ตอนที่1
ฟ้าลิขิตมิอาจฝืน
อาทิตย์ร้อนแรงทอแสงลงต่ำเงาของเด็กหนุ่มวัย 14 ทอดยาวยืดออกไป เข่าทั้งสองััพื้นหยาบกร้าน ปรากฏเืยังคงไหลซิบอยู่ดวงตางำประกายแฝงความเศร้าโศกไว้เจ็ดส่วน อีกสามส่วนเป็เพลิงแค้นที่สุมอก
"เ้ากลับไปเถอะ"เด็กหนุ่มตอบด้วยเสียงเรียบ โดยไม่ต้องหันกลับไปมองดู เขาก็รู้ว่าผู้มาคือใครเพราะตลอดหกวันที่ผ่านมามีหญิงสาวเป็เพียงผู้เดียวที่แวะเวียนมายังหลุมศพมารดาของมัน
เด็กสาวในวัยเดียวกันหลุบตามองดูตะกร้าหวายใส่อาหารที่หล่อนนำมาวางไว้เมื่อคราก่อนตะกร้ายังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เด็กสาวไม่พูดจาเพียงเก็บตะกร้าเก่าขึ้นและวางของใหม่ลงไปที่เดิม"เ้าต้องกินบ้างนะเสวี่ยิ ไม่อย่างนั้น..." หล่อนสงวนคำที่จะเอ่ยต่อและตระเตรียมหันหลังกลับ
"จิน...หลัน"เสียงแหบแห้งเบาเอ่ยชื่อเด็กสาว
รอยยิ้มจางปรากฏบนใบหน้าของจินหลันหล่อนชะงักเท้าที่เตรียมหันหลังกลับ และมองไปเด็กหนุ่มแม้หล่อนจะรู้สึกผิดต่อเสวี่ยิ แต่ในใจหล่อนก็ยังคงรู้สึกดีต่อเสวี่ยิไม่คลาย
"ในเมื่อเ้าเลือกทางเดินของตัวเองแล้วใยต้องกลับมาทำดีกับข้าอีก เ้าไปเสียเถอะ ข้าเสวี่ยิไม่้าความสงสารจากใคร"แม้เสียงจะเบา และแหบแห้งแต่ทุกคำ ล้วนเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น
หากเอ่ยถึงเื่ความสัมพันธ์ของมู่จินหลันกับเขามันจบลงั้แ่ปีก่อนแล้ว ในวันที่เขาสูญเสียพร์อันเลิศล้ำ ในวันที่เขาตกอับตระกูลมู่ก็สะบั้นสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับมู่จินหลันจนสิ้นยังมิเอ่ยถึงสถานะที่แปลกประหลาดอยู่ในทีของตัวเขากับสกุลหย่ง เนื่องจากมารดาซึ่งเป็บุตรสาวคนสุดท้องของผู้นำตระกูลคนปัจจุบันท้องโดยที่ไม่มีพ่อแถมหล่อนยังมิยอมปริปากแม้สักครึ่งคำเอ่ยึงพ่อของเสวี่ยิ ทำให้การรับรองเสวี่ยิให้อยู่ในตระกูลหย่งล้วนถูกขัดขวางจากพี่ชายทั้งสองของหล่อนตลอดมา
จนกระทั่งเด็กหนุ่มฉายแววอัจฉริยะเมื่อเสวี่ยิอายุได้เจ็ดขวบก็ฉลาดล้ำเก่งกล้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกันในตระกูล และสามารถสำเร็จการฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่1 ได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุได้แปดปี จึงทำให้ลุงทั้งสองของเสวี่ยิไม่อาจโต้แย้งถึงสถานะของเสวี่ยิใสตระกูลหย่งจึงได้แต่ยอมรับตามคำสั่งของผู้นำตระกูลแม้ในใจนั้นจะเกลียดชังเสวี่ยิขนาดไหนก็ตาม แต่ในโลกที่ความแข็งแกร่งคือผู้ที่ได้ทุกสิ่งเมื่อท่านเข้มแข็งย่อมมีผู้คล้อยตามและชื่นชม
