หยางเฉินมองดูโทรศัพท์ของเขาครั้งหนึ่ง เขาพบว่ามันมีเบอร์แปลกๆ กำลังโทรเข้ามา เขาจึงกดปุ่มรับสายในทันที
“เจ้าคือหยางเฉิน?” ตรงข้ามสายเป็นเสียงผู้หญิงที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
หยางเฉินลูบหัวตัวเองพลางคิดในเวลาสั้นๆ เขาค่อยๆ ดึงความทรงจำทั้งหลายแหล่ออกมาว่า เคยได้ยินเสียผู้หญิงคนนี้ที่ไหน ในที่สุดก็รู้ว่าเธอคืออาจารย์หยุนเหมี่ยว!
ในเรื่องของน้องสาวของซ่งเทียนฉิง หยางเฉินไม่ต้องการจะไปยุ่งเกี่ยวหรือใกล้ชิดเธอให้มากขึ้น ถึงแม้ว่าซ่งเทียนฉิงนั้นนับได้ว่าเป็นอาจารย์เขาครึ่งหนึ่งและเป็นผู้ที่เคยช่วยเหลือเขาในยามลำบาก แต่หยางเฉินก็ไม่เคยคิดที่จะติดต่ออาจารย์หยุนเหมี่ยวที่เป็นน้องสาวของซ่งเทียนฉิงแม้แต่น้อย
เขาไม่คิดว่านอกจากเธอจะไม่หยุดราวีเขา เธอยังโทรศัพท์มาหาเขาด้วยนั่นทำให้หยางเฉินรู้สึกประหลาดใจและรู้สึกถูกคุกคามชีวิตส่วนตัวในเวลาเดียวกัน
“อาจารย์หยุนเหมี่ยว ผมไม่คิดเลยว่าเราจะมีโอกาสได้คุยกันอีกครั้ง” หยางเฉินพูดขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน
“หึ” อาจารย์หยุนเหมี่ยวเค้นเสียงเย็นชาออกมา “หยางเฉิน ข้าเป็นน้องสาวของพี่ใหญ่ซ่งที่เป็นอาจารย์ของเจ้า แค่คิดข้าก็สามารถติดต่อเจ้าได้ง่ายราวพลิกฝ่ามือ!”
“อาจารย์หยุนเหมี่ยวครับ ถึงผมจะเป็นลูกศิษย์ของพี่ใหญ่คุณก็จริง แต่ผมก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของหุบเขาผู้ฝึกยุทธ์ของคุณ ผมเคารพพี่ชายคุณเหมือนกับอาจารย์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องติดต่อกับคุณอีกเป็นครั้งที่สอง” หยางเฉินกล่าว
“เจ้าสามารถฝึกวิชาบ่มเพาะจิตกำเนิดชีพจนอยู่ในระดับสูงได้นั้น เท่ากับว่าเจ้าได้รับสืบทอดวิชามาจากหุบเขาผู้ฝึกยุทธ์ปรมาจารย์ฉู่ซานแล้ว อีกทั้งยังแทบจะมีฐานะเทียบได้กับศิษย์สืบทอด เจ้าไม่คิดจะสร้างความสัมพันธ์กับเราจริงๆ หรือ?”
ถึงเธอจะเป็นน้องสาวของซ่งเทียนฉิงก็จริง แต่เธอก็เป็นภรรยาของหลินจื้อกั๋วด้วย หลังจากเหตุการณ์ชิงศิลาเทพเจ้านั้น ก็ทำให้หยางเฉินรู้สึกเกลียดชายคนนั้นมากขึ้น ถึงแม้ว่าแม่ชีนางนี้จะไม่ได้รู้ถึงสิ่งที่หลินจื้อกั๋วทำก็ตาม แต่เขาก็ยังรู้สึกอคติกับคนพวกนี้อยู่ดี โชคดีที่ในใจเขายังระลึกถึงบุญคุณพี่ชายของเธออยู่บ้าง เขาจึงไม่อาจฆ่าเธอได้
“อาจารย์หยุนเหมี่ยวครับ ผมนึกว่ากลุ่มกองพลน้อยเหยียนหวงจะยุ่งอยู่กับเหล่าจินนินนั่นเสียอีก ผมไม่คิดเลยว่าคุณจะว่างมาคุยโทรศัพท์กับผมได้”
“หึ!” อาจารย์หยุนเหมี่ยวเค้นเสียง “ข้าไม่สนใจการเคลื่อนไหวของกำลังพลพวกนั้น พวกเราสามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกับกองทัพหรือพวกรัฐบาลได้ อีกอย่างข้าไม่อยากเห็นหน้าหลินจื้อกั๋ว และที่โทรมาวันนี้ก็เพราะว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า”
หยางเฉินสับสน “เรื่องสำคัญ?”
