นับจากเหตุการณ์ถูกกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าDarkknight ปล้นเอาหินแร่ไอโรนีไปหมด พวกเด็ก ๆทั้งห้าคนต่างกลายเป็คนซึมเศร้า ไม่ออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านเหมือนอย่างเคย
ทุกคนต่างเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่พูดเล่นสนุกสนานเสียงดังอย่างปกติโนบลินเองก็กลับไปเก็บตัวอ่านแต่หนังสือปกหนังเล่มหนาเก่าแก่เหมือนตอนแรกเริ่มที่เข้ามาที่บ้านพักเด็กกำพร้าใหม่ๆ นอกจากมาช่วยงานบ้านงานสวนแล้วก็แทบจะไม่ทำอะไรกันเลย
แรก ๆลอเลนซ์ก็เห็นผิดสังเกตและพยายามจะถามว่าเด็ก ๆ เป็อะไร ทำไมถึงไม่ออกไปเที่ยวเล่นหรือออกไปเก็บของป่าเหมือนที่เคยแต่คำตอบที่ได้ก็มักจะออกมาในทำนองว่า “ในป่าค่อนข้างอันตราย ไม่ค่อยอยากออกไป”นานวันเข้าลอเลนซ์ก็ไม่อยากจะไปเซ้าซี้ให้เด็ก ๆ ต้องรำคาญ
จนเวลาผ่านไปราว ๆสองสัปดาห์ ระหว่างที่เด็ก ๆ พากันเข้านอนหลังเสร็จสิ้นอาหารเย็น เด็กชายทั้งห้าต่างพากันนอนเหม่อมองหลังคาไม้ที่คุ้นเคยไม่มีใครพูดจาอะไรออกมา ความเงียบสะท้อนอยู่ทั่วห้องนอนและในใจของทุก ๆ คนจนกระทั่ง...
“พวกเราอ่อนแอกันจังเลยนะ”พอลเอ่ยขึ้นอย่างหมดอาลัย
“อืม..หินแร่ที่หามาอย่างยากเย็นแทนที่จะได้เอาไปขายแล้วเอาเงินมาให้คุณลอเลนซ์ได้ใช้ในบ้าน แต่กลับถูกแย่งไปง่ายๆ” บันกล่าวขึ้นมาบ้าง หลังจากนั้นคนอื่น ๆ ต่างมากันถอนหายใจแล้วเงียบไป
“เราต้องมีพลังจะได้ปกป้องตัวเอง และปกป้องคนที่เรารัก” โนบลินกล่าวขึ้นเบา ๆเหมือนกับกำลังพูดกับตัวเองอยู่
“พวกเราจะเอาพลังมาจากไหนกันล่ะเราไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ ที่เพียบพร้อมทั้งวิชาเวทมนต์ต่อสู้หรือคนคอยฝึกสอนแล้วเราก็ไม่มีทรัพยากรในการฝึกใช้เวทนอกจากจะเข้าไปสมัครเรียนในโรงเรียนสอนเวทมนต์ แต่ก็นั่นแหละที่่นั่นมันเป็ที่สำหรับลูกคนรวย อย่างพวกเราก็ทำได้แค่ฝึกมั่ว ๆ เผื่อว่าโชคดีจะได้เป็ทหารประจำเมืองกับเค้าบ้าง”เรซพูดอย่างปลง ๆยังไงเสียความฝันของเด็กผู้ชายในยุคนี้ก็คงหนีไม่พ้นนักรบเวทที่เป็ตำนานอยู่แล้ว
“พวกนาย...อยากแข็งแกร่งเพื่ออะไร”โนบลินถามขึ้นมาเบา ๆ
“ก่อนหน้านี้ฉันอยากแข็งแกร่งเพื่อที่จะหาเงินได้เยอะๆ อยู่อย่างสบายและทำให้เด็ก ๆ ที่บ้านเด็กกำพร้านี้ได้อยู่ดีกินดีกันมากขึ้น”พอลตอบก่อนคนอื่น
“ก่อนหน้านี้ฉันก็คิดอย่างนั้นแต่ตอนนี้ฉันมีความ้าที่มากขึ้น” เรซบอกสิ่งที่เขาคิดกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆต่างพากันเงียบเพื่อตั้งใจฟังสิ่งที่เรซอยากจะบอก
