ตอนที่ 33 ฮั่วผิงชุน (2)
ปลายยามเซิน1 วันที่ 25 เดือน 3 รัชศกเจาฮั่วที่ 23
ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์ยามอัสดงได้ย้อมท้องฟ้ากว่าครึ่งให้กลายเป็นสีแดงอมส้ม ทำให้ปลายฝั่งตะวันออกของตรอกเอ้อร์จิ่งโกวถูกย้อมด้วยแสงระเรื่อนั้นด้วย
สิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือ ในที่สุด ประตูร้านสุราใต้ต้นไทรแห่งนี้ก็เปิดออกเสียที
ขณะนี้มีผู้คนมารวมตัวกันที่หน้าประตูร้านมากขึ้น มากเสียจนศาลาว่าการกวงหลิงต้องส่งเจ้าหน้าที่มารักษาความสงบเรียบร้อยที่นี่
เฉินเอ้อโก่ว หัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่มารักษาความเรียบร้อยที่นี่นำเจ้าหน้าที่กว่าสิบคนเข้ามาช่วยกันคนเหล่านี้ให้ยืนห่างจากหน้าประตูประมาณสามจั้ง เหลือคนที่ยืนอยู่หน้าประตูในระยะใกล้ชิดแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
กลุ่มที่ยังยืนอยู่ใกล้ชิดกับประตูร้านคือจงหลีรั่วสุ่ย เฉิงเจ๋อ ฉีจือเสวี่ยและซูมู่ซิน
สถานะของคนกลุ่มนี้สูงส่งเสียจนเมื่อหลิวจั๋ว ข้าหลวงแห่งกวงหลิงรู้เรื่องที่นี่แล้วยังต้องตกตะลึง
จงหลีชิวหยางเองก็กังวลไม่แพ้กัน ถึงขั้นโยกย้ายทหารคุ้มกันกว่า 200 คนของจวนจงหลี ไปยังตรอกเอ้อร์จิ่งโกวทันทีที่รู้ความ
แท้จริงแล้วยังมีอีกคนที่ดูจะกังวลเล็กน้อย คนผู้นั้นก็คือหนิงฉู่ฉู่ องค์หญิงสี่แห่งแคว้นหนิงนั่นเอง
ที่นางเป็นกังวลหาใช่เรื่องความปลอดภัยของพวกเฉิงเจ๋อ แต่เป็นการที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นกระทำการเด่นดังเกินไป และตอนนี้ทั่วทั้งเมืองกวงหลิงต่างก็รู้เรื่องที่เขากล่าววาจาโอ้อวดแล้ว แต่หากว่าสุราของเขาไม่ดีไปกว่าสุรารุ่ยลู่เล่า ?
หากไม่เป็นดังที่ว่า เขาจะไม่กลายเป็นตัวตลกในสายตาของผู้อื่นอีกหรือ ?
ยามนี้ นางยังคงอยู่ในคฤหาสน์กลางหุบเขาดอกท้อ
สุดท้าย นางก็ยังไม่วางใจจึงได้ส่งไคหยางไป
แม้นจะบอกให้ไปดูสถานการณ์
ทว่าก่อนจากไป ไคหยางที่มองดูองค์หญิงของตนแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย
……
……
เมื่อประตูบานพับนั้นเปิดออก คนแรกที่เดินออกมากลับเป็นเจ้าสำนักศึกษาไท่เสวี่ย นักปราชญ์อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นหนิง ผู้อาวุโสฮัวม่านถิง !
ขณะที่เขายืนอยู่ที่ประตู เสียงเยาะเย้ยด้านนอกก็หายไปทันที
สายตาของทุกคนล้วนมองไปที่ใบหน้านั้นของเขา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงของพระอาทิตย์ตกดินหรือเพราะความตื่นเต้นของเขา ใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเขาในยามนี้กลับเปล่งแสงสีแดงออกมา !
ท่ามกลางแสงสีแดงเรื่อนั้น ดวงตาชราของเขากลับชัดเจนมากในขณะนี้
เขาก้าวไปข้างหน้า
และด้านหลังของเขาก็มีใครบางคนเดินตามออกมาด้วย
แน่นอนว่าผู้ที่เดินตามหลังชายชรามาก็คือ หลี่เฉินอัน !
เขาสวมชุดสีเขียวอมฟ้าดูเรียบง่าย เนื้อตัวไร้ซึ่งเครื่องประดับ
แม้นเขาจะยืนอยู่ด้านหลังฮัวม่านถิง แต่กลับไม่ได้ถูกรัศมีของชายชราเจ้าสำนักศึกษาผู้นี้บดบังแต่อย่างใด
เขาเอาสองมือไพล่หลังบ่งบอกถึงความมั่นใจ ใบหน้าของเขาคล้ายกับสลักรอยยิ้มบางไว้อยู่ตลอดเวลา เขากวาดสายตามองไปยังฝูงชน ทว่าสีหน้าและแววตากลับยังคงสงบไม่เปลี่ยน
ด้วยเหตุนี้เอง สายตาของทุกคนจึงมองผ่านไหล่ของฮัวม่านถิงไปยังเขา
สายตาเหล่านั้นมีทั้งไม่เชื่อ ทั้งตกตะลึง ทั้งไม่มั่นใจ มีทั้งสายตาอิจฉา ริษยาและเกลียดชัง ทั้งยังมีบางคนที่ส่งสายตาเย็นชาฉายไปด้วยความดูถูกดูแคลนมาด้วย
เพื่อนบ้านเดิมที่อาศัยอยู่ในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวล้วนเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลี่เฉินอันในระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้แล้ว
ทว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมันแปลกจนพวกเขายากที่จะเข้าใจ
เช่นการที่เขาออกไปวิ่งในยามเช้าตรู่ ไปซื้อธัญพืช ไปจ้างชั่งฝีมือมาตกแต่งร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ใหม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นขึ้นที่หน้าศาลาว่าการจวบจนวันนี้ ทุกอย่างยังคงสงบเงียบ ไม่เห็นตระกูลเสิ่นจะกระทำการอันใดกับเขา สิ่งนี้ทำให้ผู้ที่อยากรู้อยากเห็นต่างรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
สิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเขาแตกต่างออกไปจากเมื่อก่อนจริง ๆ แม้ว่าคนบ้านใกล้เรือนเคียงยังคงไม่ไปมาหาสู่กับเขา แต่สายตาของเพื่อนบ้านเหล่านี้ที่มองดูเขาหาได้มีแววตาดูถูกเหมือนเมื่อก่อนไม่
เขาบอกว่าเขาต้องการเปิดร้านสุรา
เขาบอกว่าเขาอยากกลั่นสุราของเขาเอง
เขายังบอกด้วยว่าเขาต้องการกลั่นสุราที่เหนือกว่ากวงหลิงซ่าน !
คำโอ้อวดนี้ดังมาก มากเสียจนดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากมายเช่นกัน
ท่ามกลางฝูงชน มีหลายคนที่พ่อค้าทั้งหลายส่งมาสืบข่าว ยกตัวอย่างเช่นคนที่ตระกูลเสิ่นส่งมา คนที่ตระกูลฮั่วส่งมา นอกจากนี้ยังมีไช่เจิงเหยา หัวหน้าตระกูลพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่อีกแห่งในเมืองกวงหลิง
โดยที่ไช่เจิงเหยามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ที่แสนจะเรียบง่าย
การกลั่นสุราต้องใช้ธัญพืชเป็นจำนวนมาก
ตระกูลเสิ่นประกาศว่าจะไม่ขายธัญพืชให้แก่หลี่เฉินอัน ในฐานะคู่แข่งของตระกูลเสิ่น ตระกูลไช่ย่อมยินดีรับการค้านี้มาไว้ในอ้อมอกเอง แต่ก่อนอื่นเขาต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่ากิจการของหลี่เฉินอันมีแนวโน้มไปในทิศทางใด
และบัดนี้ ไช่เจิงเหยาก็รู้สึกดีใจไม่น้อย เพราะผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูร้านสุราแห่งนี้ก็คือฮัวม่านถิง
ดูเหมือนว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้จะมีความสามารถเข้าตาผู้อาวุโสฮัวจริง ๆ เช่นนั้นหากได้ผู้อาวุโสฮัวมาส่งเสริมสุราที่เขากลั่น ต่อให้สุราจะรสชาติไม่ดีเท่ากวงหลิงซ่าน แต่ด้วยชื่อเสียงของผู้อาวุโสฮัว สุราของเขาจะต้องเป็นที่นิยมในกลุ่มบัณฑิต นักวิชาการและผู้ที่ชื่นชอบวรรณกรรมอย่างแน่นอน
ลำพังแค่ครองตลาดส่วนนี้ได้ก็เพียงพอแล้ว !
และในตอนนี้เอง หลี่เฉินอันผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสฮัวก็ได้ผายมือออก “ทุกท่าน ข้าคือหลี่เฉินอัน ! ”
“วันนี้ร้านสุราของข้าได้เปิดกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พี่ฮัวมาเป็นประธานทำพิธีเปิดร้านในวันนี้ ! ”
ทุกคนต่างตกใจเมื่อได้ยินสิ่งนี้ พี่ฮัว……นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นหนิงจะควรค่าให้เจ้าเด็กเหลือขออย่างเขาเรียกว่า ‘พี่’ ได้อย่างไร ?
ดังนั้น ทุกคนจึงพากันมองไปยังสีหน้าของฮัวม่านถิง ในใจต่างคิดว่า : คนเราล้วนหวงแหนชื่อเสียงของตนเป็นที่สุด หลี่เฉินอันเรียกฮัวม่านถิงว่าพี่แบบนี้ เสมือนเป็นการอาศัยบารมีชื่อเสียงของเขา เขาจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าเขาและหลี่เฉินอันอาจต้องแตกหักกันเพียงเพราะคำเรียกนี้ก็ได้
ทว่าใบหน้าของฮัวม่านถิงกลับยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มบางดังเก่า
แทนที่ชายชราจะโกรธและตำหนิหลี่เฉินอัน เขากลับลูบเครายาวของตนเองแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเช่นกันที่ได้มาเป็นประธานเปิดร้านให้แก่น้องหลี่ ข้าได้ลิ้มรสสุราจากหลังร้านมาแล้ว ข้าจึงกล้าใช้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเพื่อรับประกันว่า……”
ฮัวม่านถิงยกแขนเสื้อขึ้น เขาผายมือออกทั้งสองข้างแล้วกล่าวเสียงดังว่า “สุรานี้ไม่เพียงแต่รสเลิศกว่ากวงหลิงซ่านเท่านั้น แต่มันยังเหนือชั้นกว่าสุรารุ่ยลู่อีกด้วย ! ”
ทันทีที่ชายชราเอ่ยคำนี้ออกไป ทั้งตรอกเอ้อร์จิ่งโกวที่ยาวเหยียด ก็เต็มไปด้วยเสียงฮือฮาจากผู้คนดังขึ้นมาทันที
ชั่วครู่หนึ่ง แม้นแต่นกที่กำลังบินกลับรังก็ยังตกใจกลัวจนต้องบินขึ้นไปบนฟ้า
“ท่านอาวุโสฮัวเรียกเขาว่าน้องชายจริงหรือ ? ความรู้และความสามารถของเขาเทียบเคียงกับท่านอาวุโสฮัวได้เยี่ยงไร ? ”
“ด้วยคุณธรรมของท่านอาวุโสฮัว และคำชื่นชมที่ท่านอาวุโสฮัวเอ่ยหลังได้ลิ้มลองรสชาติด้วยตนเอง เขาไม่มีทางหลอกลวงพวกเราอย่างแน่นอน เช่นนี้ก็หมายความว่า……สุราที่เขากลั่นมีรสเลิศจริง ๆ อย่างนั้นสิ ! ”
“เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้คนเมามายได้แล้ว มันจะต้องเป็นสุราชั้นดีแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าสุรานี้มีชื่อว่าอะไร แล้วขายในราคาเท่าไหร่ ? ”
“เฮ้อ น่าเสียดายที่จำนวนผลิตน้อยเกินไป สุดท้ายก็ไม่สามารถแพร่ไปในวงกว้างได้”
“……”
หลี่เฉินอันยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อบอกให้ทุกคนเงียบเสียงลง พอเสียงฝูงชนเงียบเสียงลงแล้ว เขาจึงพูดเสียงดังว่า “พี่ฮัวให้เกียรติตั้งชื่อสุรานี้ให้ข้าเป็นการส่วนตัว”
“บัดนี้ ข้าขอประกาศว่าชื่อของสุรานี้ก็คือ……ฮั่วผิงชุน ! ”
ฝูงชนเงียบไปได้เพียงครู่เดียว ก็เกิดเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่อีกครั้ง “กวงหลิงซ่าน ฮั่วผิงชุน……ฮั่วผิงชุน ชื่อนี้น่าฟังยิ่งกว่า”
“เจ้าคิดผิดแล้ว เจ้าเด็กนี่ฉลาด สุราของเขาจะชื่ออะไรไม่สลักสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือชื่อนี้เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นโดยท่านอาวุโสฮัว ! ”
“ด้วยสถานะของท่านอาวุโสฮัวในใจของเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย เกรงว่าสุรานี้จะมีจุดยืนที่มั่นคงตั้งแต่ยังไม่เปิดขายด้วยซ้ำ ! ”
“……”
จงหลีรั่วสุ่ยยืนอยู่ข้างหลังเฉิงเจ๋อ นางเอียงคอมองไปยังหลี่เฉินอันผู้ที่กำลังยืนอย่างสง่าด้วยท่าทีที่เร่าร้อนฮึกเหิม จู่ ๆ นางก็รู้สึกคล้ายกับว่าเขาดูดีกว่าที่นางเห็นเมื่อไม่กี่วันก่อน
หรือเป็นผลมาจากการที่เขาฝึกทุกวัน ?
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือนี่เป็นครั้งแรกที่จงหลีรั่วสุ่ยได้เห็นมาดความมั่นใจที่แผ่ออกมาจากภายในของหลี่เฉินอัน มันคือความมั่นใจที่ไม่มีผู้ใดสามารถทัดทานได้ !
ใช่แล้ว ความมั่นใจเช่นนี้เหมือนกับเวลาที่ท่านย่าของนางเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในยุทธจักร
ในสายตาของท่านย่า พวกที่ถูกยกย่องในยุทธจักรว่าเป็นยอดฝีมือล้วนไม่ต่างไปจากขยะ
และในสายตาของหลี่เฉินอันในยามนี้ ราวกับว่าสุราทุกชนิดในใต้หล้า ล้วนไม่ควรค่าที่จะถูกเขาเอ่ยถึง !
เช่นนั้น สุราของเขาจะขายที่ราคาชั่งละเท่าไรกัน ?
ข้าอยากชิมแล้วสิ !
1 申时 ยามเซิน ช่วงเวลาประมาณ 15.00 - 17.00 น.