“ข้าบอกเจ้าไปก่อนหน้านี้แล้วว่าข้าจะให้ฮุ่ยหลินเป็นภรรยาเจ้า!”
หยางเฉินครุ่นคิดในใจเล็กน้อยก่อนจะจำได้ว่าฮุ่ยหลินคือแม่ชีน้อยขี้อายคนนั้น เธอมีความเรียบง่ายและงดงามในเวลาเดียวกัน ทำให้มันเป็นเสน่ห์ของสาวบริสุทธิ์ไร้มลทินที่หาไม่ได้จากผู้อื่น
“อาจารย์หยุนเหมี่ยวครับ ผมคิดว่าการที่คุณจะให้ฮุ่ยหลินมาเป็นภรรยารองของผมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ทำไมคุณไม่คิดถึงชีวิตเธอหลังจากที่มาเป็นภรรยาของผมบ้าง? ความสุขของเด็กสาวในชีวิตแต่งงานไม่ใช่เรื่องตลกนะครับ” หยางเฉินเอ่ยเตือนเธอ
“หลานสาวของข้าต้องไม่ถูกทำร้ายจิตใจ! ข้าเลือกดีแล้ว อย่าได้โต้แย้งผู้อาวุโสผู้นี้!”
หยางเฉินหัวเราะอยู่ในใจ เขารู้สึกไม่ผิดจริงๆ ว่าแม่ชีนางนี้นิยมการคลุมถุงชนเป็นอย่างมาก
“แค่ก แค่ก...” หยางเฉินกระแอมไอ “อาจารย์หยุนเหมี่ยว คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าผมอาจจะปฏิบัติกับเธอไม่ดีก็ได้นะ”
“ทำไมเจ้าไม่ยอมรับนาง? เจ้าคิดว่าฮุ่ยหลินด้อยกว่าหลินรั่วซี?!” เสียงอาจารย์หยุนเหมี่ยวสั่นเครือไปด้วยความโกรธ
“เมื่อพูดออกไปแล้วไม่อาจคืนคำได้ เช่นเดียวกับการแต่งงาน ตั้งแต่ที่ผมเป็นสามีของหลินรั่วซีผมก็พยายามที่จะเป็นสามีที่ดีให้กับเธอ ผมคงไม่ต้องบอกคุณหรอกนะว่าการรับฮุ่ยหลินเข้ามาเป็นภรรยาอีกคนจะเกิดอะไรขึ้นมากน้อยขนาดไหน อีกอย่างผมเองก็ไม่ได้รู้จักฮุ่ยหลินดี และฮุ่ยหลินก็ไม่รู้จักตัวตนจริงๆ ของผมเช่นกัน คุณคิดว่าพวกเราสามารถไปกันได้ ด้วยการคลุมถุงชนโง่ๆ นี่จริงๆ เหรอครับ?” หยางเฉินเอ่ยปากถาม
หยุนเหมี่ยวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“แล้วหลินรั่วซีรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้าหรือไม่ เธอไม่รู้! เจ้าไม่กล้าที่จะบอกความจริงเธอด้วยซ้ำ แตกต่างจากฮุ่ยหลินหลานข้า นางรู้ถึงตัวตนจริงๆของเจ้าและนางก็สามารถยอมรับเจ้าได้แน่นอนโดยที่เจ้าไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“หมายความว่าแม่ชีแห่งกองพลน้อยเหยียนหวงที่ยึดมั่นในคำสาบานยามแต่งงาน กลับยอมแหกกฎก้มหน้าก้มตารับผู้ที่แข็งแกร่งมาเป็นสามีจริงๆ?” หยางเฉินขมวดคิ้ว
อาจารย์หยุนเหมี่ยวกล่าวพร้อมทั้งยิ้มออกมา “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้คนเหล่านั้น มันเป็นการตัดสินใจของข้าเอง อย่างน้อยหลานข้าก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนางเช่นกัน”
“ผมและฮุ่ยหลินไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อกันจริงๆ ยิ่งให้เธอมาคั่นกลางระหว่างผมและรั่วซีด้วย คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องดีจริงๆ?”
