เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก เผลอแป็บเดียวก็สี่ปี ตระกูลอัครวัชรโยธินและตระกูลทรัพย์โภคิน ก็มีสมาชิกเป็ร้อยตำรวจตรีในที่สุด
ลำธารมองช่อดอกไม้สองช่อที่ตนตั้งใจและลงทำด้วยตัวเอง เธอฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังนานกว่าสามเดือน ก็เพื่อสำหรับสองช่อนี้ในวันพรุ่งนี้ มันไม่ได้สวยเลิศเลอเทียบเท่าของมืออาชีพ แต่จากที่มองด้วยสายตาของเด็กหญิงที่เปลี่ยนมาเป็เด็กสาวหมาดๆ มันก็ไม่ทำให้พี่ๆ ทั้งสองของเธอต้องอับอายยามที่ได้รับมัน
“ไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้านะ” เสียงของแม่ที่ทำให้ลำธารต้องเข้านอนได้แล้วเพราะพรุ่งนี้พวกเธอต้องไปร่วมยินดีในพิธีเขารับพระราชทานกระบี่ของธาราและหัสวีร์
???????????????????????? ????????????????????????
ลำธารกวาดสายตามองภายในงานที่วันนี้ผู้คนมากมาย เหล่าญาติๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีล้วนแล้วแต่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกับวันดีๆ เธออดไม่ได้ที่จะหันไปยิ้มกับแม่ ลำธารอยู่ในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนเส้นผมยาวสลวยถูกมัดไว้ครึ่งศีรษะเผยใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาน่ารักน่าเอ็นดูตามวัยสิบห้าปี ซึ่งเป็่ที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ความสดใสน่ารักของเธอไม่อาจเลี่ยงเหล่าว่าที่นายร้อยตำรวจและนักเรียนนายร้อยมากมายที่ได้เห็นต้องหันหลังกลับมองเธออย่างไม่วางตา แต่สายตาของสาวน้อยกลับมองไม่เห็นบรรยากาศเหล่านี้ เธอกวาดตามองหาคนที่เธอนัดไว้ยังสถานที่นัดหมายเท่านั้น
“พี่หัส พี่ธารา” หญิงสาวตื่นเต้นยินดีมือหนึ่งอดไม่ได้ที่จะชูขึ้นสูงเมื่อเห็นพวกเขา สองคนที่กำลังร่วมถ่ายรูปกับเพื่อนๆ หันมาตามเสียงเรียกและทั้งสองก็ขอตัวและรีบเดินมาหาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
หัสวีร์มองภาพเด็กสาวในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนอย่างตะลึง นานแล้วที่เขาไม่ได้เจอกับเธอจะว่าไปก็กว่าแปดเดือนเลย ลำธารโตขึ้นมาก เธอสูงขึ้นด้วย ผมเธอก็ยาวมากขึ้นด้วยทุกอย่างของการเปลี่ยนแปลงในตัวหญิงสาวล้วนแล้วแต่เป็ในทางที่ดีขึ้น
“ยินดีด้วยนะคะ” ลำธารยื่นช่อดอกไม้ที่ตนถือมาส่งให้หัสวีร์ และไปรับอีกช่อที่แม่ช่วยถือส่งให้ธารา “ทำไมดอกไม้ของพวกพี่ถึงเยอะนักละคะ” ทั้งหัสวีร์และธาราไม่ได้ตอบ ต่างก็มองหน้ายิ้มกันเจื่อนๆ จะบอกว่าเหล่าสาวๆ ให้มาได้เหรอถึงแม้มันจะเป็เื่จริงก็ตามที และนี่ที่ว่าเยอะมันก็แค่สองช่อเท่านั้นที่พวกเขายังไม่มีโอกาสจัดการมันไปอย่างไม่น่าเกลียดเหมือนหลายๆ ช่อก่อนนี้ที่มันถูกจัดการไปแล้วในห้องน้ำชาย
แต่ก่อนที่จะถ่ายรูปทั้งสองก็จัดการวางดอกไม้สองช่อนั้นไว้บนม้านั่งและเหลือเพียงคนละหนึ่งช่อในมือที่น้องสาวเป็ผู้มอบให้ “สวยดีนะ” หัสวีร์เอ่ยชมเพราะเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าช่อดอกไม้นี้ต้องเป็ฝีมือของลำธารอย่างไม่ต้องสงสัย จากวันที่ได้พวงมาลัยก้อนขยุ้มและช่อดอกไม้นี้ มันผ่านมาก็หกปีแล้ว และในคำชมนั้นของเขาหาใช่แค่ชมดอกไม้อย่างเดียวเท่านั้น
ภาพถ่ายพร้อมหน้าครอบครัวและภาพคู่ของทั้งสี่คนช่างมากมาย ถ่ายเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยว่าอยากหยุดอยากพอ จนกระทั่ง...