ครั้นอายุย่างเข้าวัยสิบขวบหย่งเสวี่ยิก็ทะลวงผ่านสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่สองชื่อเสียงอันโด่งดังไม่อาจปกปิดเอาไว้ภายในตระกูลได้อีกต่อไปและนั่นก็เป็จุดเริ่มที่ตระกูลต่าง ๆ ในเมืองวิหคทองล้วนนำเด็กสาวงดงามเข้ามาทำความรู้จักกับลูกไม่มีพ่อเช่นเสวี่ยิ และหนึ่งในนั้นคือมู่จินหลันหญิงสาวที่งดงามจนแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องในตระกูลหย่งของเสวี่ยิยังแอบอิจฉาตาร้อน
แม่ของเสวี่ยิ...หย่งเหมยฮวาพลอยได้รับอานิสงค์จากลูกชายผู้คนตระกูลหย่งที่เคยหมางเมิน ล้วนกลับตัวประจบเอาใจหย่งเหมยฮวาร่างกายอ่อนแอหลังจากคลอดเสวี่ยิ ก็ป่วยเป็โรคประหลาดโดยอาการหนาวเหน็บจู่โจมอยู่ตลอดเวลา ยิ่งยามค่ำคืนยิ่งพบกับความทรมานอันยากจะเอ่ยแต่เมื่อได้กลับสู่เขตอาศัยของตระกูลหลัก ไม่ต้องอาศัยอยู่ในเรือนเล็กแปลกแยกเช่นแต่ก่อนแถมยังมีของเยี่ยม ยาบำรุงชั้นดีอีกมากมายที่ทยอยกันมาไม่ขาดสาย ก็ทำให้หล่อนแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ความสุขดำรงอยู่ได้เพียงสองปีเท่านั้นค่ำคืนระหว่างการฝึกฝนรุ่นเยาว์ของตระกูลในเขตป่าอสูรไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ระหว่างการฝึกฝน ทราบเพียงหลังจากที่กลับออกมาครานั้นเสวี่ยิตาขวาบอดสนิทด้วยมีบางสิ่งลักษณะคล้ายหินมันวาวสีดำสนิทอุดปิดอยู่ในเบ้าตาด้านซ้าย แม้ไม่มีาแอื่นปรากฏแต่พลังลมปราณที่เคยฝึกฝนกลับสูญสิ้นตกลงไปเรื่อย ๆ จนเวลาล่วงไปหนึ่งปีลมปราณก็ลดลงจนกลับมาหยุดที่พื้นฐานลมปราณขั้นที่หนึ่ง แม้จะเชิญหมอมารักษาหรือบำรุงด้วยตัวยาเท่าใด ก็ไม่อาจฟื้นคืนได้อีก เมื่อถึงคราเคราะห์หย่งหลี่ซั่วว่าที่ผู้นำตระกูลหย่งคนต่อไป จึงได้ทีขับไสไล่ส่งจากวิมานที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเอาอกเอาใจกลับต้องไปจมอุดอู้อยู่ในรังหนูดุจกาลก่อน
เมื่อสูญสิ้นพลัง...ทุกผู้คนต่างตีจากรวมถึงหญิงสาวคนรัก...มู่จินหลันที่เอ่ยปากมั่นหมายกันเองไว้ก่อนแต่หาได้สู่ขอเป็ทางการ ยังถูกตระกูลมู่หักหาญน้ำใจ ชิงประกาศหมั้นหมายมู่จินหลันที่นับวันยิ่งงดงามขึ้นเรื่อยๆ กับเด็กหนุ่มมากพร์จากตระกูลหลี่ ซึ่งเป็ตระกูลขุนนางเก่า ซึ่งมากด้วยลาภยศเงินทองและบารมีสุดที่เสวี่ยิในตอนนี้จะเทียบได้
แม้ตอนแรกเสวี่ยิจะโกรธขึงและพยายามหาทางพบหน้ามู่จินหลัน เพราะเชื่อว่าหล่อนถูกผู้คนในตระกูลบงการแต่นานวันเข้าความจริงก็เริ่มปรากฏ ความรักที่เขามีไม่อาจเทียบได้กับความรุ่งโรจน์ในอนาคตของจินหลันหลังจากที่เสวี่ยิแอบเห็นมู่จินหลัน เดินกระหนุงกระหนิงกับเด็กหนุ่มจากตระกูลหลี่ในตลาดเมืองวิหคทองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา ความเกรี้ยวกราดที่เคยมีพลันมอดดับ แม้ตอนนั้นเสวี่ยิมีอายุเพียงแค่สิบสามปีแต่กลับเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกแห่งผู้ฝึกตนไม่ต่างจากผู้ใหญ่วัยกลางคน เด็กหนุ่มเห็นซึ้งถึงธรรมชาติของมนุษย์แม้จะเจ็บแค้นเท่าใดก็ทำได้เพียงปลงต่อสิ่งที่เกิดเพราะโลกนี้มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ที่มีสิทธิ์กำหนดเส้นทางเดินของตนเอง แต่เมื่อเขาไร้ซึ่งพลังเสวี่ยิจึงตั้งใจว่าจะปล่อยทุกสิ่งไปตามแต่โชคชะตากำหนด
แม้จะปล่อยวางแต่ดูเหมือนคราเคราะห์จะยังมิจบสิ้น หนึ่งปีต่อมา หย่งผิง ปู่ของเสวี่ยิสิ้นบุญกำแพงปกป้องด่านสุดท้ายของเขาและแม่ก็พังทลายลง หย่งหลี่ซั่วขึ้นเป็ประมุขตระกูลคนถัดมา มันไม่ชอบขี้หน้าเสวี่ยิเป็ทุนเดิมบวกกับน้องชายของมันหย่งหลี่จวิน ลุงอีกคนของเสวี่ยิก็ไม่พอใจที่เดิมพ่อของตัวเอ็นดูเสวี่ยิคราแรกก็ไม่ยอมขับไล่เด็กหนุ่มออกจากตระกูล แถมเมื่อรู้ว่ามีความสามารถยังรับเข้าเรือนใหญ่แถมยังมอบทรัพยากรจำนวนมหาศาลของตระกูลเพื่อฟูมฟักเสวี่ยิแทนที่ทรัพยากรเ่าั้จะตกมาถึงมือลูกชายทั้งสองของมันบ้างกลับเป็มันที่ต้องใช้ทุนทรัพย์ตัวเองเพื่อฝึกปรือบุตรชายที่มีพร์ทั่วไปจนฝ่าผ่านพื้นฐานลมปราณขั้นพื้นฐานระดับ 2เพื่อให้เพียงพอต่อการสอบเข้าสำนักที่ดีได้ ก็หมดทรัพย์สมบัติไปมากโขความแค้นจึงสุมแน่นในอกตลอดมา
เมื่อในตระกูลหย่งไม่มีอำนาจใดๆ ทัดทานทั้งสองได้อีก เสวี่ยิจึงถูกขับไล่ออกจากตระกูล แม้ยังเว้นการขับไล่หย่งเหมยฮวาเอาไว้แต่กลับรื้อฟื้นเื่ราวในอดีต ยกอ้างเื่การทำชื่อเสียงตระกูลเสื่อมเสีย ขับไล่หย่งเหมยฮวาออกจากเขตตระกูลหลักและให้ไปอาศัยอยู่ที่ห่างไกล แต่ยังคงมีเงินเบี้ยส่งเสียเลี้ยงดูประทังชีวิตไปได้ แต่ไหนเลยคนรักศักดิ์ศรีเช่นหล่อนจะยอมรับเมื่อตระกูลขับไล่เสวี่ยิออก นั่นก็ไม่ต่างจากออกปากขับไล่นางออกไปด้วยเช่นกันหล่อนยอมดื่มเืตัวดีกว่าไปขอร้องเศษอาหารจากพี่ชายทั้งสองทำให้แม่ลูกต้องระหกระเหินออกมาจากตระกูลหย่ง
เมื่อต้องมาอาศัยอยู่ภายนอกตระกูลหย่งที่อยู่อาศัยใหม่ล้วนทรุดโทรม ไม่อาจป้องกันลมหนาวอันรุนแรงได้เงินทองที่เคยมีก็ร่อยหลอไม่อาจซื้อหยูกยาดี ๆ มาบำรุงร่างกายหย่งเหมยฮวาได้แม้เสวี่ยิจะออกเร่หางานทุกทาง แต่ก็ถูกกลั่นแกล้งจากตระกูลหย่งในหลายช่องทาง
รวมถึงจอมวายร้ายหย่งสือหนึ่งในลูกชายคนโตของหย่งหลี่ซั่วที่ครั้งหนึ่งเคยแอบชอบมู่จินหลันมาก่อน นำเื่ราวของเสวี่ยิไปฟ้องต่อคู่หมั้นตระกูลหลี่ของมู่จินหลันทำให้มันเกิดความหึงหวงอาละวาดฟาดงวงฟาดงา ใช้อำนาจของตระกูลใหญ่บีบคั้นเสวี่ยิในทุกช่องทางทำให้กว่าที่เสวี่ยิจะหาเงินได้แต่ละเหรียญทองแดงล้วนยากเย็นแสนเข็ญ
สุดท้ายร่างที่อ่อนแอของหย่งเหมยฮวาก็ไม่อาจทานทนต่อความเจ็บป่วยสิ้นบุญตามผู้เป็พ่อไปในอีกไม่กี่เดือนต่อมาแต่เพราะหล่อนเลือกที่จะเดินออกมาจากตระกูลอย่างภาคภูมิแม้ร่างกายก็ไม่ขอร่วมกลบฝังกับผู้คนตระกูลหย่งอีกเพียงสั่งเสียแก่เสวี่ยิก่อนที่จะสิ้นลมให้ออกตามหาบิดาที่หล่อนเชื่อว่าเขาไม่เคยทอดทิ้งทั้งคู่ไป
แม้ในใจเสวี่ยิจะแค้นเคืองบิดามาั้แ่ยังเล็กที่ผู้เป็พ่อทิ้งเขาและแม่ไป แต่คำขอก่อนสิ้นใจล้วนต้องกระทำจึงได้เปลี่ยนแซ่ตามบิดา เป็แซ่...หลงและรับของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายมาจากมารดามาเก็บไว้เพื่อรอวันที่พบเจอบิดาของตัวเอง ได้เอาออกมาแสดงให้เขาดูเพื่อยืนยันความเป็สายเืเดียวกัน
.
.
.
เช้าวันที่เจ็ดหลังการจากไปของหย่งเหมยฮวา เสวี่ยิก็ทำใจยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้วแม้เส้นทางการฝึกตนของเขาจะสิ้นสุดลงเพราะ เหตุการณ์อุกกาบาตตกในอดีตแต่ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะการกลั่นแกล้งจากหย่งสือ และหย่งฟู่ทำให้เขาหลงเข้าไปในป่าลึก แม้มีความแค้นแน่นอกแต่คงยากสะสางจึงได้แต่ทำใจเก็บความแค้นเคืองเอาไว้ภายในและเลือกที่จะใช้ชีวติต่อไป
เสวี่ยิไม่มีข้าวของติดตัวมากนักในเมื่อไม่อาจทำมาหากินในเมืองวิหคทองได้อีก ก็จำต้องดั้นด้นเดินทางไกลข้ามเมืองเพื่อไปหางานทำ หรือไม่ก็หาสำนักสั่งสอนตำรับตำราวิชาการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิถีฝึกตนด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาดของเสวี่ยิ ย่อมต้องประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเสวี่ยิก็โขกศีรษะคำนับหน้าหลุมศพของมารดาสามครา ก่อนจะเอ่ยคำร่ำลาและตั้งใจว่าเมื่อมีเงินทองมากพอ จะกลับมาเปลี่ยนแปลงหลุมศพของมารดาให้น่าดูกว่าที่เป็อยู่
ตอนนี้บนใบหน้าเสวี่ยิปรากฏรอยยิ้มขมขื่น ยามเหม่อมองกลับไปยังตัวเมืองวิหคทองเื่ราวนับสิบปีที่จำความได้ผ่านเข้าสู่สมองของเขาอย่างรวดเร็วเมื่อตัดใจได้เด็กหนุ่มก็สะบัดหน้า ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกสองเท้าตัดตรงเข้าสู่ป่าอสูรทางทิศตะวันตก มุ่งสู่เมืองหยกม่วงต่อไป