ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 4
“ข้า...ต้องไปเป็ขันที อย่างนั้นเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิตอนแรกนายท่านกับฮูหยินจะให้ท่านเป็นางกำนัลแต่ด้วยรูปร่างของท่านสูงใหญ่ผิดกับสตรีคนอื่น น้ำเสียงก็ทุ่มต่ำอีกทั้งท่านอยู่กับพวกผู้ชายมากไปหน่อย กิริยามารยาทแบบสตรีจึงหามีไม่แล้วจะให้ตอนพวกผู้ชายเป็ขันทีตอนนี้ก็ยิ่งเป็ไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็ต้องให้ท่านปลอมตัวเป็ขันทีติดตามคุณหนูเข้าวังอย่างไรเล่าเื่นี้เป็ความลับสุดยอดเลยนะ มีแค่ไม่กี่คนที่รู้หากรั่วไหลไปถึงหูคนในราชสำนักเข้ามีหวังพวกเราได้หัวหลุดจากบ่าโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงเป็แน่
พี่หลิว?หรือว่าสติของท่านยังกลับมาไม่ครบถ้วนอย่างนั้นหรือ ท่านลืมเื่อื่นได้แต่ท่านจะลืมเื่ที่ตัวเองต้องไปเป็ขันทีติดตามคุณหนูลี่หลินเข้าวังไม่ได้นะ!”
“ก็...ก็แล้วทำไมไม่ส่งสาวใช้คนอื่นติดตามคุณหนูไปล่ะที่ตึกใหญ่ข้าเห็นมีสาวใช้ท่าทางเรียบร้อยตั้งหลายคน”
เยี่ยเอ๋อร์ขยับเข้ามาใกล้ๆทำท่ากระซิบกระซาบมากกว่าเดิม
“พี่หลิว...ท่านก็รู้เหตุผลดีอยู่แล้วมิใช่หรือ”
ไม่รู้! ไม่รู้โว้ย! ถ้ารู้แล้วจะถามทำไมยะ!
“โอ๊ย! วันนี้ข้าพูดมากเกินไปแล้ว เดี๋ยวหัวจะหลุดจากบ่าไม่รู้ตัวใช้ไม่ได้เลยข้าเนี่ย! นี่แหนะๆ”
กำลังจะหันกลับไปถามเยี่ยเอ๋อร์อีกครั้งแต่นางกำลังตบปากตัวเอง เพียะ! เพียะ! พร้อมกับบ่นด่าตัวเองว่าปากมากเกินไปแล้วเห็นเช่นนั้นแล้วจะให้บังคับถามนางได้อย่างไร
โอย...นิยายข้ามภพข้ามชาติเื่อื่นพอเข้ามาอยู่ร่างใหม่ ความทรงจำเ้าของร่างก็แล่นปรู๊ดเข้ามาเลยมิใช่หรือชีวิตที่ดำเนินต่อไปก็แสนวิเศษง่ายดายประหนึ่งมีแต้มต่อเพราะรู้ข้อสอบล่วงหน้า
แต่สำหรับอาหลิวคนใหม่ความทรงจำของอาหลิวคนก่อนนั้นไม่มีหลงเหลืออยู่เลย อีกทั้งต้องไปเกี่ยวข้องกับภารกิจลับที่แสนจะแปลกประหลาด
ร่างกายเป็ก็หญิงแต่ไฉนจึงต้องปลอมตัวเป็ขันทีให้ยุ่งยากซับซ้อนจะให้เป็กำนัลแต่งตัวสวยๆสักหน่อยก็ไม่ได้แถมยังมีเหตุผลปริศนาที่ยังไม่กระจ่างอีกด้วยขอแบบเฉลยเลยเหมือนนิยายเื่อื่นไม่ได้หรือไง!