“ตาหัส” เสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มและความสุข ซึ่งในฉับพลันนั้นธาราที่ยืนอยู่ข้างกายเพื่อนรับรู้ถึงกระแสบางอย่างจากเพื่อน เขามีหรือจะไม่เข้าใจความคิดของเพื่อนว่ากำลังวิตกอะไร การหนีไม่ใช่หนทางออกของชีวิต
[นายต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้า นายในวันนี้ไม่ใช่นายในวันที่เมื่อหกปีก่อน] เสียงของเพื่อนที่เคยบอกเขาไว้ก้องสะท้อนในห้วงคำนึง จะมีใครเล่าที่จะเหมือนเขามั้ยที่ต่างก็้าให้วันนี้มาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่หัสวีร์อยากจะดึงให้มันช้าที่สุด นั่นเพียงเพราะเขากลัวว่าเวลาอิสระของตัวเองกำลังจะจบลง เขาอาจจะต้องกลับเข้าสู่กรงทองด้วยคำว่าลูกกตัญญู
หัสวีร์ค่อยๆ หันไปมอง ไม่ใช่แค่คุณแม่ คุณพ่อก็มาด้วยซึ่งดูจากสีหน้าคุณพ่อแล้วคงจำใจมาเสียมากกว่า แต่ดีที่พวกเขาเป็ผู้มีหน้ามีตาในสังคมคุณพ่ออาจจะไม่สนใจหรือรู้สึกภาคภูมิใจอะไรนักแต่ก็มาเพื่อไม่เป็ขี้ปากต่อไป ส่วนคุณแม่มาก็แค่อยากได้เห็นหน้าเขาสักครั้งในรอบหกปีก็เท่านั้นกระมัง
“ลูกแม่โตจนแม่แทบจะจำไม่ได้เลย” คุณแขไขเข้าไปโอบจับลูกชาย ที่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากอย่างไม่อยากเชื่อ ลูกชายเธอหล่อเหลาเอาการจริงๆ หาญรัชเองก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจลูกชายที่ไม่เห็นตัวเป็เป็ๆ มาตลอดหกปี เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าหัสวีร์จะทำสำเร็จได้ เขาปรามาสลูกคนนี้มาโดยตลอดเขาตั้งหน้าตั้งตารอให้ลูกชายซมซานกลับบ้าน แต่วันแล้ววันเล่ามันก็ไม่เกิดขึ้นสักที จนมีวันนี้จนได้ และสายตาก็พลันไปมองสามแม่ลูกที่เขารู้ดีว่าใครเป็ใคร ด้วยวิธีใช้นักสืบหาใช่เข้าไปทำความรู้จักมักจี่
แต่หาญรัชหารู้ไม่ว่าผลการสืบของเขาที่เขาเอาไปฟาดใส่หน้าภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ซึ่งแขไขทันทีที่ทราบเื่ถึงสาเหตุที่ลูกชายไม่ยอมกลับบ้านมาหาเธอ และผู้หญิงนิสัยอย่างแขไขมีหรือว่าจะไม่ก่อเื่วุ่นวาย แต่เื่นี้คนที่รับและรู้กลับมีเพียงทับทิมกับธาราเท่านั้น ในตอนนั้นสองแม่ลูกแอบคุยกันเื่ที่คุณแขไขก่อกวนพวกเขาตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้มาไม่บ่อยแต่ก็ไม่ละพยายามที่จะมาย้ำเตือนไม่ให้พวกเขาลืมชาติกำเนิดของตัวเอง ที่พยายามจะตีตัวเสมอลูกชายอันประเสิร์ฐของเธอ
“แม่ไม่เป็ไรนะครับ”
“ไม่เลย เขาก็แค่มาใช้คำพูดที่ไม่น่าฟังเท่านั้น ไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไร ในเมื่อเราไม่ได้เป็อย่างที่เขาพูดก็อย่าไปถือสาเลย ลูกก็ด้วยนะ และอย่าให้เื่นี้รู้ถึงหัสนะลูก เด็กคนนี้น่าสงสารเหลือเกิน” ธาราขานรับอย่างแข็งขันโดยที่หัสวีร์ไม่รู้หรือระแคะระคายเื่นี้เลยสักนิดตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมา
อืม ธารามาพร้อมกับโค้กกระป่องเย็นเฉียบ หัสวีร์รับมาแต่ก็แค่เอามาถือไว้ “กินสักหน่อยสิ” ธาราย้ำเตือน
“นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินหวาน”
ธารายิ้มก่อนจะเอ่ยต่อว่า... “เพราะงี้ไง นายถึงปรับอารมณ์ที่ดีกลับมาไม่ได้สักที” หัสวีร์หันไปมองหน้าเพื่อนไร้ซึ่งรอยยิ้ม “โค้กเนี่ย เป็ของโปรดอีกอย่างของลำธาร แต่แม่อนุญาตให้ลำธารดื่มมันได้แค่อาทิตย์ละหนึ่งกระป๋องเท่านั้น ฉันเคยถามแม่ว่าทำไมยังอนุญาตให้น้องกิน แม่ตอบฉันว่าแม่เคารพในการตัดสินใจของลูกๆ เสมอ แต่ลูกๆ ก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของแม่เช่นกัน...นายนะนั่งอยู่ตรงนี้มาสองชั่วโมงแล้ว นั่งั้แ่ฟ้ายังไม่มืดจนตอนนี้ฟ้ามืดแล้วนะ แม่บอกว่าควรเข้าบ้านได้แล้ว”
หัสวีร์ถึงกับยิ้ม และจากที่ยิ้มก็กลายเป็หัวเราะ “คุณป้านอนแล้วเหรอ”
“ลืมไปแล้วเหรอว่าพรุ่งนี้จะต้องเดินทางแต่เช้า ทะเล” นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ไปเที่ยว สลัดความไม่สบายใจทิ้งไป เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเดินหน้าต่อไป