“ฉัน้าที่จะกำจัดคนไม่ดีอย่างพวกDarkknight ที่คอยแต่จะเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆและทำให้โลกนี้น่าอยู่น้อยลง” เรซบอกออกไปด้วยเสียงเรียบแต่หมัดที่กำแน่นจนสั่นสะท้านทั้งสองข้างนั่นคือสิ่งที่เพื่อน ๆ ไม่สามารถเห็นได้ เด็ก ๆคนอื่นต่างพากันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อืม..อย่างนี้เองสินะถ้าอย่างนั้นวันนี้นอนกันเถอะ” โนบลินบอกเพื่อน ๆ และเงียบเสียงไป เด็ก ๆคนอื่นจึงพากันนอนบ้าง
รุ่งเช้าเด็ก ๆต่างพากันตื่นตามปกติ หลังจากเสร็จสิ้นอาหารเช้าโนบลินชักชวนเพื่อน ๆให้ออกไปที่ป่านอกหมู่บ้านหลังจากที่ไม่ได้ไปมานาน
เด็ก ๆทั้งสี่ต่างมากันสงสัยและภาพของการปล้นที่เรียกว่าเก็บค่าผ่านทางจากพวก Darkknight นั้นต่างหลอกหลอนเด็ก ๆ ให้ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัวแต่เมื่อโนบลินบอกว่าออกไปแค่ส่วนชายป่าไม่ได้เข้าไปในเขตป่าลึกและจะสอนวิธีเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทุกคนเด็ก ๆ จึงลืมความกลัวและตกลงออกไปที่ชายป่ากัน
โนบลินเลือกเอาลานหินข้างน้ำตกที่เคยมาตอนที่เดินทางเข้ามาในป่าครั้งแรกเป็จุดนัดหมายเมื่อเดินทางมาถึงโนบลินบอกให้ทุกคนนั่งรวมกันที่ลานหินและแจกกระดาษหนึ่งใบให้กับเพื่อนๆ ทุกคน
“นี่มันคืออะไรเหรอโนบลิน”พอลถามขึ้นก่อน พลางถือกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างงง ๆ
“ก่อนที่ฉันจะบอกฉันขอถามพวกนายก่อนว่า ร่างกายของพวกนายจะเปิดรับพลังเวทกันเมื่อไหร่”โนบลินถามขึ้นยิ่งทำให้เด็ก ๆ ต่างพากันงงมากขึ้นไปอีก
“เอ่อ..ของฉันอีกประมาณสองเดือน”เรซตอบ
เพราะตอนนี้เขาอายุเก้าปีสิบเดือนอีกเพียงสองเดือนก็จะอายุครบสิบปี ซึ่งสำหรับยุคสมัยนี้ทุกคนที่อายุครบสิบปีร่างกายจะมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยให้สามารถััได้ถึงเวทมนต์ที่กระจายอยู่ในบรรยากาศของโลกและค่อย ๆรับเอาพลังเวทเ่าั้มาหมุนเวียนในร่างกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย
เมื่อถึงขั้นที่หนึ่งร่างกายจะสร้างอวัยวะพิเศษขึ้นมาเรียกว่า[แก่นเวทมนต์] ขึ้นมาเพื่อสร้างพลังงานเวทมนต์ขึ้นมาในร่างกายและสามารถใช้พลังงานเวทมนต์นั้นออกมาในรูปแบบต่างๆ ได้
จนเมื่อถึงอายุสิบห้าปีร่างกายของมนุษย์จะสร้างผนังบาง ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าขึ้นมาคลุมร่างกายทุกส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เวทมนต์ที่อยู่ในร่างนั้นรั่วไหลออกนอกร่างกายแต่ก็มีข้อเสียคือร่างกายจะไม่สามารถรับเวทมนต์จากธรรมชาติได้อีกต่อไปและแก่นเวทมนต์นี้เองจะกลายเป็แหล่งพลังงานเวทมนต์ของแต่ละคน
หลังจากนี้ผู้ฝึกเวทมนต์แต่ละคนจะสามารถขยายแก่นเวทมนต์ของตัวเองได้ด้วยการฝึกใช้เวทมนต์ในรูปแบบต่างๆ คล้าย ๆ กับการขยายขนาดและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของปอดด้วยการออกกำลังกาย
นอกจากนั้นนักเวทที่โชคดีอาจจะสามารถค้นพบสมุนไพรเสริมพลังเวทมนต์ที่สามารถช่วยเพิ่มขนาดของแก่นเวทได้อย่างรวดเร็วและแน่นนอนความร่ำรวยก็เป็หนึ่งในรูปแบบของความโชคดี
เด็ก ๆที่เกิดมาในครอบครัวนักเวทที่ร่ำรวยสามารถซื้อหาสมุนไพรเสริมพลังเวทมาใช้เพื่อเพิ่มระดับแก่นเวทมนต์ของตัวเองได้อย่างสบายๆ
นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้อนาคตด้านเวทมนต์นั้นสามารถทำนายได้ั้แ่แรกด้วยระดับฐานะของนักเวทคนนั้นๆ นอกจากจะมีความสามารถและพร์ขั้นสูงแล้วคนทั่วไปไม่สามารถก้าวหน้าเกินกว่าลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยได้เลย
“แล้วพวกนายล่ะ”โนบลินหันไปถามคนอื่น ๆ และได้คำตอบจากเพื่อน ๆพอลอีกสี่เดือนส่วนของบันและแอลนั้นอีกประมาณห้าเดือนใกล้เคียงกับโนบลิน
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องรีบหน่อยพวกนายลองอ่านสิ่งที่ฉันส่งให้นะ”
“อืมมันเหมือนจะเป็รูปแบบการฝึกต่อสู้ แต่ไม่ใช่การใช้เวทมนต์ต่อสู้นะ”บันพูดขึ้นหลังจากอ่านข้อมูลในกระดาษที่ได้รับจากโนบลิน
“นายจะให้พวกเราฝึกตามแบบที่เขียนมาในกระดาษนี้เหรอ”แอลที่ไม่ค่อยมีบทบาทมากนักถามขึ้นมา
“ใช่ฉันลองเลือกรูปแบบการฝึกมาให้เหมาะสมกับลักษณะของพวกนายจากหนังสือที่ฉันมีและสรุปออกมาเป็รูปแบบพวกนี้แล้วก็..รูปแบบอาวุธที่เหมาะสมด้วย”
“นะ..นี่มันเื่จริงใช่ไหม เราสามารถฝึกตามนี้แล้วจะแข็งแกร่งขึ้นมาจริง ๆ ใช่ไหม”เรซถามขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าจะเป็อย่างนั้นแต่ในขณะเดียวกันพวกเราก็ต้องแข่งกับเวลาเราจะต้องฝึกตามนี้จนมีความสามารถที่จะเข้าไปในเขตป่าที่ลึกกว่าเดิม ภายใน 1 เดือน” โนบลินพูดอย่างจริง ๆบ่งบอกว่าเวลาหนึ่งเดือนนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเล่น ๆ
“หาเราจะเข้าไปในเขตป่าลึกที่อันตรายนั้นในเวลาแค่หนึ่งเดือนเหรอ?”
บันถามอย่างใเพราะการที่จะเข้าไปใจเขตที่ลึกขึ้นแปลว่าโอกาสที่จะเจอสัตว์ร้ายย่อมมากขึ้นและอันตรายที่เพิ่มขึ้นเป็อย่างมาก
“ใช่เพราะยิ่งเราสามารถเข้าไปในเขตป่าลึกได้เร็วขึ้นมากเท่าไหร่ยิ่งสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้มากขึ้นเท่านั้น” โนบลินตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ได้ถ้านายว่าอย่างนั้นเราจะเชื่อนายว่าแต่ฉันไม่คิดว่าฉันจะเข้าใจทั้งหมดนี้ได้ในเวลาหนึ่งเดือน”แอลพูดขึ้นในขณะที่สายตาจ้องมองที่กระดาษที่โนบลินมอบให้อย่างจริงจัง
“ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนฉันจะช่วยอธิบายให้”โนบลินตอบทำให้เพื่อน ๆ เริ่มคลายใจ เพราะหลังจากที่โนบลินแสดงความสามารถต่าง ๆให้ได้เห็นแล้วพวกเขาค่อนข้างเชื่อมั่นในคำพูดของเขาอย่างมาก
“ถ้าอย่างนั้นลองอ่านวิธีการที่ฉันเขียนไปให้แล้วถ้าสงสัยตรงไหนก็ให้มาถามนะ ต่อไปนี้เราจะมาฝึกกันที่นี่”โนบลินบอกกับทุกคนซึ่งเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ต่างพากันตอบตกลงอย่างพร้อมเพียง
เหล่าเด็ก ๆต่างพากันออกไปหาที่เงียบ ๆ และอ่านทำความเข้าใจข้อความในเอกสารที่โนบลินให้มาพร้อมทั้งเริ่มฝึกอย่างตั้งใจรูปแบบการฝึกในขึ้นแรกนั้นเป็การฝึกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ
ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ต่างพากันฝึกฝนอย่างตั้งใจ โนบลินปลีกตัวออกมาและเดินค้นหาในบริเวณนั้นเพื่อรวบรวมวัตถุดิบต่าง ๆที่้าใช้มารวมไว้ที่บริเวณลานหิน
เมื่อผ่านพ้นเวลาเที่ยงวันและเสร็จจากการทานกลางวันโนบลินขอแรงให้เพื่อน ๆ ช่วยสร้างอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการฝึกฝนต่าง ๆซึ่งส่วนมากประกอบด้วยไม้ เถาวัลย์และวัตถุดิบต่าง ๆ ที่หาได้จากบริเวณรอบ ๆเพื่อสร้างอุปกรณ์รูปร่างหน้าตาแปลก ๆซึ่งคนที่รู้ว่าใช้เพื่ออะไรคงมีแต่โนบลินคนเดียว
เวลาเย็นเด็ก ๆกลับมาบ้านด้วยสภาพมอมแมมและเหนื่อยอ่อน หลังมื้อค่ำทุกคนต่างพากันรีบขึ้นมาบนห้อง
“เฮ้อ..วันนี้เหนื่อยจริงๆ เลยแฮะ ว่าแต่โนบลินไอ้วิธีฝึกของนายนี่ เอ่อ..มันจะได้ผลจริง ๆ ใช้ไหม”
เรซยังคงไม่ใจนักกับรูปแบบวิธีการฝึกที่โนบลินมอบให้เพราะมันดูแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพร้อมที่จะทำตามอย่างเต็มที่เพียงแต่...อยากถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ถ้านายตั้งใจฝึกอย่างเต็มที่มันจะทำให้นายแข็งแกร่งอย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้พวกนายอย่าเพิ่งรีบนอนเลยฉันมีรูปแบบการฝึกของ่กลางคืนมาให้ได้ฝึกกัน”
“ห๊ะมีการฝึกของกลางคืนด้วยเหรอ” พอลถามอย่างใ
“แค่ฝึกสมาธิน่ะ”
ว่าแล้วโนบลินก็แนะนำวิธีการนั่งสมาธิพร้อมทั้งแสดงให้ดูเป็ตัวอย่างจากนั้นเด็ก ๆ จึงพากันฝึกตามที่โนบลินสอนก่อนจะเข้านอน