เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 99 สำนักเทียนอี้

            รถม้าเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปตามทางถนนใหญ่

            ภายในรถม้าต้วนเฟิงนั่งข้างจิ้งหยุน ส่วนหลินเฟิงและเมิ่งฉิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา

            “หลินเฟิงเจ้ารู้จักกับเมิ่งฉิงได้อย่างไร?”

            จิ้งหยุนจ้องไปที่เมิ่งฉิงแต่นัยน์ตาของเมิ่งฉิงกลับไม่มีอะไรเลยสักนิด แต่นั่นเป็นเพียงการแสดงออกเท่านั้นแต่กลับทำให้หญิงสาวคนหนึ่งรู้สึกถึงความงดงามได้

            จิ้งหยุนไม่ได้ถามหลินเฟิงว่าเขารอดมาได้อย่างไรเพราะถ้าหากถามหลินเฟิงแล้ว ก็เกรงว่าเขาจะเจ็บปวด มิหนำซ้ำนิกายหยุนไห่ก็ถูกทำลายไปแล้วแต่หลินเฟิงกลับรอดชีวิตมาได้ ถึงแม้จิ้งหยุนจะสงสัยอยู่หลายส่วนแต่ก็ไม่กล้าถามออกไป

            แน่นอนว่าจิ้งหยุนไม่โทษหลินเฟิงแต่ในทางกลับกันนางมีความสุขเป็นอย่างมาก เพียงแค่หลินเฟิงยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้วส่วนที่ว่าเขารอดชีวิตมาได้อย่างไรตอนนี้มันย่อมไม่สำคัญ

            “พวกเราพบกันที่หุบเขาเฮยเฟิง”

            จู่ๆหลินเฟิงก็ตอบคำถามของจิ้งหยุนแทนเมิ่งฉิง

            “อ่องั้นทำไมเจ้าถึงอยากไปเมืองหลวงล่ะ?” จิ้งหยุนกล่าวถามอีกครั้ง

            เมืองหลวงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายซึ่งเป็นกำลังหลักของอาณาจักรเสวี่ยเยว่

            “เพราะว่าที่เมืองหลวงนั้นมีผู้ฝึกยุทธ์มากมาย”หลินเฟิงกล่าว แต่จิ้งหยุนก็ไม่เข้าใจที่เขาพูดมา

            “แล้วเจ้าล่ะ?จิ้งหยุน ทำไมถึงไปเมืองหลวง?” หลินเฟิงกล่าวถามขณะมองไปที่จิ้งหยุนที่อยู่ข้างๆต้วนเฟิง จากที่ได้ยินจิ้งหยุนเล่าให้ฟังว่า ต้วนเฟิงถูกหมายเรียกให้ไปเมืองหลวงนั่นเห็นได้ชัดว่ามีคนในเมืองหลวงต้องการตัวต้วนเฟิง และคนคนนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอนเพราะสามารถทำให้ต้วนเฟิงออกเดินทางในทันทีโดยไม่หยุดพัก

            จิ้งหยุนเหลือบมองต้วนเฟิงที่อยู่ข้างๆและเห็นต้วนเฟิงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม “พี่หลินเฟิงพี่จิ้งหยุนก็แค่ติดตามข้าไปด้วย เพราะพี่ชายของข้าต้องการให้ข้าไปยังเมืองหลวงเพื่อให้ข้าเข้าร่วมสำนักและบ่มเพาะพลัง”

            “สำนัก?”หลินเฟิงตกตะลึง “ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เหรอ”

            “ไม่ใช่”คำตอบที่ได้รับทำให้หลินเฟิงประหลาดใจ ส่วนต้วนเฟิงส่ายหน้าขณะกล่าวว่า“สำนักเทียนอี้”

            “สำนักเทียนอี้?”หลินเฟิงเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยเพราะเขาไม่เคยได้ยินชื่อสำนักเทียนอี้มาก่อนเลย

            “ใช่สำนักเทียนอี้” ต้วนเฟิงกล่าวขณะพยักหน้าและยังกล่าวต่ออีกว่า “สำนักเทียนอี้นั้นไม่ค่อยมีชื่อเสียงมีคนส่วนน้อยมากที่จะรู้จักและยังไม่รับบุคคลภายนอกมีเพียงแค่บุคคลภายในเท่านั้นที่จะแนะนำบุคคลภายนอกได้ พี่ชายของข้าได้แนะนำสถานที่แห่งนี้เขาให้ข้าเข้าร่วมกับสำนักเทียนอี้”

            “เพียงแค่แนะนำเท่านั้นแต่ไม่เปิดรับบุคคลภายนอก?” หลินเฟิงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆสำนักนี้ก็เป็นประเภทเดียวกันกับนิกาย แต่มันไม่แตกต่างกันมากนัก

            นิกายอย่างนิกายหยุนไห่ที่เปิดรับศิษย์มากมาย และแบ่งออกเป็นศิษย์สายนอก ศิษย์สายในและศิษย์หลักจากนั้นจะมีผู้อาวุโสที่แบ่งเป็นผู้อาวุโสสายนอก และผู้อาวุโสสายในส่วนลำดับขั้นเหล่านี้เข้มงวดอย่างมาก และการบ่มเพาะก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของศิษย์แต่ละคนถึงจะสามารถเลื่อนขั้นได้นิกายได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จนกว่าจะกลายเป็นผู้อาวุโส

            แต่สำนักจะรับเฉพาะลูกหลานที่มีพรสวรรค์โดยจะมีอาจารย์ที่เก่งกาจคอยสอนให้พวกเขาและช่วยให้พวกเขากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่ง

            อาณาจักรเสวี่ยเยว่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีสำนักแต่ได้แนวคิดมาจากอาณาจักรอื่นๆ ดังนั้นจึงมีสำนักน้อยมาก และอีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันในวงแคบเมื่อเทียบกับนิกายที่มีคนรู้จักมากมายเป็นวงกว้าง

            แต่ในเวลานี้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ได้ประกาศไปทั่วทวีป เปิดรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมจึงได้สร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าต้องการสร้างสำนักที่มีความแข็งแกร่งซึ่งเหนือกว่านิกายขึ้นไปอีก

            “พี่หลินเฟิงท่านเป็นศิษย์ของนิกายหยุนไห่ น่าจะมีความแข็งแกร่งพอๆ กับจิ้งหยุน เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะคุยกับพี่ชายให้ว่าจะสามารถแนะนำท่านให้เข้าสำนักเทียนอี้ได้หรือไม่”

            ต้วนเฟิงยิ้มอย่างจริงใจแม้ว่าเขาจะยังอายุน้อยแต่กลับมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ ไม่มีการวางมาดเลยสักนิดเดียวผิดกับองครักษ์คนนั้นที่หยิ่งยโสโอหังเหลือเกิน

            “ใช่แล้วหลินเฟิงทำไมเจ้าไม่เข้าสำนักเทียนอี้ด้วยกันล่ะ”

            แววตาของจิ้งหยุนเป็นประกายนิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายไปแล้ว ถ้าหลินเฟิงเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการทรยศนิกายส่วนพรสวรรค์ของหลินเฟิงนั้น จิ้งหยุนยังไม่ได้คิด

            ในการทดสอบของนิกายรอบแรกจิ้งหยุนได้เห็นกับตาว่าหลินเฟิงหยิ่งผยองแค่ไหน เพื่อจะเข้าเป็นศิษย์สายในเพียงแค่ดาบเดียวก็สามารถฆ่ายู่ฮ่าวที่เป็นศิษย์สายในได้ ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงนั้นนับว่าทรงพลังเป็นอย่างมาก

            หลินเฟิงเพียงหัวเราะแต่ไม่ตอบกลับอะไรถึงแม้นิกายหยุนไห่จะถูกทำลาย แต่เขาในวันนี้ได้กลายเป็นประมุขของนิกายหยุนไห่แล้ว!

            ...

            รถม้าของพวกเขาเริ่มห่างจากเมืองหยุนหยางมาไกลแล้วและพระอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้า ภายในรถม้า หลินเฟิง จิ้งหยุนและต้วนเฟิงก็กำลังสนทนากันส่วนเมิ่งฉิงกำลังหลับตาอยู่ราวกับว่าบรรยากาศรอบข้างเงียบสงบมาก

            เพราะอากาศที่เริ่มเย็นลงหลินเฟิงจึงนำผ้าไปคลุมไหล่เมิ่งฉิงเพื่อกันลมหนาวให้ เพราะนางแต่งกายด้วยชุดบาง

            เมื่อจิ้งหยุนเห็นสิ่งที่หลินเฟิงทำแล้วนางจึงรู้สึกไม่ชอบใจในทันที

            ขณะที่เมิ่งฉิงหลับตาอยู่จู่ๆ นางก็ลืมตาขึ้น หันไปมองหลินเฟิงที่กำลังคลุมผ้าบนไหล่ของนาง หัวใจของนางรู้สึกแปลกๆแต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงรู้สึกแปลกๆ

            “กึกกึก กึก...” ทันใดนั้นได้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น จนรู้สึกได้ว่ารถม้ากระตุกเล็กน้อย

            ลุงหวังรีบดึงสายบังเหียนทันทีเมื่อรถม้าหยุดแต่พื้นดินยังคงสั่นสะเทือน มิหนำซ้ำยังสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            “ลุงหวังเกิดอะไรขึ้น?” ต้วนเฟิงกล่าวถาม

            “มันคือกลุ่มโจรที่ขี่ม้าออกปล้นนายน้อย ท่านอย่าออกมาเด็ดขาด ข้าจะให้คนไปเจรจากับพวกเขา” ลุงหวังกำชับและสั่งให้คนของเขาไปเจรจากับกลุ่มโจร

            “อ่า...”

            หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นทำให้ผู้ที่อยู่ภายในรถม้าต่างพากันจ้องหน้ากันและกัน

            “ส่งคนที่คุยรู้เรื่องมา!”สิ้นเสียงกรีดร้องแล้ว น้ำเสียงอันหยาบคายก็ดังขึ้นมาแทนที่

            “ข้าจะออกไปดูเอง”ต้วนเฟิงกล่าวและก้าวลงจากรถม้าในทันที หลินเฟิงและจิ้งหยุนก็เดินตามหลังไปด้วยมีเพียงแค่เมิ่งฉิงที่ไม่ได้ตามออกไปและรออยู่ภายในรถม้า

            ในขณะนั้นอีกฝ่ายที่อยู่ไม่ไกลนัก กลุ่มโจรนับสิบล้วนมีแววตาที่ชั่วร้ายอย่างมาก

            “ข้าจะไปเจรจาเอง”องครักษ์หนุ่มเสนอตัวไปเจรจาเอง แล้วมุ่งตรงไปหากลุ่มโจรในทันที

            “ทุกท่านพวกข้า...” ชายหนุ่มกำลังจะพูด แต่กลับเห็นผู้นำของกลุ่มโจรที่กระโดดลงมาจากหลังม้าทันใดนั้นดาบยาวในมือของผู้นำก็ได้พุ่งตรงมาหาเขา

            ชายหนุ่มตกใจและคว้าหอกยาวทันที

            แต่ในเวลาเดียวกันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือหัวของชายหนุ่ม และผู้นำคนนั้นได้ใช้ดาบปาดคอของชายหนุ่มจนเลือดพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ

            ร่างของจิ้งหยุนสั่นเทาไปด้วยความกลัวเมื่อเห็นเลือดแล้วนางพลันรู้สึกคลื่นไส้ทันที และเมื่อนึกถึงฉากนองเลือดที่หุบเขาสีหน้าของนางจึงยิ่งซีดขาวราวกับกระดาษขึ้นไปอีก

            “บอกแล้วว่าให้ส่งคนที่คุยรู้เรื่องมาหญิงสาวคนนั้นก็ไม่เลวนะ!”

            ผู้นำของกลุ่มโจรใช้ดาบยาวชี้ไปทางจิ้งหยุนขณะนั้นกลุ่มโจรต่างพากันหัวเราะขึ้นมา

            “ใช่!เรียกหญิงสาวคนนั้นมาคุยกับพวกข้า” หนึ่งในกลุ่มโจรตะโกนขึ้นมาทำให้สีหน้าของจิ้งหยุนซีดลงทันที เมื่อได้ยินคำพูดที่หื่นกระหายของคนเหล่านั้น ร่างกายของจิ้งหยุนก็สั่นเทาไปด้วยความกลัว 

            “จิ้งหยุนเจ้ากลับขึ้นไปในรถม้าก่อนเถอะ” หลินเฟิงกล่าวกับจิ้งหยุนให้จิ้งหยุนกลับเข้าไปในรถม้า

            “หนุ่มน้อยรนหาที่ตายซะแล้ว กล้าดียังไงถึงซ่อนตัวผู้หญิงนั้น”

            เหล่าโจรต่างมองหลินเฟิงเป็นตาเดียวด้วยความโกรธเกรี้ยว

            “เหอะต้องฆ่าพวกมันให้หมด ส่วนผู้หญิงนั้นปล่อยให้พวกข้าได้เล่นสนุก”

            “เจ้ากำลังทำบ้าอะไร?”

            ว่านชิงซานกล่าวกับหลินเฟิงอย่างโกรธเกรี้ยว

            หลินเฟิงมองว่านชิงซานอย่างเย็นชาเขากำลังทำบ้าอะไรอยู่? ดูเหมือนว่าเขาจะให้จิ้งหยุนกลับเข้าไปในรถม้า

            “เจ้าสวะเรื่องนี้เจ้าเป็นคนก่อ เจ้าก็แก้ไขด้วยตัวเองเถอะ อย่าลากพวกข้าไปเกี่ยวเชียวล่ะ แล้วพวกข้าก็จะไม่ช่วยเจ้าด้วย”

            ว่านชิงซานกล่าวตำหนิหลินเฟิงอย่างไม่แยแสศิษย์ของนิกายหยุนไห่อย่างนั้นหรือ เขาอยากเห็นเต็มทนแล้วว่าศิษย์ของนิกายหยุนไห่จะเป็นเช่นไร

            “เจ้าไม่ต้องมายุ่งหรอก”หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส จากนั้นก็เดินไปหากลุ่มโจรทันที

            “ข้ามาที่นี่เพื่อเจรจากับเจ้า”หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะยืนอยู่ไกลจากผู้นำกลุ่มโจร 

            “รนหาที่ตาย!”

            โจรคนหนึ่งควบม้าพุ่งตรงไปหาหลินเฟิงจากนั้นขว้างดาบไปในอากาศ จึงเกิดเสียงดังขึ้นมา

            ทันใดนั้นก็เกิดประกายแสงในอากาศในมือของหลินเฟิงปรากฏดาบอ่อนที่ลึกลับออกมา

            เมื่อดาบปรากฏขึ้นจะต้องมีคนตายแน่นอน

            ด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วตอนนี้หลินเฟิงได้ใช้เคล็ดวิชาชักดาบ เคล็ดวิชานี้ไม่เพียงไม่ใช่จุดอ่อนเท่านั้นแต่สามารถสังหารฝ่ายตรงข้ามในดาบเดียวได้

            เป็นไปได้อย่างไรที่จะต้านทานดาบที่รวดเร็วขนาดนั้นได้?

            “ส่งคนที่คุยรู้เรื่องมา”น้ำเสียงของหลินเฟิงไม่แยแส ขณะกล่าวเหมือนที่อีกฝ่ายพูดก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าพวกโจรจะเงียบไปชั่วขณะ

            เพียงแค่การโจมตีด้วยดาบเดียวหลินเฟิงก็ทำให้ร่างของกลุ่มโจรสั่นสะเทือนได้

            ว่านชิงซานขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะว่าหลินเฟิงสามารถฆ่าโจรได้แล้วจึงรู้สึกดีใจ ในทางกลับกันเขาโกรธที่เห็นหลินเฟิงแข็งแกร่งและทรงพลังมากกว่า

            เขาไม่ทราบว่าความแข็งแกร่งของหลินเฟิงนั้นมันมากขนาดไหนรู้แต่ว่าดาบนั้นมันช่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก

            “สหายเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้แล้ว”

            ผู้นำกลุ่มโจรกล่าวกับหลินเฟิงจึงทำให้หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ

            ในใจของหลินเฟิงนึกสงสัยจึงถามกลับไปว่า “เมื่อครู่นี้พวกเจ้าพูดเองไม่ใช่เหรอว่าข้ารนหาที่ตาย?ข้าก็รออยู่นี่ไง”

            “เฮอะ!ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วอย่าหาว่าพวกข้าใจร้ายก็แล้วกัน”

            ดวงตาของหัวหน้ากองโจรเบิกกว้างขึ้นขณะตะโกนสั่งด้วยเสียงอันดังว่า “ฆ่ามัน”

            สิ้นเสียงคำสั่งจากหัวหน้ากลุ่มโจรต่างพุ่งเข้าหาหลินเฟิง แต่มีโจรสามคนที่เข้าประชิดหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาถูกล้อมไว้ด้วยการโจมตีของพวกมันอย่างสมบูรณ์

            “ตาย”

            ดาบยาวของโจรคนหนึ่งยกขึ้นสูงและปล่อยลมปราณที่มีจิตสังหารรุนแรงอย่างมาก ทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่ากำลังมีลมปราณปกคลุมเขาอยู่ความรู้สึกอันน่าอึดอัดนี้เหมือนกับลมปราณของกองทหารม้าโลหิตแต่มันไม่รุนแรงขนาดนั้น

            “ตาย”

            เสียงตะโกนที่ดังก้องพร้อมกับดาบยาวที่ฟันลงมา

            เสียงกีบม้าดังขึ้นรอบทิศทางกลุ่มโจรต่างพร้อมใจกันสังหารหลินเฟิง

            หลินเฟิงกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับเหล่าโจร

            “ดาบปลิดวิญญาณ”

            ดาบของหลินเฟิงเปล่งประกายและปลดปล่อยลมปราณอันทรงพลังออกมาลมปราณที่หลินเฟิงปล่อยออกมานั้น ทำให้เหล่าโจรต่างสั่นเทาไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวในความแข็งแกร่งของหลินเฟิง

            จากนั้นลมปราณของดาบปลิดวิญญาณพลันเปล่งประกายขึ้นอย่างงดงามและหลังจากนั้นร่างของกลุ่มโจรต่างร่วงหล่นมาจากหลังม้าทีละคนๆ

            เพียงแค่ดาบเดียวกลับสังหารพวกมันทั้งหมดไปได้!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.57M 5024
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139