“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเจ้ากับหลินรั่วซียังไม่ได้จัดงานแต่งกันจริงๆ?” อาจารย์หยุนเหมี่ยวเถียงขึ้น
“ถ้าผมปฏิเสธล่ะ คุณจะว่ายังไง?” หยางเฉินถาม
อาจารย์หยุนเหมี่ยวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ดี ถ้าเจ้าตอบคำถามข้าต่อไปนี้ว่าใช่ ข้าจะไม่พูดเรื่องการแต่งงานของเจ้ากับฮุ่ยหลินอีกต่อไป”
“ว่ามาครับ” หยางเฉินเอ่ยเสียงหนักแน่น
“เจ้าเชื่อจริงๆ เหรอว่าหลินรั่วซีรักเจ้าจริงๆ?”
หลินรั่วซีรักเขาจริงหรือไม่?!
คำถามที่ไม่คาดคิดถูกถามขึ้นมาอย่างฉับพลัน จนหยางเฉินไม่สามารถหาคำตอบได้
“ถ้าเจ้ากล้าบอกว่านางรักเจ้า ข้าก็จะไม่รั้งเจ้าเอาไว้อีกต่อไป”
ขณะที่นางพูด ภาพต่างๆ ในอดีตระหว่างเขากับหลินรั่วซี ก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ จนเขาจมเข้าไปในความคิดเหล่านั้น
“นายคิดเหรอว่าฉันอยากจะแต่งงานกับนายจริงๆ!?”
“ถ้านายเป็นสามีฉันไปตลอดสามปีนี้ และช่วยให้ฉันจัดการบริษัทได้ไม่บกพร่อง ฉันจะให้ค่าจ้างนายตามเท่าที่ต้องการ...”
“ถ้าฉันบอกคนอื่นว่านายเป็นสามีของฉันแล้วล่ะก็ ฉันคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแน่”
“การที่นายได้แต่งงานกับฉันก็นับว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตแล้ว!!! ต่อให้ขายแพะย่างนั่นไปก็เทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว!”
“เรื่องของเราจะดำเนินไปแค่สามปีเท่านั้น หลังจากนั้นนายจะอยู่หรือไม่มันก็เรื่องของนาย”
“ฉันไม่ต้องการให้ตระกูลหลินต้องตกต่ำลงไปมากกว่านี้! ยิ่งฉันเห็นนายไร้ยางอายและหน้าด้านมากขนาดไหน ยิ่งทำให้ฉันอยากจะเร่งเวลาให้ครบๆ สามปีสักที!”
“โคลนเลนอย่างนาย ต่อให้ปั้นให้ตายก็เอามาทำผนังไม่ได้ ไสหัวไปเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีกแล้ว!”
หยางเฉินค่อนข้างสับสน เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี
อาจารย์หยุนเหมี่ยวค่อนข้างอารมณ์ดีเมื่อหยางเฉินเงียบไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
“ยังไงเรื่องนี้ฮุ่ยหลินไม่เกี่ยวข้องอยู่ดี” หยางเฉินถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าใจ
“ไม่เกี่ยวว่าเธอจะเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่เธอเป็นหลานรักของข้า ข้าจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับนางแน่นอน”
อาจารย์หยุนเหมี่ยวกล่าวเสียงดัง “เดือนหน้าข้าจะส่งฮุ่ยหลินไปที่จงไห่”
“อะไรนะ?!” หยางเฉินตกตะลึง
“เจ้าไม่ได้ฟังผิดไป เดือนหน้าข้าจะส่งฮุ่ยหลินไปที่จงไห่ และให้นางไปหาเจ้าเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโลกนี้ให้มากขึ้น ข้าอยากจะให้เจ้าเป็นคนแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับนางสักหน่อย อีกอย่างหนึ่ง อย่าได้คิดจะทำอะไรนางเกินควร ถ้าข้ารู้ล่ะก็ ข้าจะไปจัดการเจ้ายันบ้านหลินรั่วซีแน่นอน!”
หยางเฉินกำลังตกใจอย่างสิ้นเชิง อะไรนะ? ฮุ่ยหลินจะมาเดือนหน้า? นอกจากนี้ยายแท้ๆ ของเธอยังส่งเธอมาหาเขาโดยขู่ว่าไม่ให้ทำอะไรเกินเลยเธอ? แค่เรื่องระหว่างหลินรั่วซีและเฉียงเวยที่เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียใต้ดินเขาก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว
“มีอีกหลายอย่างที่ข้าอยากจะพูดแต่ตอนนี้คงไม่เหมาะ ไว้ครั้งหน้าข้าจะโทรมาใหม่ละกัน...”
“เดี๋ยว!”
โดยไม่รอให้หยางเฉินได้พูด เธอก็วางสายโทรศัพท์ไปเสียแล้ว
หยางเฉินโยนโทรศัพท์มือถือลงข้างๆ ด้วยความหดหู่ เมื่อความสุขของเขาจะหายไปในเดือนหน้า เมื่อแม่ชีน้อยฮุ่ยหลินจะมาหาเขาที่นี่ นั่นทำให้เขารู้สึกจนปัญญาไม่รู้จะแก้ไขยังไงดี
การโทรมาอย่างสายฟ้าแลบของอาจารย์หยุนเหมี่ยว ส่งผลให้หยางเฉินไม่สามารถนอนกลางวันได้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาจนนอนไม่หลับ หยางเฉินรู้สึกไม่อยากนอนอีกต่อไป เขาเดินลงมายังชั้นล่างเพื่อดูโทรทัศน์แก้เครียด ก่อนจะได้ยินเสียงป้าหวังเรียกให้เขามากินข้าวกลางวัน
เมื่อมาถึงชั้นล่างเขาเห็นหลินรั่วซีกำลังตักข้าวเข้าปากอยู่ เธอมองเขาอย่างระมัดระวังครั้งหนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้เบาๆ เล็กน้อย
หยางเฉินเดินไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงข้าม พลางจ้องตาเธออย่างไม่วางตา
หลินรั่วซีถูกหยางเฉินจ้องมองทำให้เธอรู้สึกอึดอัดขึ้นมา เธอขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะมองกลับไปที่หยางเฉินพลางเอ่ยขึ้นเบาๆ “กินข้าวสิ”
“รั่วซี พวกเราเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ใช่มั้ยครับ?” หยางเฉินถาม
ประกายความแปลกใจแวบขึ้นมาในดวงตาของหลินรั่วซี เธอทั้งดูกังวลและงงงวยกับคำพูดของหยางเฉินเป็นเวลานานจนไม่อาจตอบเขาได้ในทันที แต่ในที่สุดเธอก็อ้าปากตอบเขา
“มีอะไรหรือเปล่า?”
ในใจของหยางเฉินหดหู่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเธอตอบไม่ตรงคำถาม
“ผมแค่คิดว่าจะเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน ก่อนที่สัญญาหย่าร้างของเขาจะมาถึง”
หลินรั่วซีตักข้าวขึ้นมาค้างไว้ สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเซียวอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา
หยางเฉินส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะเดินไปตักข้าวใส่จานตัวเอง
กับข้าวทั้งหลายเข้าสู่ปากของเขา แต่หยางเฉินกลับไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าพวกมันรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง...