ฉันเดินตามคิริวเข้ามาที่โถงกลางบ้านเห็นขี้เมาทั้งสามคนกำลังดื่อเหล้ากับกินต้มยำกุ้งอย่างเอร็ดอร่อยแถมไทม์ยังจะหากลองมาตีแล้วเลย์กับเติ้ลก็ร้องเพลงประกอบ เอาเข้าไปบันเทิงไปอีก
“อ้าวเธอ มาๆมากินข้าวดิ” เติ้ลกวักมือเรียก ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินลงไปนั่งที่พื้นข้างเติ้ล โซฟาก็ออกจะใหญ่จะนั่งที่พื้นทำไมกันพวกนี้
“ตกลงเธอชื่ออะไร” เลย์ทีีนั่งฝั่งตรงข้างฉันโดยมีโต๊ะวางกับข้าวคั่นอยู่ถามขึ้น
”ฉันเป็แม่บ้านจะอยากรู้ไปทำไม”
”โถ่เอ้ย คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าไอ้ริวมันแกล้งน่ะ“ ฉันหันไปมองคิริวที่นั่งอยู่ที่โซฟาด้านหลังของฉัน เขานั่งพิงโซฟายกแก้วเหล้ากระดกพร้อมๆกับเปิดทีวีดูบอลไปด้วย เสียงเพื่อนๆเขาร้องเพลงตีกลองดังขนาดนี้ดูรู้เื่ด้วยหรือไง คิริวก้มลงมาสบตากับฉันนิ่งแล้วก็หันไปมองทีวีต่อ ฉันเลยทำเป็ไม่สนใจแล้วตอบคำถามของเลย์ไปส่งๆ
“ลาน่า”
“ใช่ลาน่าเด็กทุนที่อยู่คณะศิลปศาสตร์ปะ”
“นายรู้จักฉันได้ไง” ฉันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ฉันว่าฉันก็ไม่ได้ลงกิจกรรมอะไรจนคนต้องรู้จักนะ
”โห ผู้ชายวิศวะพูดถึงเยอะจะตาย บอกว่าน่ารักหุ่นดีสเปคเลย ตอนแรกก็คิดว่าพวกมันพูดเว่อร์แต่ตอนนี้ไม่เถียง”
“เหอะ พวกนายนี่วันๆทำอะไรถามหน่อย”
“เห็นงี้พวกฉันก็สอบได้ท็อปไฟวฺะกันนะครับ โดยเฉพาะไอ้ริวแมร่งตอนเรียนก็เห็นหลับ เสือกได้คะแนนสอบเยอะสุดในคณะอีก ไอ้เวร” เลย์หันไปด่าคิริวด้วยความหงุดหงิดแล้วหันไปดื่มเหล้าของตัวเองต่อ
“อะไร” คิริวไม่ได้สนใจคำด่าของเลย์แต่หันมาส่งสายตาดุดันให้ฉันที่หันไปมองหน้าเขาอย่างเหลือเชื่อ หน้าอย่างเขาน่ะเหรอคะแนนสอบเยอะสุดในคณะ! บ้าบอมากอะ
”เปล่า“ ฉันหันมาตักข้าวกินแล้วดูบอลที่คิริวเปิดไปพรางๆ ตอนนี้ขี้เมาทั้งสามคนเลิกตีกลองร้องเพลงกันหมด พวกเขาขึ้นไปนั่งบนโซฟาแล้วเล่นเกมส์แข่งกัน ส่วนฉันก็นั่งพื้นกินข้าวเป็แจ๋วต่อไป
“เออ ว่าแต่มึงไปเอาลาน่ามาได้ไงวะ รู้จักกันมาก่อนเหรอ” เติ้ลเงยหน้าจากโทรศัพท์ที่กำลังเล่นเกมส์หันมาถามคิริวที่นั่งโซฟาอีกตัวข้างๆ
”ยุ่ง” คิริวตอบโดยที่ยังดูบอลอยู่ ถ้าเกิดเติ้ลลุกขึ้นมาต่อยเขาฉันจะไม่แปลกใจเลย
“เอ้า ไอ้ห่านี่ กูไม่อยากรู้ก็ได้วะ” เติ้ลหงุดหงิดเล็กน้อยแล้วก้มหน้าก้มตาเล่นเกมส์
ฉันกินข้าวเสร็จก็ลุกขึ้นเก็บจานที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งหมดล้างไปให้เรียบร้อย แล้วเดินกลับมาที่ห้องโถงเหมือนเดิม กำลังจะมองหาที่นั่งที่มันไม่ใกล้กับคิริวแต่ขี้เมาทั้งสามคนก็ไปออกันอีกฝั่ง นั่งสุมหัวกันเล่นเกมส์อยู่ จะเหลือก็แต่ข้างๆคิริวอีกด้านนี่ไง คิริวหันมามองหน้าฉันพร้อมกับส่งสายตาคล้ายกับบังคับให้ฉันนั่งลงตรงที่ว่างข้างเขา ฉันจิ้ปากเบาๆแล้วก็ต้องนั่งลงข้างเขาอย่างช่วยไม่ได้
พรึ่บ!
แขนแข็งแรงของคิริวพาดมาบนผนักพิงโซฟาด้านหลังฉันแล้วเขาก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มดูบอลอย่างสบายใจ ฉันชำเลืองมองคิริวด้านข้างแวบนึงก็หัดไปดูบอลในทีวีจอใหญ่ด้านหน้าต่อ
”คิริว เมื่อไรนายจะกลับบ้าน” ผ่านไปหลายนาทีจนฉันเริ่มง่วง นี่ฉันหาวหลายรอบแล้วนะ
“ยัง อยากตามมาเอง”
“แต่นี่มันจะตีสามแล้วนะ” ฉันหันไปขมวดคิ้วมุ่นใส่คิริว บอลก็จบไปแล้วนี่เขายังจะดูแข่งรถต่ออีกเหรอ!
“แล้วไง”
“ฉันง่วงแล้ว“
“แล้วไง” ฉันมองคิริวที่กำลังดูแข่งรถด้วยความหงุดหงิดที่เขากวนประสาทใส่
”เอาน่าๆ ไอ้ริวมันกลับเช้ามั้งวันนี้” ไทม์หันมาบอกฉัน พวกขี้เมาเลิกเล่นเกมส์กันไปตั้งนานแล้ว จากนั้นพวกเขาก็นั่งกินขนมดูแข่งรถกับคิริวต่อ ไม่ง่วงไม่หลับไม่นอนกันหรือไง ดื่มแต่เหล้าเดี๋ยวก็ตับแข็งตายก่อนหรอก
“เธอก็กินด้วยสิ เอ้า” เติ้ลยกแก้วเหล้ามาทางฉัน
“ไม่เอา”
“อะไรวะ อุตส่าห์มาแล้วก็กินด้วยกันหน่อย”
“ฉันง่วง” ฉันพูดแล้วถอนหายใจออกมาดังๆ
“งั้นเธอก็คุยกับไอ้ริวเองแล้วกัน แต่คนอย่างมันใครบอกก็ไม่ฟังง่ายๆหรอก” เติ้ลเอาแก้วเหล้าที่จะให้ฉันวางไว้ที่โต๊ะแล้วหันไปกินขนมดื่มเหล้าของตัวเองต่อ
“คิริว นายจะไม่กลับบ้านเหรอ”
“อือ”
“แต่ฉันมากับนายด้วยนะ”
”อยากมาเอง”
”นายจะทำแบบนี้ไม่ได้นะคิริว”
”พรุ่งนี้มีเรียนหรือไง” คิริวหันมาถามฉันบ้าง
”ไม่มีหรอก”
“ก็ไม่เห็นต้องรีบ” แล้วเขาก็ดูการแข่งรถต่อ
“แต่มันจะเช้าแล้ว” ฉันพูดเสียงขุ่นเคืองใส่เขาที่ดูไม่สนใจฉันทันที
”อือ”
“คิริว!”
”อะไรอีก”
”ฉันง่วง!”
“ก็นอนดิ จะมาบอกทำไม” ฉันถอนหายใจจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย ทำไมคิริวพูดยากชะมัด
“คิริว ฉัน..”
“ยังไม่กลับ” ฉันหันไปพูดกับเขายังไม่ทันจบเขาก็พูดแทรกขึ้นมาจนฉันหงุดหงิดแถมยังเริ่มโมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องทนพิงโซฟาดูแข่งรถกับเขาต่อไป ตาก็จะปิดอยู่แล้วถึงจะพยายามถ่างตาดูการแข่งรถต่อก็ไม่ค่อยจะไหว ง่วงก็ง่วง เขาเห็นใจฉันบ้างมั้ยเนี่ย ฉันอุตส่าห์ทำกับข้าวให้กินเลยนะ!