“พี่หลิว...พี่หลิวท่านเป็อะไรไป”
อาหลิวต้องดึงสติกลับมาเพราะเยี่ยเอ๋อร์เรียกอยู่หลายครั้งนางเห็นใจอาหลิวไม่น้อย จึงพยายามหาวิธีช่วยปลอบใจอาหลิวให้รู้สึกดีขึ้น
“พี่หลิวอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะในวังหลวงอาจมีอะไรดีๆที่ที่นี่ไม่มีก็เป็ได้ มาเถิด!อย่าได้วิตกไปก่อนเลย ขั้นตอนประทินโฉมของวันนี้ยังไม่จบเรารีบกลับไปที่เรือนนอนกันเถอะ”
เยี่ยเอ๋อร์ทำตัวร่าเริงเพื่อให้อาหลิวสบายใจพอกลับมาถึงเรือนนอนนางก็เริ่มต้นขั้นตอนการนวดหน้าและมาร์คหน้าคืนนี้ใช้ผ้าขาวบางเปียกน้ำที่ตัดเป็รูปหน้าคนเว้นจมูก ตา และปากมาวางแปะไว้ที่หน้าของอาหลิว ก่อนจะทาครีมสีชมพูเนื้อละเอียดลงไปจนทั่วปิดทับด้วยกากใบชาและผ้าขาวบางอีกชั้นหนึ่ง นางว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมารับรองสิวหายเกลี้ยง
ระหว่างที่รอให้มาร์คแห้งเยี่ยเอ๋อร์ก็ส่งแปะก๊วยต้มกับเห็ดหูหนูขาวใส่น้ำตาลกรวดให้กินพอได้กินของหวานๆแล้วก็ทำให้อาหลิวรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย
“ป้าฮุ่ยเคยพูดให้ข้าฟังเมื่อนานมาแล้วว่าชีวิตคนเราน่ะส่วนหนึ่งเกิดจากชะตาฟ้าลิขิตอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากตัวเราเป็ผู้ลิขิตเอง ทั้งสองอย่างนี้กำหนดชีวิตของเรา มีทั้งที่บังคับได้และมีทั้งที่มิอาจฝืนแต่ป้าฮุ่ยบอกว่าอย่างไรเสียเมื่อเกิดมาแล้ว จะดีจะเลวก็มิอาจรู้อนาคตเพียงแต่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น
ข้าฟังแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอย่างการเกิดมาเป็เด็กกำพร้าซึ่งเป็สิ่งที่มิอาจเลือกแต่ต่อไปข้าก็อยากจะกำหนดชีวิตของตัวเองได้บ้างท่านก็เช่นกัน...ภารกิจครั้งนี้ยากที่จะหลีกเลี่ยง แต่ข้ามั่นใจว่าในภายภาคหน้า ท่านจะต้องมีโอกาสได้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองอย่างแน่นอน”
เยี่ยร์เอ๋อกินแปะก๊วยหมดถ้วยก็ขอตัวไปนอนก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าขึ้นมาทำงาน ทิ้งอาหลิวที่ต้องรอให้มาร์คแห้งสนิทไว้ที่ห้องโถงเพียงลำพัง
อาหลิวคิดว่าเยี่ยเอ๋อร์ช่างพูดจาเป็ผู้ใหญ่เกินอายุแต่สิ่งที่นางพูดออกมาก็ต้องทำให้ต้องฉุกคิด ด้วยนิสัยของิที่เป็ออแกไนส์เซอร์แม้จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งเพราะต้องเจออะไรที่ไม่คาดคิดอยู่เป็ประจำแต่นั่นก็ยังอยู่ในขอบเขตที่พอจะนึกออก
ทว่าแท้จริงแล้วิไม่ชอบอะไรที่คาดเดาไม่ได้สิ่งใดไม่รู้หรือไม่เคยพบเจอ ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็มักจะต้องหาข้อมูลเท่าที่ทำได้และวางแผนทุกอย่างให้รอบด้านรัดกุมมากที่สุดหากงานใดไม่มีกฎเกณฑ์ก็จะสร้างกฎเกณฑ์ขั้นตอนขึ้นมาใหม่ ิต้องเข้าใจงานอย่างทะลุปรุโปร่งและพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามแบบแผนที่วางไว้ให้มากที่สุดถึงจะรู้สึกสบายใจ
