช้พลังได้อย่างคุ้นชินแล้ว ทั้งสองจึงขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่เมืองหลวง
หลังออกมาจากสนามบิน ก็มีรถมาจอดรอทั้งสองอยู่แล้ว หวังเฟิงจากบ้านไปนานถึงห้าปีกว่า จากเด็กกำลังโตในตอนนั้น กลายเป็เด็กหนุ่มเต็มตัว ความหล่อเหลายิ่งปรากฏเด่นชัดกว่าเดิม ในบางครั้งเฟิงเสวียที่เห็นหน้าของลูกชายแล้วยังอยากเก็บตัวเขาไว้อยู่แต่บ้าน เพราะว่ากลัวสาวน้อย สาวใหญ่ จะขโมยตัวลูกชายไป
“ซินซินเป็ยังไงบ้างครับ”
ได้ยินคำถามของลูกชาย เฟิงเสวียก็หลุดจากความคิดประหลาดไว้ “น้องของลูกกำลังเตรียมสอบมัธยมปลายจนหน้าดำหมดแล้ว”
หวังเฟิงได้ยินก็หลุดขำออกมา “ต้องขนาดนี้เลยเหรอ”
เฟิงเสวียถอนลมหายใจออกมา “ก็มีพี่ชายเก่งขนาดนั้น น้องเขาไม่กดดันสิแปลก ปล่อยน้องเขาไปเถอะ เขารู้ขีดจำกัดของตัวเองดี เวลาว่างแม่ก็พาน้องไปฝึกเบาๆ ให้ร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว เป็การผ่อนคลายไปในตัว”
“ดีแล้วครับ” หวังเฟิงพยักหน้า การนั่งเรียน นั่งอ่านหนังสือหน้าโต๊ะนานๆ แล้วมาออกกำลังเป็วิธีผ่อนคลายที่ไม่เลวจริงๆ
“เดี๋ยวเราไปรับพ่อที่บริษัทก่อน แล้วค่อยแวะไปรับน้องที่โรงเรียน วันนี้แม่จองโต๊ะไว้ที่ร้านของเหล่าจ้าว”
เหล่าจ้าวที่เฟิงเสวียพูดถึง คือ จ้าวเจ๋อกัง เชฟเ้าของร้านชื่อ ‘ไป๋หยุน’ เป็ร้านอาหารขึ้นชื่อระดับท็อปของเมืองหลวง ตกแต่งสไตล์จีนโบราณ บนเรือนสี่ประสาน* ขนาดกลาง มีห้องอาหารเพียงสิบกว่าห้อง คนทั่วไปคิดจะมากิน ต้องจองคิวยาวข้ามปี หวังมู่ชอบรสมือของเหล่าจ้าว จึงมักจะมากินอาหารที่นี่บ่อยๆ
........................
เขตธุรกิจของเมืองหลวง เป็ศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของประเทศ บริษัทชั้นนำมากมายต่างก็พากันมาตั้งสาขาที่เขตธุรกิจนี้ และในฐานะที่บริษัทหวังอินเตอร์เนชั่นแนล เป็หนึ่งในบริษัทั์ใหญ่ จึงเลือกที่จะตั้งสาขาใหญ่ในฝั่งตะวันออกของที่นี่ ตึกของสาขาใหญ่มีความสูงถึงแปดสิบแปดชั้น นับว่าเป็ตึกที่สูงที่สุดในฝั่งตะวันออก และที่เหนือไปกว่านั้น ถึงแม้บริษัทหวังอินเตอร์เนชั่นแนล จะมีกิจการใหญ่โต ค้าขายกับทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็บริหารงานในรูปแบบบริษัทจำกัด ไม่ใช่บริษัทมหาชน ดังนั้นอำนาจสิทธิ์ขาดจึงตกเป็ของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างตระกูลหวังแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อรถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ มายบัค มาจอดที่หน้าประตูใหญ่ทางเข้าตึก พนักงานรักษาความปลอดภัยก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูให้ทันที นี่ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ แต่คนทำอาชีพนี้ โดยเฉพาะมีหน้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ หูตาจึงต้องว่องไวเป็พิเศษ วันนี้นายหญิงมาเยือนบริษัทแล้ว
“สวัสดีครับนายหญิง” พนักงานรักษาความปลอดภัยเปิดประตูรถต้อนรับไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูรถอีกฝั่งดังขึ้น พอหันไปมองก็เห็นเด็กหนุ่มหล่อระดับภูติสาวคร่ำครวญ แม้แต่ผู้ชายด้วยกันอย่างเขายังอิจฉาไม่ลง รีบค้อมศรีษะลง “สวัสดีครับนายน้อย” ถึงเขาจะไม่เคยพบนายน้อยมาก่อน แต่เด็กหนุ่มหน้าตาคล้ายนายหญิงแบบนี้ แถมนั่งรถมาด้วยกัน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสถานะของอีกฝ่ายเป็อะไร
“เฮ้ย! นั่นไม่ใช่นายหญิงของเราเหรอ? ฉันเคยเจอท่านครั้งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน น่าอิจฉาท่านประธาน ที่มีภรรยาสวยขนาดนี้”
“กรี๊ด! นายหญิงมาแหล่ะ แถมยังพานายน้อยมาด้วย”
“โอ๊ยยย นายน้อยหล่อเกินไปแล้ว หล่อวัวตายควายล้ม วันนี้ฉันคงต้องตายในหน้าที่ เอ๊ะไม่เอา ฉันตายไม่ได้ ถ้าฉันตาย ไม่ได้หมายความว่าฉันเป็ควายเหรอ?”
“ฮ่าๆ ”
“แบบนี้แหล่ะ เขาเรียกว่ายีนส์ดี!”
การมาถึงของเฟิงเสวีย กับหวังเฟิง ทำเอาพนักงานบริเวณชั้นหนึ่งต่างตระหนกใ รีบกุลีกุจอมาต้อนรับ เฟิงเสวียรับสถานการณ์แบบนี้จนคุ้นชิน เธอโบกมือทีหนึ่ง “ทุกคนไปทำงานเถอะค่ะ” ขณะที่กำลังจะเดินขึ้นลิฟท์ ร่างของเฟิงเสวียก็หยุดลง หันไปพูดกับหญิงสาวที่ทำหน้าที่แผนกประชาสัมพันธ์ที่ลุกขึ้นมาต้อนรับว่า “วันนี้มีเื่ดี ลูกชายฉันมีผลการเรียนที่น่าพอใจ พอเลิกงานแล้วสั่งพิซซ่ามากินกันนะ ส่วนค่าใช้จ่าย.... แน่นอนจดไว้ที่บัญชีท่านประธานของพวกเธอ”
“ขอบคุณค่ะนายหญิง” คำพูดของนายหญิงศักดิ์สิทธิ์เหมือนประกาศิตทองคำ วันนี้พนักงานทุกคนมีลาภปากแล้ว
ทั้งสองคนเดินไปขึ้นลิฟท์ส่วนตัวของผู้บริหารระดับสูง จอดเฉพาะชั้นแปดสิบขึ้นไป และจะต้องมีคีย์การ์ดพิเศษถึงจะใช้งานลิฟท์ตัวนี้ได้
ติ๊ง !
เมื่อลิฟท์จอดบนชั้นแปดสิบแปด เฟิงเสวีย กับหวังเฟิง ก็เดินก้าวตรงไปยังทางเดินที่ทอดยาว บนชั้นนี้มีพนักงานน้อยมาก มีไม่ถึงยี่สิบคน ส่วนใหญ่นอกจากเลขาแล้วก็จะมีผู้ช่วย และก็รองประธานอีกสามคนที่ทำงานอยู่ชั้นนี้เท่านั้น
คนที่รออยู่หน้าลิฟท์เพื่อทำหน้าที่นำทาง ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฉียวเว่ยนั่นเอง ห้องประธานบริษัทอยู่ชั้นในสุด และมีพื้นที่กว้างที่สุดด้วย ในห้องประธานไม่เพียงมีแค่โต๊ะสำหรับนั่งทำงาน ยังมีโต๊ะประชุมขนาดเล็ก ห้องพักผ่อน และห้องน้ำอีกด้วย
เฉียวเว่ยพอเดินส่งทั้งสองเข้าห้องไปแล้ว ก็ยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้าห้องอย่างเป็ธรรมชาติ ส่วนด้านใน ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของหวังมู่ดังออกมา เลขาท่านประธานที่นั่งอยู่หน้าห้องพอได้ยินเสียงก็อดที่จะอมยิ้มขึ้นมาไม่ได้ การมาถึงของนายหญิงดีจริงๆ ช่วยให้บรรยากาศการทำงานของชั้นแปดสิบแปดที่มีแต่แรงกดดันดีขึ้นมาก
*เรือนสี่ประสาน / บ้านสี่ประสาน เป็บ้านที่ออกแบบผังในลักษณะทรงผืนผ้า ด้านในจะมีห้องเล็ก ห้องใหญ่ เรียงติดกัน แต่จะเว้นพื้นที่ตรงกลางเอาไว้ทำเป็ลานกว้าง ห้องที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ตำแหน่งทิศเหนือของเรือน