จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่นบนหน้าจอไอแพดปรากฏข้อความที่แทบจะเด้งออกมาในทันที [เป็นไปไม่ได้]
เสิ่นมู่หลานหลุดขำพรืดออกมา“นายไม่เชื่อใช่ไหมล่ะถ้าฉันไม่ได้เห็นกับตาตัวเองฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกันใครจะไปคิดว่าคนที่ชอบทำหน้าบูดบึ้งแบบนั้นจะ... ฮ่าๆๆ”
จี้ทิงมองท่าทางหัวเราะจนตัวโยนของอีกฝ่ายแล้วอดสงสัยไม่ได้[เสิ่นมู่หลานกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นเพื่อนกันจริงๆ เหรอ?]
เขานึกอะไรบางอย่างได้จึงเตรียมจะหันหน้าจอไอแพดในมือไปให้ดูแต่เสิ่นมู่หลานกลับตาไวเห็นข้อความนั้นเสียก่อน
“พวกเราน่ะไม่ใช่เพื่อนกันหรอก ตอนนี้ฉันเป็นเจ้าหนี้ของพี่ชายนายต่างหาก”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆคนที่ร่ำรวยระดับจี้เยี่ยนจื๋อเนี่ยนะจะกู้หนี้ยืมสินกับคนอื่น?
“หนี้เงินน่ะคืนง่าย แต่หนี้บุญคุณนี่สิสะสางยาก” เสิ่นมู่หลานคล้ายจะอ่านสีหน้าเขาออกจึงเลิกคิ้วให้
“พี่ชายฉันเป็นรองประธานคณะกรรมการฝ่ายการเมืองของกองพลที่ 65 นายฉลาดขนาดนี้ คงเดาได้ไม่ยากหรอกมั้งว่าเขาติดค้างเรื่องอะไรฉันไว้”
จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และไม่ได้หันหน้าจอไอแพดกลับไป
เสิ่นมู่หลานยิ้มบางๆพลางวางกล่องเก็บอุณหภูมิลงตรงหน้าเขา “ฉันน่ะไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายสองคนไปมีเรื่องอะไรกันมาแต่เห็นนายย้ายออกมาอยู่คนเดียวแบบนี้ ก็พอจะเดาได้บ้าง”
“จี้เยี่ยนจื๋อน่ะเป็นพวกปากร้ายขนาดที่ว่าถ้าเขาเป็นอันดับสองก็ไม่มีใครกล้าเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าเขาเกลียดนายจริงๆเขาจะไม่มีวันชายตามองนายแม้แต่นิดเดียวอย่าว่าแต่จะยอมลดตัวไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อนายเลย”
เขาพูดมายาวเหยียดแต่จี้ทิงกลับไม่มองหน้าและไม่พูดตอบ คล้ายกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
จี้ทิงมองจี้เยี่ยนจื๋อไม่ออกจริงๆแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ก่อนหน้านี้เพิ่งจะพ่นคำพูดร้ายกาจใส่จนหมดเปลือกแล้วไล่เขาออกจากตระกูลจี้แต่พอเขาเกิดเรื่อง จี้เยี่ยนจื๋อกลับไปไหว้วานขอความช่วยเหลือผ่านเส้นสายบ้างล่ะไปต่อยตีกับฉินไจ้เย่บ้างล่ะ
ถ้าไม่ใช่เพราะป่วยเป็นโรคทางจิตเวชคนคนนี้ก็คงใช้ชีวิตได้ย้อนแย้งเกินไปแล้ว...
จี้ทิงถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกสับสนเสิ่นมู่หลานหัวเราะเบาๆ “อายุน้อยแค่นี้จะถอนหายใจอะไรเยอะแยะถ้าอยากรู้ว่าพี่ชายนายคิดอะไรอยู่ ทำไมไม่ลองถามดูล่ะ?”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นหันหน้าจอที่ถืออยู่ไปหาอีกฝ่าย [เขาไม่มีวันบอกหรอกครับ]
จี้เยี่ยนจื๋อมักจะเอาแต่ใจตัวเองเสมออยากทำอะไรก็ไม่เคยอธิบายสักคำ ถามไปก็มีแต่จะทำให้เขาโมโหเปล่าๆ
“ถ้านายถามเขาอาจจะไม่บอก แต่ถ้าฉันเป็นคนถามมันก็เป็นอีกเรื่องน่ะสิ”เสิ่นมู่หลานยิ้มเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนคนกำลังวางแผนชั่วร้ายอยู่ในใจ
...
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
เสียงกระดิ่งที่ประตูร้านดังขึ้นจี้เยี่ยนจื๋อเดินหน้าถมึงทึงเข้ามาภายในเรือนไม้แห่งเมฆหมอก
“เสิ่นมู่หลาน ถ้านายไม่มีธุระสำคัญอะไรละก็...”
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกเสิ่นมู่หลานส่งเสียงขัดขึ้นมา“นายนี่นะ พูดจาแบบนี้กับเจ้าหนี้ได้ยังไงช่วยเปลี่ยนท่าทีหน่อยเถอะ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยเสิ่นมู่หลานจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “โธ่เอ๊ย!ก็แค่ตามมาลองชิมอาหารหน่อย นี่เป็นเมนูใหม่ที่ฉันเพิ่งคิดค้นเลยนะ นี่ไงๆหอยแมลงภู่หมักสาโท นายช่วยลองชิมรสชาติให้หน่อยสิ”
“อย่าเอาทักษะการทำอาหารของนายมาดูถูกคำว่าคิดค้นเลย” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเย็น
“งั้นนายจะมาถ่อมากินข้าวฝีมือฉันทำไมล่ะ?”
“ฉันกลัวนายไม่มีลูกค้าแล้วจะยากจนจนอดตายน่ะเลยตั้งใจมาเอาเงินมาประเคนให้ฟรีๆ”
เสิ่นมู่หลานหัวเราะฮึๆในใจนึกไปว่าจี้ทิงนี่ก็น่าสงสารเหมือนกันนะเนี่ย ที่ต้องมารองรับอารมณ์ปากร้ายๆแบบนี้ไปอีกหลายสิบปี
วันนี้จี้เยี่ยนจื๋อมีงานรัดตัวจริงๆหลายวันที่ผ่านมาเขาต้องเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลจนงานคั่งค้างไปหมดวันนี้จึงจำเป็นต้องสะสางให้เสร็จ
“อาหารน่ะไว้วันหลังฉันค่อยมาชิม ฉันจะกลับบริษัทแล้ว”
เมื่อเห็นเขาหันหลังตั้งท่าจะเดินจากไปเสิ่นมู่หลานก็รีบร้องเรียกทันที “เฮ้ เดี๋ยวสิ!ฉันยังมีเรื่องของจี้ทิงที่ยังไม่ได้พูดอีกนะ”
ฝีเท้าของจี้เยี่ยนจื๋อหยุดชะงักลงทันทีเขาเบือนหน้าหันกลับมามองเพียงครึ่งหน้า “พูดมา”
เสิ่นมู่หลานพยักพเยิดไปทางโต๊ะตรงหน้าสื่อความหมายว่าถ้าเขานั่งลงถึงจะยอมพูด
จี้เยี่ยนจื๋อเหมือนแมวที่ถูกหิ้วคอเขาจำต้องเดินกลับมานั่งลงด้วยใบหน้าบึ้งตึง
เสิ่นมู่หลานโน้มตัวลงบนเคาน์เตอร์ไม้“ก่อนจะพูดเรื่องนั้นนายบอกฉันมาก่อนว่าทำไมก่อนหน้านี้นายถึงไล่จี้ทิงออกจากบ้าน?”
จี้เยี่ยนจื๋อตวัดสายตามองค้อนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก“เกี่ยวอะไรกับนายกัน?”
“ถ้านายไม่บอก ฉันก็ไม่เล่าเหมือนกัน” พูดจบเสิ่นมู่หลานก็หยิบของประดับตกแต่งตรงหน้ามาเช็ดถูทำท่าเหมือนจะเชิญให้เขากลับไปได้เลย
บรรยากาศในร้านตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะเอ่ยออกมาเสียงต่ำ “ถ้าอยู่ที่บ้านหลังนั้นเขาจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ”
จี้ทิงที่แอบอยู่ในห้องชะงักไปริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย [ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็ตั้งใจไล่ฉันออกมาจริงๆ ด้วย]
ทันทีที่ได้ยินเสียงในใจร่างของจี้เยี่ยนจื๋อก็แข็งทื่อขึ้นมาทันควัน
จี้ทิงมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?!
เสิ่นมู่หลานย่อมไม่รู้ตัวว่าความลับแตกเสียแล้วเขาเอนกายพิงเคาน์เตอร์พลางพูดต่อ “พูดแบบนี้แสดงว่านายทำไปเพื่อ...”
เขายังพูดไม่ทันจบจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน
เสิ่นมู่หลานงงเป็นไก่ตาแตก“ฉันพูดอะไรผิด นายจะจ้องฉันทำไมเนี่ย?”
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เขากำลังโกรธแต่ก็พูดไม่ออก
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงลุกเดินหนีไปแล้วแต่ในตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อกลับกำหมัดแน่น ในใจเริ่มเกิดความลังเล
ก่อนหน้านี้ที่เขาไล่จี้ทิงออกไปก็เพื่อให้จี้ทิงหลุดพ้นจากการควบคุมของจี้ซื่อเจ๋อเป็นการชั่วคราวแต่ใครจะไปคิดว่าพอจี้ซื่อเจ๋อไม่อยู่แล้วด้านนอกกลับเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ที่จ้องจะตะครุบเหยื่อตัวน้อยไม่รู้ว่าวันไหนจี้ทิงจะถูกคาบไปกิน
เขานึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้วแต่เขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีวันยอมกลับบ้านไปกับเขาแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อจึงเบือนสายตาหนีอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “มีอะไรจะถามอีกก็รีบพูดมา”
“นายเป็นวัยทองหรือไง อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพยากรณ์อากาศซะอีก” เสิ่นมู่หลานเบะปากแล้วถามต่อ “ในเมื่อนายหวังดีกับเขาแล้วทำไมไม่พูดกันให้รู้เรื่องทำไมต้องทำตัวเหมือนเป็นยักษ์เป็นมารขับไล่ไสส่งเขาออกมาแบบนั้น?”
จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปครู่หนึ่ง“เปลี่ยนคำถามซะ”
ถึงเขาจะไม่ตอบแต่เสิ่นมู่หลานก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว เขาจึงแสร้งถามต่อว่า“งั้นบอกหน่อยสิ ถ้าจี้ทิงรู้ว่านายมีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนี้เขาจะยังอยากกลับบ้านไปกับนายไหม?”
“แล้วแต่เขา”
ขณะที่เสิ่นมู่หลานกำลังจะอ้าปากถามต่อจี้เยี่ยนจื๋อก็พูดโพล่งขึ้นมาว่า “ห้ามพูด”
เสิ่นมู่หลาน'นี่นายเข้าสู่วัยทองก่อนกำหนดหรือไง...'
จี้เยี่ยนจื๋อกลัวว่าเสียงของอีกฝ่ายจะดังกลบเสียงในใจของจี้ทิงแต่ทว่ารอแล้วรอเล่า จี้ทิงกลับดูเหมือนจะไม่มีความคิดเห็นใดๆต่อเรื่องการกลับบ้านเลย
เขาหลุบตามองต่ำนิ้วมือที่กำแน่นค่อยๆ คลายออกทีละน้อย “ฉันหิวแล้วนายไปทำเมนูใหม่นั่นมาสิ”
บางทีเจ้าหูน้อยจี้อาจจะยังคิดไม่ตกก็ได้เขาจะลองรอดูอีกสักนิด...
เสิ่นมู่หลานพอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะอยู่กินข้าวก็รีบบอกปัดทันที“วันนี้ไม่ได้ซื้อวัตถุดิบมาน่ะ ทำไม่ได้หรอกนายออกไปหาอะไรกินข้างนอกเองเถอะ”
จี้ทิงยังแอบอยู่ในห้องเก็บของห้องนั้นทั้งไม่มีหน้าต่างและไม่มีเครื่องปรับอากาศ ขืนอยู่นานๆได้อึดอัดจนเป็นลมไปเสียก่อนแน่
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาอย่างรู้ทันเมื่อครู่เสิ่นมู่หลานเพิ่งจะบอกให้เขาลองชิมอาหารแต่ตอนนี้กลับบอกว่าไม่ได้ซื้อของมา คำโกหกนี้ช่างตื้นเขินและไม่ใช้สมองเอาเสียเลย
“งั้นก็เล่นเกม”
“หา?” เสิ่นมู่หลานตาโต
จี้เยี่ยนจื๋อไม่พูดพร่ำทำเพลงเขาลุกขึ้นไปเปิดเครื่อง PS5 แล้วนั่งลงบนโซฟาทันที
เสิ่นมู่หลานจะไล่ก็ไล่ไม่ลงเพราะมันจะดูจงใจเกินไปจึงได้แต่บอกว่า “งั้นนายเล่นไปก่อนนะฉันไปชงกาแฟมาให้สักสองแก้ว”
เขาแอบย่องไปยังห้องเก็บของแล้วค่อยๆเปิดประตูออกอย่างเบามือเดิมทีเสิ่นมู่หลานตั้งใจจะให้จี้ทิงหนีขึ้นไปกบดานที่ชั้นบนแทนแต่ทว่าพอเปิดประตูเข้าไป กลับไม่เห็นใครอยู่ในนั้นเลยสักคน
จี้ทิงหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
เขาขมวดคิ้วเดินกลับออกมาที่โถงด้านหน้าด้วยความสงสัยก่อนจะต้องชะงักงันไปทันทีเพราะจี้เยี่ยนจื๋อที่เคยนั่งอยู่บนโซฟาก็หายไปแล้วเช่นกัน