แต่กับชีวิตที่สองที่ไม่รู้อะไรเลยเหมือนกับว่าเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จักโดยไม่มีแผนที่ แม้แต่คำบอกเล่าก็ยังน้อยมากต้องไปคลำหาเส้นทางเอาข้างหน้าแทน ตอนแรกก็รู้สึกฮึกเหิมกับชีวิตที่สองดีอยู่หรอกแต่ตอนนี้เริ่มจะนอยด์ๆ
‘เมื่อเกิดมาแล้ว จะดีจะเลวก็มิอาจรู้อนาคตเพียงแต่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น’
ทำวันนี้ให้ดีที่สุดคติสุดคลาสสิคที่แสนเชย คิดอะไรไม่ออกก็ต้องนึกถึงคำพูดประโยคนี้ไว้ก่อน สำหรับอาหลิวนี่ไม่ได้สร้างความฮึกเหิมสักเท่าไหร่แถมยังให้ความรู้สึกของการต้องยอมรับชะตากรรมเพราะทำอะไรกับมันไม่ได้อีกด้วย
แต่ก็นะ...แม้จะเป็คนที่กลัวสิ่งที่คาดเดาไม่ได้แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็คนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เช่นกัน ก็จะให้ทำอย่างไรได้จะแอบหนีไปอยู่ที่อื่นก็ใช่เื่ มีแต่ยิ่งมองไม่เห็นหนทางมากขึ้นไปอีกอย่างที่เยี่ยเอ๋อร์ว่า ในวังหลวงอาจมีอะไรดีๆรอเราอยู่ก็เป็ได้
เฮ้อ...แค่กินซาลาเปาแล้วดันติดคอตายได้ไปคุยกับยมทูตที่ดูดชานมไข่มุกไปด้วย แล้วได้กลับมาเกิดในโลกจีนย้อนยุค คงจะไม่มีอะไรพิสดารไปมากกว่านี้อีกแล้วล่ะมั้ง
พอคิดได้แบบนั้นอาหลิวก็รีบกินแปะก๊วยให้หมด ดับไฟในห้องโถง กลับเข้าห้องนอน จุดตะเกียงให้สว่างไสวแล้วเริ่มเปิดตำราที่ได้รับมา ค่อยๆไล่อ่านไล่ศึกษาไปที่ละหน้า
อ่า...เอาเป็ว่า...ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนก็แล้วกัน
“อาหลิว! อาหลิว!”
เช้านี้ก็ต้องตื่นด้วยเสียงกระโชกโฮกฮากจากลุงหวังอีกเช่นเคยจะเข้ามาปลุกทุกวันเลยมั้ยเนี่ย
“ลุงหวังมีอะไรเหรอ”
“เ้าทำอะไรกับหน้าของตัวเองอีกแล้ว!”
“ก็...ข้าเป็สิว”
“เป็สิว? ช่างเถอะๆตะวันโด่งป่านนี้เ้ายังไม่ตื่นอีกหรือ!หากต้องเข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้วทำตัวแบบนี้ถือว่าใช้ไม่ได้!”
“เมื่อคืนข้าอ่านตำราจนดึกดื่นเลย”
ลุงหวังปรายตามองไปที่กองหนังสือบนโต๊ะก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
“อืมแม้เ้าออกจะี้เีและชอบเที่ยวเล่น แต่หากต้องสอบเลื่อนขั้นหรือมีภารกิจเมื่อใดเ้าก็จะหมกมุ่นและทุ่มเทเสมอ เอาล่ะ...รีบออกไปกินข้าวเช้าเถิดตอนเที่ยงวันนี้นายท่านกับฮูหยินจะจัดงานเลี้ยงส่งคุณหนูเล็กกับเ้าที่ตึกใหญ่อย่าไปสาย เข้าใจหรือไม่”
เมื่อคืนอาหลิวคิดแล้วคิดอีกว่าจะทำอย่างไรให้รู้ข้อมูลของภารกิจปลอมตัวเป็ขันทีให้มากกว่านี้ง่ายที่สุดก็คือการถามจากลุงหวังนั่นเองเพียงแต่เข้าใจว่าข้อมูลรายละเอียดคงได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจเรียบร้อยก่อนที่อาหลิวคนก่อนจะสำลักซาลาเปากันหมดแล้ว
หากไปสอบถามอีกรอบคงได้ถูกดุแน่ๆอารมณ์คล้ายๆกับบรีฟงานเรียบร้อยแล้ว ตอนแรกบอกเข้าใจ สุดท้ายก็ยังมามาถามราวกับว่าที่เคยคุยกันไว้ละเหยหายไปหมดแต่ในเมื่อไม่มีทางเลือก ถูกลุงหวังดุนิดๆหน่อยๆก็ดีกว่าไปแบบไม่รู้อะไรเลย
“ข้าเข้าใจแล้วเอ่อ...ลุงหวัง คือข้าขอถาม...”
“พ่อบ้านหวัง! พ่อบ้านหวัง! ท่านอยู่ที่นี่หรือไม่!”
กำลังจะเอ่ยถามออกไปก็มีคนะโถามหาลุงหวังเสียก่อน
“พ่อบ้านหวัง! ที่โรงกระดาษน้ำท่วมอีกแล้ว!”
ดูท่าว่าลุงหวังเองก็อยากจะฟังอาหลิวถามต่อจนจบแต่ก็คงไม่ได้ เหมือนจะมีเื่ฉุกเฉินที่โรงกระดาษ ดังนั้นแล้วลุงหวังจึงสะบัดชายเสื้อรีบเดินออกไปช่วยไม่ได้ ไว้คืนนี้ค่อยถามอีกทีก็ได้
เมื่อคืนอ่านตำราจนดึกดื่นจบไปแค่สองเล่มเท่านั้น ตำรา ‘สี่คุณธรรม’ กับ ‘สามคล้อยตาม’อ่านแล้วไม่ใช่แค่น่าเบื่อ แต่ยังรู้สึกรำคาญเพราะรับรู้ได้ถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างบุรุษกับสตรีแบบเต็มๆ
แน่นอนว่าย่อมต้องวางกรอบให้สตรีประพฤติตัวดีมีคุณธรรมกิริยามารยาทงดงาม แต่ทุกอย่างมักจะอ้างอิงว่าต้องทำเพื่อผู้อื่นตลอด
โดยเฉพาะสามีทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำเพื่อสามีเท่านั้น แต่งตัวสวยก็เพื่อสามีกับสามีก็ต้องพูดจาให้ไพเราะ งานบ้านงานเรือน เื่บนเตียงอย่าให้ขาดตกบกพร่องอีกทั้งต้องเกรงอกเกรงใจญาติของสามีให้มาก กฎเกณฑ์ที่สามีตั้งไว้ต้องทำตามห้ามเถียง ห้ามแสดงความไม่พอใจ ห้ามทำอะไรเกินหน้าเกินตา ต้องนอบน้อมเคารพยำเกรงสามีประหนึ่งเป็เ้าชีวิต
การทำเพื่อผู้อื่นนั้นเป็เื่ดีแต่ตำราคู่มือแบบนี้เพียงแค่ให้สตรีทำตามคำสั่ง มิอาจมีความคิดเป็ของตนเองแม้กระทั่งความสุขของตนเองยังเป็แค่เื่เล็กน้อย ทำดีอะไรไว้ก็ต้องปิดทองหลังพระทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมเข้าไว้คือสิ่งดีงามถูกต้อง
อาหลิวอ่านแล้วรู้สึกเห็นใจสตรีในยุคนี้นักตำรานี้ต้องเขียนโดยผู้ชายที่บ้าอำนาจเป็แน่แต่ในชีวิตจริงจะเป็อย่างไรก็ยังไม่อาจตัดสินได้ไม่แน่ว่าความกลัวเมียที่แท้ทรูอาจจะมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยเพียงแต่คิดว่าทำไมไม่ทำคู่มือที่บอกว่าควรครองเรือนกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกันช่วยกันทำมาหากิน ก็น่าจะดีกว่ามั้ยนะ
เฮ้อ...แต่นี่ก็เป็ค่านิยมในยุคนี้ถึงอย่างไรก็ต้องรู้เอาไว้ จะได้เข้าใจบริบทของสังคมและความคิดอ่านของผู้คนทั่วไปได้รีบไปล้างหน้าแล้วไปกินข้าวดีกว่ายังมีตำราอีกสองเล่มที่ควรอ่านให้จบก่อนที่จะเข้าวัง
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน