ตอน 06
ชุดสีขาว
(ส่วนตอนต้น)
ห้องนั่งเล่นและใช้รับแขกยังคงบรรยากาศดุจสีเทา
“ปาปะ... มามา...”
เสียงเพรียกหาเพียงแ่เบา สาวผมน้ำตาลดุจตุ๊กตานั่งก้มหน้าบนโซฟายาว ชุดขาวคลุมตัวคลุมเท้าน่าทะนุถนอม แต่ยามนี้ยิ่งน่าเห็นใจจนอยากกอดอยากปลอบโยน
มือนวลประคองรูปถ่ายครอบครัวเยือนจัตุรัสแดง รูปเพียงใบเดียวที่เ้าของจ้องมองตลอดวัน
ผ่านมาครบห้าวันนับแต่เกิดเื่เศร้า ลอริสรับรู้ความจริงว่าสูญเสียพ่อแม่แล้ว แม้ไม่เห็นศพก็ไม่ต่างจากการต้องพลัดพรากตลอดกาล
เป็วันแรกที่ไร้เสียงสะอึกสะอื้น แต่ก็ยังเรียกว่าเศร้าจับจิตจับใจ
โชคยังดีที่ร่างกายไม่ได้อ่อนแอจนเป็ลมหัวใจวาย เป็เื่ที่วนัสกังวลมาตลอดเมื่อต้องบอกความจริง เคยพลาดมาแล้วเพราะเพียงพูดว่าจะส่งกลับรัสเซีย คำพูดแม้ฟังง่าย ๆ แต่กลับเป็ฝันร้ายของหญิงสาวผู้ลี้ภัย
นับสี่วันแรก ไม่รวมวันที่วนัสและสานิตย์ช่วยกันเปิดเผย ลอริสต้องตรอมตรมจมสลดถึงขีดสุด จิตใจบอบช้ำแสนรวดร้าวเกินบรรยาย ทุกข์ทรมานเพียงใดทั้งเกริกไกรและสุรีย์รัตน์ต่างรู้ดี
เพียงแต่พวกเขารู้ซึ้งได้เพียงครึ่งจากความรู้สึกของลอริส ไม่มีทางที่ผู้รับดูแลและพี่เลี้ยงจะแบกรับได้หมด ทางเดียวที่ทำได้จึงมีเพียงช่วยกันปลอบโยน
“ลอริส...” เสียงแ่จากพี่เลี้ยงส่งผ่านความห่วงใย
บ่อยครั้งที่สุรีย์รัตน์นั่งเคียงแล้วลูบหลังปลอบเศร้า ยามลอริสเจ็บรวดร้าวก้มซบหมอนร้องคร่ำครวญ ส่วนเกริกไกรได้แต่นั่งย่อกายส่งกำลังใจไม่ห่าง ทั้งก้มหน้าซึมเซาจนไม่อาจยิ้มร่าเริงได้อีก
“ลอริส...” เสียงแ่จากชายวัยสี่สิบอยากส่งแรงใจ
แต่ละมื้อที่ผ่านไป ลอริสรับประทานได้น้อยลงกว่าเคย ห่วงแต่ว่าจะทำให้สุขภาพอ่อนแอแล้วป่วยง่าย นับเป็เื่สุดกังวลกลางใจทั้งสองพ่อลูกสาว
แต่ละทิวาต้องสะอื้นยามลืมตาตื่น แต่ละคืนหลับทั้งน้ำตาคลอ ช่างเป็นิทราแสนเศร้าสร้อย พี่เลี้ยงกลับทำได้เพียงโอบกอดปลอบโยน ซับน้ำตารินอาบสองพวงแก้มผุดผ่อง
แม้ร้องไห้ฟูมฟาย แม้สิ้นหวังในชีวิต แต่มีสิ่งหนึ่งที่หญิงสาวตุ๊กตาผู้นี้ไม่เคยลืม
“สปาซิบะ...” เสียงพูดรัสเซียกลายเป็สลดเศร้าแทนหวานละมุน แต่กลับไม่เคยขาดหายแม้สักคราว ไม่ว่าจะได้รับมื้ออาหารหรืออ้อมกอดอบอุ่นก่อนนอน
วันที่ห้าที่เริ่มหยุดร้องห่มร้องไห้ เหลือเพียงใจยังโศกตรมขมขื่นเช่นเดิม ลอริสกลับเหมือนรอดพ้นภาวะหัวใจวายดั่งโชคช่วย แม้ต้องรับรู้เื่ะเืใจไม่ต่างจากวันหมดสติแทบดับชีวา ส่วนหนึ่งอาจเป็ที่ยาและการดูแลใส่ใจของครอบครัว 'สุขสรวง์'
แต่บางสิ่งที่ทั้งสองพ่อลูกสาวอาจยังไม่รู้ ลอริสกลับอยากยืนหยัดชีวิตสู้ต่อไปแม้หัวใจบกพร่อง แม้ต้องกำพร้าไม่อาจพบหน้าพ่อแม่ตลอดกาล แม้ต้องต่อสู้เรียนรู้กับชีวิตใหม่... ในถิ่นประเทศใหม่
วันไหนลูกสาวมีสอบพ่อต้องหยุดงาน แต่นับว่าคุ้มค่ามากกับการทุ่มเทใส่ใจเพื่อลอริส ยิ่งชีวิตหญิงสาวรัสเซียยังอาลัยผู้จากไปเช่นนี้ หากทอดทิ้งให้เดียวดายกลับยิ่งทำร้ายจิตใจแน่
ครบห้าวันแล้วที่ลอริสรับรู้ข่าวร้าย หรือนับได้เจ็ดวันร่วมอาศัยในบ้าน 'สุขสรวง์' กลับมีบางสิ่งคล้ายช่วยเติมเต็มกำลังใจรอคอยอยู่
“ไม่เข้าไปปลอบลอริสหรอ” ชายวัยสี่สิบถามลูกสาวที่เพิ่งกลับจากสอบภาคเช้า เห็นยืนเหม่อลอยนอกห้องกระจกเนิ่นนาน
“น้ำ... อยากให้น้องได้ใช้เวลาส่วนตัว... ได้อยู่กับความทรงจำ กับพ่อกับแม่บ้างน่ะค่ะ...” สุรีย์รัตน์บรรจงพรรณนาความตั้งใจที่ตนมี มิได้จะทอดทิ้งหญิงสาวรัสเซียให้เดียวดาย “หนูปลอบและกอดอยู่เสมอ รักเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเลยค่ะ”
วาจาอ่อนโยนจากสุรีย์รัตน์คล้ายช่วยให้เกริกไกรยิ้มได้ แม้แค่เวลาเพียงสั้นเท่านั้น หลายวันมานี้ต้องซึมเซานับแต่ลอริสร้องห่มร่ำไห้ ส่วนลูกสาวก็ฉายสีหน้าสดใสขึ้นมาบ้าง แม้ยังเจือรอยหมองเศร้าจาง ๆ ให้เห็น
เกริกไกรมองเหม่อเหล่าร่มไม้ริมรั้ว ชั่วครู่จึงเลื่อนสายตาเมียงมองลูกสาวที่กำลังหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา
“อ่านที่พี่สานิตย์สั่งไว้หรอลูก...”
“ค่ะ อ่านแล้ว อ่านอีก อ่านทุกวัน อ่านเพื่อให้ซาบซึ้งที่ท่านสารวัตรอุตส่าห์ช่วย ให้ความเมตตา ทั้งลอริส และก็พ่อกับหนู”
ลูกสาวยื่นกระดาษถ่ายเอกสารให้ มีแต่สารพัดตัวอักษรลายมือของสานิตย์ ทั้งยังมีรอยปั๊มผ่านแดนเหมือนที่ปั๊มบนพาสปอร์ตของลอริส พ่อก้มมองแล้วเริ่มอ่านข้อแรก
“คำสั่ง ข้อหนึ่ง ห้ามพาไปที่อื่นนอกจากบ้านเกริกไกร และโรงพยาบาลที่พาลอริสไปรักษา”
ลูกสาวช่วยอ่านข้อถัดมา
“ข้อสอง ให้รายงานต่อสารวัตรสานิตย์หรือวนัสทราบทุกครั้งที่พาไปโรงพยาบาลและกลับมาจากโรงพยาบาล”
จากนั้นจึงผลัดกันอ่านข้อที่เหลือ
“ข้อสาม ถ้าลอริสหายป่วย ให้หาโอกาสเรียนหนังสือ แนะนำให้เรียนภาษาไทย เพื่อจะได้ขอใช้สิทธิ์อยู่ประเทศต่อในฐานะนักเรียนจากต่างประเทศ”
“ข้อสี่ ถ้าลอริสหายป่วย ให้พามารายงานตัวกับสารวัตรสานิตย์ที่ตรวจคนเข้าเมือง เดือนละครั้ง”
“ทั้งหมดนี้ เพราะลอริสยังอยู่ในฐานะ ผู้ลี้ภัย” เกริกไกรอ่านสรุปให้
“แต่เหมือน... จะแหกกฎนะคะ” ลูกสาวเริ่มจับสังเกต “ผู้ลี้ภัยที่มีที่พักพิงเป็บ้านคนไทยทั่วไป ไม่ใช่ที่พักพิงที่รัฐจัด”
“ใช่ แหกกฎั้แ่มาปั๊มผ่านเข้าเมืองที่บ้านเรานี้แหละ นั่นก็... ตามปกติจะไม่ทำกันหรอก” พ่อก็ช่วยตั้งข้อสังเกตด้วย ลูกสาวที่เคยฟังคำสั่งมาั้แ่วันแรกจึงบอกแถมอีกเื่
“ข้อสุดท้าย ไม่ได้เขียนไว้ เหมือนน้าวนัสจะบอก... บอกว่า...”
เกริกไกรช่วยขยายความ “วนัสเขาบอกจากคำพูดพี่สานิตย์อีกทีนะ ให้หาสามีที่ดี ๆ ให้ลอริสซะ เมื่อน้องอายุสักสิบแปดหรือยี่สิบแล้ว น้องจะได้สัญชาติไทยและอยู่ไทยได้ถาวร”
สุรีย์รัตน์เริ่มฉงนใจผ่านสีหน้า “แปลว่าลี้ภัย ก็มีเวลาจำกัดสินะคะ เหมือนเคยได้ยิน ลี้ภัยได้ระยะหนึ่ง ต้องหาประเทศอื่นอยู่ต่อ แต่สารวัตรบอก ถ้าให้เรียนอย่างฐานะนักเรียนจากต่างประเทศ จะอยู่ได้ยาวนานขึ้น”
“พี่สานิตย์เลยแนะนำว่า เป็นักเรียนเรียนภาษาไทย จะเหมาะที่สุดเลย”
“ไว้น้องหายดี หนูจะค่อย ๆ สอนภาษาไทยดีไหมคะ”
“ก็ดีนะ ลูกก็เป็ครูให้น้องเลยนะ” พ่อช่วยพูดส่งเสริม
“แต่... หนูอยากรู้จัง ถ้า... ลอริสเติบโตเป็ผู้ใหญ่ อายุยี่สิบแล้ว ใครจะเป็สามีให้น้องนะ” สุรีย์รัตน์เริ่มมองเหม่อนึกวาดฝัน “คนที่เป็สามีคงโชคดีมากเลย ได้ภรรยาที่สวย แต่งตัวน่ารัก จิตใจอ่อนโยนสุด ๆ”
“ใช่ เป็สามีที่โชคดีที่สุดในโลกแน่นอน” เกริกไกรถอนใจยาวพลางนึกถึงวันที่ลอริสรู้ความจริง “คำสั่งแผ่นนี้ สานิตย์เขาเก็บตัวจริงไว้แนบกับสำเนาพาสปอร์ต ส่วนเราเก็บพาสปอร์ตตัวจริงแต่เก็บสำเนาคำสั่ง ตอนพี่สานิตย์กับวนัสจะกลับ บอกจะขอพาสปอร์ตไปเลยแล้วมาคืนวันหลัง แต่...”
“หนูกลัวพาสปอร์ตหาย” สุรีย์รัตน์ขอพูดจากนี้แทนพ่อ “เลยขอร้องให้น้าวนัสไปถ่ายเอกสารแถวร้านนอกซอยเราดีกว่าแล้วขับรถกลับมาส่งคืน ตอนนั้นรู้ว่าลอริสบอบช้ำมาก ไม่อยากให้น้องสูญเสียอะไรอีกแล้ว สารวัตรกับน้าวนัสก็เหมือนจะรู้ตัวว่าทำเกินไป เลยเชื่อที่หนูขอร้อง”
“ยังมีเอกสารในซองอีกนะ ยังไม่กล้าเปิดดูกัน ไว้รอให้ลอริสหายเศร้าแล้ว จะให้วนัสช่วยบอกทีละอย่างว่าคืออะไร ต้องให้ลอริสอยู่ดูด้วย คงมีแต่ภาษารัสเซีย”
พ่อเพิ่งระลึกถึงอีกสารพัดสิ่งของลอริส เปรียบดั่งปริศนามากมายที่ยังไม่ควรแตะต้อง ลูกสาวก็เริ่มเห็นดีเห็นงาม
“นั่นสิคะ เราจะขอดูอะไรของลอริสก็ให้น้องรับรู้ด้วยดีกว่า แบบนี้ถือว่าบริสุทธิ์ใจต่อกันนะคะ”
เกริกไกรก้มงุดหมองหม่นชั่วครู่ ไม่ช้าจึงค่อยเมียงมองภายในห้องกระจก ห้องที่หญิงสาวชุดขาวนั่งก้มหน้าบนโซฟา แลเห็นรูปถ่ายครอบครัวยังอยู่บนมือประคอง สุรีย์รัตน์มองสีหน้าพ่อกลับรู้สึกห่วงใยไม่ต่างจากลอริส ทั้งที่ตนก็ไม่อาจกลบเกลื่อนอาการซึมเซาเศร้าสร้อยบนใบหน้าได้เลย
ลูกสาวจึงถามไถ่ถึงความในใจ “สงสารลอริส ใช่ไหมคะพ่อ”
“สงสารจับหัวใจเลยล่ะลูก...” เกริกไกรบรรจงคำเศร้าซึ้งเท่าที่นึกได้
“หนูเป็ห่วงพ่อนะคะ กลัวพ่อจะเศร้า...”
“แต่ลูกก็ซึมเซานะ พ่อดูออก”
พอรับรู้ว่าพ่อลูกต่างก็ห่วงใยกัน สุรีย์รัตน์จึงยิ้มแม้ระคนรอยหมองหม่น “นั่นสิคะ หนูยังเศร้าอยู่เลย แต่ก็ห่วงพ่อเหมือนที่ห่วงลอริสนะคะ”
“ได้กอดลอริสไหม...” เกริกไกรเอ่ยเสียงเอื่อยเจือเศร้า
“กอดค่ะ หนูกอดทุกเช้าและก่อนนอนเลย” ลูกสาวพรรณนาจากใจเปี่ยมความหวัง “เมื่อคืนกอดแต่น้องยังสะอื้นอยู่เลย น่าเห็นใจมาก พอตอนตื่นเช้าวันนี้ก็ได้กอดอีก แต่น้องไม่ร้องไห้แล้ว มีแต่ซึม ๆ เศร้า ๆ ั้แ่เช้าวันนี้น้องเหมือนหยุดร้องไห้สะอื้นแล้ว เหลือแค่ยังมีน้ำตาคลอ ๆ”
“ให้เวลาเยียวยาจิตใจลอริสนะ... ไม่นานคงคลายหมองเศร้าได้เองนะ” พ่อเงยหน้ามองเหม่อรำลึกวันวาน “เหมือนที่พ่อกับน้ำสูญเสียแม่ภาไป ก็ผ่านจุดนั้นมาได้ แล้วเราก็ดำเนินชีวิตต่อไป”
นาน ๆ ทีสองพ่อลูกจะได้แลกเปลี่ยนความอาลัยอาวรณ์ต่อกัน ่เวลาหนึ่งที่เคยมีภรรยา 'สุภาวดี' และเป็แม่ผู้ให้กำเนิดสุรีย์รัตน์
“จริงด้วยค่ะ สามปีแล้ว... ผ่านจุดนั้นมาได้ แม้ยากลำบากทำใจนะคะ... เอ๊ะ...” สุรีย์รัตน์พลันผินหน้ามองตามเสียงที่ย่างใกล้ เหมือนว่ามีคนคุ้นหน้าเข้ามาในบ้าน “อ้าว... น้าไหวมาเยี่ยมค่ะพ่อ... มีถุงมาด้วย สงสัยจะเป็ชุด...”
เกริกไกรสบตามองพลันขานทัก “เดินยิ้มมาเลย มีข่าวดีแน่ ๆ เลย”
“มีชุดใหม่มาให้น่ะค่ะ เสร็จแล้ว ลองดูสิ” คนเยือนยิ้มแป้นอยากอวดงานฝีมือ
เ้าของบ้านเริ่มประหลาดใจ “ไวจริงเลย น้องไหว เมื่อเช้าวันก่อนให้สลวยไปซื้อผ้าที่พาหุรัดนี่นา ได้ผ้าแล้วตัดเย็บเลยหรอนี่”
คนตัดชุดดูท่าจะติดอกติดใจตื่นเต้นไม่สร่าง
“อยากตัดใจจะขาดค่ะพี่เกริก ชุดมันน่ารักมาก ๆ”
“น้าไหวเลือกผ้าเก่ง ตัดก็เก่ง” สุรีย์รัตน์ยิ้มแย้มชมเชยไม่ห่าง
หญิงร่างท้วมเริ่มไขกระจ่าง ขอเล่าเื้ัจนหมดเปลือก “เ้าเพื่อนสลวยมันก็เก่งนะคะ น้องเอาตัวอย่างผ้าให้มันไป แต่เป็สีชมพู บอกสลวย เอาสีขาว ขาวอมครีมนิด ๆ จะได้ดูต่างจากชุดฝรั่งตัวเดิม แล้วน้องก็บอกมันว่า เอาขาวแบบทึบ ๆ นุ่ม ๆ นะ แต่ไม่หนาเดี๋ยวใส่แล้วร้อน”
ทั้งพ่อทั้งลูกเพลิดเพลินผลัดกันเชยชม นาน ๆ ทีจะมีชุดงาม ๆ จากฝีมือญาติตนเองให้ดูเป็บุญตา
“สวยจังเลย เหมือนของจากรัสเซียมากเลยค่ะ”
“ตัดทีเดียวสามตัวเลย เก่งอ่า น้องไหว ทึ่งเลย”
“เย็บตะเข็บเนี้ยบดีด้วยนะคะ กระดุมที่อกของเดรสตัวใหญ่ก็สวย ทำแขนจั๊มก็น่ารักมาก” หลานสาวติดใจชมเชยไม่หยุด
“เสื้อตัวในก็มีนะ ดูสิ ใส่ลูกไม้ระบายที่ปลายแขนด้วย” คนตัดชุดอวดฝีมือสาธยายเพลิน “กางเกงขายาวก็มี ขาจั๊มทำโบผูกที่ปลายเหมือนของเดิมเป๊ะเลย เอวยืดก็มีสายผูกเป็โบสวยด้วยนะ”
สุรีย์รัตน์ก็ช่างสังเกต เพราะนิสัยชอบใส่ชุดนอนลายทางขากว้างตัวใหญ่มาตลอด “กางเกงเหมือนพองกว่าเดิม น้าขยายกว้างขึ้นหรอคะ”
หญิงร่างท้วมยิ้มแป้น “ใช่จ้า... น้าอยากให้พอง ๆ ขาพลิ้ว ๆ มากขึ้น น้องจะได้สบายตัวขึ้นอีก ดีไหมล่ะ”
“ดีเลยค่ะ ลอริสคงชอบแน่ ๆ สีขาวอมครีมทั้งตัว”
เมื่อลูกสาวอยากให้ตุ๊กตารัสเซียสวมใส่ชุดแทบใจจะขาด ฝ่ายพ่อก็ออกอาการไหวหวั่นอยากเห็นไปด้วย
“พี่ไม่เก่งเื่ชุดผู้หญิงนะ แต่ขอชมเลย สวยสุด ๆ เก่งอ่าน้องไหว”
“เกรงใจเื่ค่าตัด ไม่อยากรับเลยพี่เกริก” คนตัดชุดก็หวาดหวั่นจะเป็บุญคุณ ส่วนคนให้เงินก็ไม่อยากนับเป็บุญคุณใดเลย
“เอาน่า ให้ไปแล้ว ถือเป็น้ำใจ น้องไหวตั้งใจทำเพื่อลอริส พี่ดีใจจะแย่แล้ว ค่าผ้าก็ต้องจ่ายอยู่ดี ถ้าพี่ไม่ให้เลย น้องไหวก็จ่ายอยู่คนเดียว”
“ให้ลอริสดูเลยมั้ยคะ เผื่อน้องจะหายเศร้า” สุรีย์รัตน์หันไปถามพ่อก่อนที่จะได้ยินเสียงทุ้มนุ่ม “ได้สิ พ่อก็ลุ้น”
ส่วนคนตัดชุดยังรู้สึกใจหาย เมื่อครู่ยิ้มแป้นอยู่ดี ๆ กลายเป็ตาละห้อยสร้อยเศร้า “สงสารน้องฝรั่ง พี่เกริกเล่าให้ฟังแล้วที่น้องกำพร้า”
“ใช่ พี่สงสารมาก” เกริกไกรอยากปลอบด้วยผลงานสวย ๆ “หวังว่าชุดน่ารักตัวใหม่อาจทำให้น้องลอริสมีความสุขกว่าเดิมนะ อยากให้หายเศร้าเร็ว ๆ”
“ก็ต้องใช้เวลานะคะ เหมือนตอนหนูเสียแม่ ก็เศร้าเป็เดือนเลย ร้องไห้หลายวัน แต่ความเศร้านี่อยู่กับหนูยาวนาน ถึงแม้ไม่ร้องไห้แล้ว” สุรีย์รัตน์พรรณนาเปรียบห้วงทรงจำเมื่อสามปีก่อน
“พี่ภา จากไป น้องก็คิดถึง” หญิงร่างท้วมเล่าหวนความหลังบ้าง “เห็นพี่เกริกเศร้านานเป็เดือนเหมือนกัน เสียดาย อุตส่าห์สู้ชีวิตด้วยกันมา”
“เฮ้อ... ชีวิตเนอะ” เกริกไกรก้มหน้าหม่นเฉาพลางทอดถอนใจ
“อย่าเศร้าเลยค่ะ มาดูนี่กันดีกว่า มีกิ๊บโบผ้าขาวด้วย ทำสามอันเลย... เหมือนของเดิมมาก ๆ โบปีกซ้อนสองชั้น มีลูกไม้เป็สายเล็ก ๆ สองสายห้อยเพิ่มด้วย สุดยอดเลยน้าไหว” สุรีย์รัตน์สาธยายชมเชยยกใหญ่
“น้องไหวนี่เสกชุดได้เลยหรือไงนะ เก่งจัง” ชายวัยสี่สิบเริ่มคลายหม่นหมอง ทั้งชมเชยทั้งใส่มุกจนหญิงร่างท้วมยิ้มแก้มปริ
“อย่าชมมาก เขินค่ะ ก็... อยากให้น้องฝรั่งใส่นี่คะ เลยทำให้ดีที่สุด ให้น้องสวยน่ารักที่สุดเลยค่ะ”
สุรีย์รัตน์แย้มบาง ๆ ระคนตื่นเต้นระหว่างเดินเข้าห้องกระจก สองมือหอบชุดขาวทุกตัวจนพองฟูไปหมด เกริกไกรและน้าไสวก็เดินยิ้มระรื่นตามเข้ามา ลุ้นกันใหญ่ว่าลอริสจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็น
แรกพบจากสายตาพี่เลี้ยงยังเป็ภาพที่คุ้นเคย หญิงสาวตุ๊กตาผมสีน้ำตาลนั่งสงบบนโซฟายาว แทบตลอดเวลาเอาแต่ก้มหน้าดูหงอยเหงาซึมเซา สองมือคอยประคองรูปถ่ายครอบครัวแนบตัก
“ลอริส... แหม่ม...” พี่เลี้ยงนั่งลงข้าง ๆ ส่งเสียงหวานขานเรียก “มีชุดใหม่มาให้นะ...”
คำหวาน ๆ ภาษาไทยฟังเรียบง่าย แม้คนพูดรู้แก่ใจว่าลอริสคงแปลไม่ออก หวังแต่เพียงอยากให้สาวฝรั่งผู้นี้ไม่อ้างว้างเดียวดาย หรืออย่างน้อยก็ขอให้คลายเศร้าซึมลงบ้าง ชุดพอง ๆ ฟู ๆ ขาวครีมละมุนอาจช่วยให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“เล็ทส์ ซี นิว เดรส...” เกริกไกรช่วยพูดอังกฤษเผื่อสื่อสารง่ายขึ้น
ไม่กี่อึดใจจึงได้ยินเสียงพูดแสนไพเราะ
“ด๊า...” เสียงตอบรับอันคุ้นเคยจากสาวรัสเซีย แม้เป็คำสั้นแต่ก็พอโล่งใจได้บ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่าลอริสยังอยู่กับปัจจุบันแม้ลืมภาพอดีตไม่ลง ยังรู้สึกถึงครอบครัวคนไทยที่ช่วยกันดูแลเหมือนให้ชีวิตใหม่
สายตาซื่อ ๆ ระคนแววเศร้าสร้อยคอยสบมอง ยื่นเอื้อมรับชุดขาวทั้งหมดจากมือผ่องของพี่เลี้ยง ยามนี้บนมือบนตักสาวรัสเซียดูพองฟูนุ่มนิ่มไปหมด ชุดขาวผ่องที่สวมอยู่ผสมกับชุดขาวครีมตัวใหม่กองวางบนตัก มองแล้วช่างน่ารักเกินพรรณนา
ลอริสหยิบดูชุดขาวทีละตัวอย่างใคร่ครวญ สีหน้าเริ่มคลายหมองหม่นลงจนทุกคนรู้สึก สารพัดห่วงกังวลต่อหญิงกำพร้าค่อยเจื่อนจาง
“ชี เมด ดีส ฟอร์ ยู” สุรีย์รัตน์ผายมือไปทางน้าไสวที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ด้านหลัง พยายามสื่อสารถึงความตั้งใจทุ่มเทจากผู้ตัดเย็บ
ลอริสสบมองตาคู่งามต่อหญิงร่างท้วม แววตาสีครามหม่นช่างอ่อนโยนจนอีกฝ่ายพลันไหวหวั่น เอื้อนวาจารัสเซียแสนไพเราะดุจเป็รางวัล
“สปาซิบะ... คัค คราซิวา / Спасибо... Как красиво (ขอบคุณนะ... สวยจังเลย)”
“แปลว่าอะไรอ่า...” หญิงร่างท้วมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลางหันไปมองสองพ่อลูกที่เริ่มกลายเป็นักเรียนหัดเรียนภาษารัสเซีย
-ยังไม่จบตอน-
