ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 ผู้สืบทอด

            ก่อนสวีหว่านหนิงจะออกจากบ้านเธอเขียนจดหมายถึงสวีเม่าถิงไว้แล้วฉบับหนึ่ง ขอแค่การผลิตลูกท้อในโหลแก้วผ่านการอนุมัติเธอก็จะส่งจดหมายฉบับนี้ไปให้เขา

            ที่จริงสวีหว่านหนิงยังอยากส่งผลิตภัณฑ์ที่ทำเสร็จไปให้พี่รองกับรัฐมนตรีจางชิมด้วยซ้ำพวกเขาจะได้มีความมั่นใจมากขึ้น

            แต่ระหว่างการขนส่งคงหลีกเลี่ยงการกระแทกไม่ได้บรรจุภัณฑ์เป็นโหลแก้วมันคงไม่ปลอดภัยเท่าไร เธอจึงล้มเลิกความคิดนี้

            หลังจากกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียงสวีหว่านหนิงก็ไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ แล้วเอาหนังสือประทับตราของหัวหน้าเทศบาลชุมชนเฉินออกมา

            “ตอนนี้เรื่องโรงงานสาขาได้ข้อสรุปแล้วค่ะว่าจะทำการผลิตผลไม้กระป๋องสินค้าแรกของเราคือผลิตลูกท้อในโหลแก้ว ช่วงระหว่างรอการก่อสร้าง ฉันจะทำการคัดเลือกพนักงานให้เรียบร้อย”

            หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านพลิกอ่านเอกสารอยู่หลายรอบก่อนจะพูดอย่างดีใจว่า “ได้ผมจะคัดลอกหนังสืออนุมัติฉบับนี้แล้วเอาไปแปะประกาศบนกระดานแจ้งข่าวของฝ่ายคณะใหญ่สวีจือชิง คุณตั้งใจจะเปิดรับสมัครพนักงานเมื่อไรล่ะ”

            “สองวันนี้แล้วกันค่ะโรงงานสาขาขนาดไม่ใหญ่ ไม่ต้องใช้พนักงานเยอะมาก ฉันอยากได้ผู้ช่วยสองคนฝ่ายบัญชีหนึ่งคน และฝ่ายการเงินอีกหนึ่งคนส่วนสายการผลิตเบื้องต้นกำหนดไว้ที่ยี่สิบคนก่อนแล้วกันค่ะ ผู้ช่วยฉันจะเลือกเองฝ่ายบัญชีกับการเงินต้องผ่านการทดสอบก่อน ส่วนพนักงานในสายการผลิตฉันจะให้ทุกคนลงชื่อสมัครแล้วค่อยคัดเลือกอีกที”

            “แต่พวกเราทำโรงงานอาหารคุณสมบัติที่ต้องการค่อนข้างสูง คนที่ไม่รักความสะอาด สะเพร่าไม่รอบคอบและไม่เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร ฉันไม่ต้องการค่ะ”

            นักบัญชีสวีหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดบันทึกคำพูดของสวีหว่านหนิงทุกคำ

            “สวีจือชิงคุณต้องการนักบัญชีที่มีคุณสมบัติอย่างไร”

            “ฉันปรึกษากับทางฝ่ายบัญชีของโรงงานอาหารชุนหัวแล้วค่ะพวกเขาจะออกแบบข้อสอบแล้วให้ผู้สมัครทำข้อสอบนั้นใครได้คะแนนสูงสุดก็จะได้รับโอกาสเข้าทำงาน แน่นอนว่าผลการสอบเป็นแค่เงื่อนไขเบื้องต้นเท่านั้นฉันยังต้องดูเรื่องนิสัยใจคอประกอบด้วย หากอุปนิสัยไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะคัดออกทันที”

            ฝ่ายบัญชีต้องกำกับดูแลกระแสเงินสดของทั้งโรงงานไม่ควรปล่อยให้คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเข้ามาทำงานมิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้ในภายหลัง

            ไม่ทันไรข่าวเรื่องการสร้างโรงงานอาหารสาขาย่อยก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านต้าเจียง

            เมื่อก่อนเวลาคนในหมู่บ้านเดินออกมาเจอกันมักจะทักทายด้วยการถามว่ากินข้าวหรือยัง

            แต่ตอนนี้แค่อ้าปากพวกเขาก็ถกกันแต่เรื่องโรงงานสาขา

            “สวีจือชิงคนนี้ภูมิหลังไม่ธรรมดาได้เป็นผู้บริหารโรงงานสาขาเลยหรือนี่ไม่รู้ว่ามีความสามารถในการบริหารคนหรือเปล่า”

            “ดูพูดเข้าฉันได้กลิ่นความอิจฉาโชยมาแต่ไกล ทำไม สวีจือชิงเป็นผู้บริหารโรงงานแล้วเธอไม่พอใจ?”

            “ก็ใช่น่ะสิเธอเพิ่งอายุเท่าไร แถมยังเป็นผู้หญิง จะบริหารโรงงานให้ดีได้หรือ”

            “ผู้หญิงแล้วทำไมคะถ้าไม่มีผู้หญิงแล้วคุณจะเกิดมาได้ยังไง?”

            สวีหว่านหนิงเดินผ่านพอดีจึงสวนกลับไปทันที

            คนที่ตั้งข้อสงสัยกับเธอคือหนึ่งในคนกลุ่มน้อยที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายของหมู่บ้าน

            เขาอายุไม่น้อยแล้วมักยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้มีการศึกษา ดังนั้นจึงชอบดูแคลนผู้หญิงในหมู่บ้านอายุยี่สิบกว่าแล้วก็ยังไม่ได้แต่งงาน

            เขาไม่มีการงานที่มั่นคงขอเพียงไม่ต้องทำไร่ไถนา เขามักจะเวียนรับจ้างทำงานจิปาถะไปทั่วหมู่บ้าน

            เป็นผู้ชายแท้ๆแต่ปากจัดกว่าพวกป้าๆ ในหมู่บ้านเสียอีก

            สวีหว่านหนิงเกลียดคนที่อ้าปากก็ดูถูกผู้หญิงเป็นที่สุดไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม

            “ฉันรู้ว่าคุณไม่พอใจที่ฉันได้เป็นผู้บริหารโรงงานแต่คุณอย่าเพิ่งไม่พอใจไปล่วงหน้า ฉันจะขอบอกคุณตรงนี้เลยว่าคุณไม่ต้องไปสัมภาษณ์งานที่โรงงานสาขาแล้ว เพราะคุณถูกคัดออก”

            “เธอมีสิทธิ์อะไรมาคัดฉันออก? ฉันเรียนสูงถึงชั้นมัธยมปลายเชียวนะ!”

            “อ้อบังเอิญจังค่ะ ฉันก็เรียนจบมัธยมปลายเหมือนกัน ในหน่วยจือชิงเต็มไปด้วยคนที่จบมัธยมปลายแต่สุดท้ายพวกเราก็ต้องมาทำงานที่ชนบทไม่ใช่เหรอคะ?”

            “พวกเราไม่เคยคิดว่าตัวเองเรียนมาสูงแล้วจะอยู่สูงกว่าคนอื่นและไม่รู้ว่าคุณไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน!”

            “อีกอย่างฉันเป็นผู้บริหารโรงงานสาขา ฉันย่อมมีสิทธิ์คัดคุณออก!”

            พูดจบสวีหว่านหนิงก็ไม่คิดจะมองหน้าเขาเธอหันไปพูดกับคนรอบข้างว่า “หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านคงอธิบายกับทุกคนอย่างชัดเจนแล้วคุณสมบัติข้อแรกของการรับสมัครพนักงานของโรงงานสาขาคือ อุปนิสัยจะต้องผ่านเกณฑ์ฉันไม่สนว่าพวกคุณจะมีความสามารถมากแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องศีลธรรมกับคุณธรรมไม่ผ่านมาตรฐานฉันไม่มีทางรับเข้าทำงานแน่”

            “ใครมาอ้อนวอนขอร้องก็ไม่มีประโยชน์!”

            “สวีจือชิงวางใจได้พวกเราเข้าใจดี”

            “ใช่พวกเราคิดว่าทั้งหมู่บ้านต้าเจียงไม่มีใครเหมาะสมกับการเป็นผู้บริหารโรงงานสาขาไปกว่าเธออีกแล้วรับรองว่าจะไม่มีใครนินทาเธอลับหลังแน่นอน”

            สวีหว่านหนิงรู้ว่าคนพวกนี้ยังตระหนักไม่ได้แต่เธอไม่อยากเปลืองน้ำลายอีกจึงเดินปลีกตัวออกมา

            เธอยังมีงานอื่นต้องทำ

            สวีหว่านหนิงไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่

            “สวีจือชิงมาแล้วหรือรีบมานั่งสิ” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ตบเก้าอี้ข้างกาย สื่อให้สวีหว่านหนิงมานั่งข้างเขา

            หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่หวังดีและสวีหว่านหนิงก็ไม่คิดจะหักหน้าเขา เธอจึงเดินไปนั่ง

            “หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่คนที่ฉันต้องการ คุณหามาได้หรือยังคะ”

            “หามาแล้วลองดูสิ”

            หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ตะโกนไปที่หน้าประตูหนุ่มสาวห้าคนเดินเข้ามาในห้อง

            “สวีจือชิงนี่คือเยาวชนที่เคยเรียนหนังสือของหมู่บ้านเรามีทั้งที่เรียนจบมัธยมปลายและเรียนจบเพียงมัธยมต้น แต่ฉันรับรองได้ว่าอุปนิสัยของพวกเขาไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”

            สายตาของสวีหว่านหนิงกวาดมองคนทั้งห้า

            ผู้หญิงสองผู้ชายสาม อายุอยู่ที่ประมาณ 20-25 ปี

            สวีหว่านหนิงรู้จักหญิงสาวคนหนึ่งในนั้นเธอคือลูกสาวคนรองของหยางซู่หัว หัวหน้าฝ่ายสตรีของหมู่บ้านเธอเรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น เพราะนโยบายของประเทศทำให้เธอไม่ได้เรียนต่อ

            แต่สมัยเรียนหนังสือเธอสอบได้อันดับหนึ่งของชั้นทุกครั้งเป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด

            สวีหว่านหนิงถามคำถามพวกเขาห้าคนตามลำดับสุดท้ายก็คัดเหลือสองคน

            หนึ่งคือลูกสาวคนรองของหยางซู่หัวอีกคนคือผู้ชายที่ดูสุขุมนุ่มลึกและอายุมากกว่าหน่อย

            เขาชื่อเจี่ยงหานหลังเรียนจบมัธยมปลายก็ถูกทางหมู่บ้านเสนอชื่อให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตอนนี้ยังเรียนไม่จบ

            หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่พอรู้ว่าสวีหว่านหนิงอยากได้ความช่วยเหลือจากเขาเขาจึงเรียกหนุ่มสาวที่เคยเรียนหนังสือและอุปนิสัยดีมาที่นี่แต่เขาไม่รู้ว่าสวีหว่านหนิงต้องการคนแบบไหนกันแน่

            ตอนนี้เมื่อเห็นเธอคัดเลือกคนได้แล้วเขาจึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “สวีจือชิง คุณอยากให้ซุนอวี้กับเจี่ยงหานทำอะไรหรือ”

            “ฉันอยากให้พวกเขาเป็นผู้ช่วยของฉันค่ะ”

            สวีหว่านหนิงรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของนโยบายในอนาคตปี 1977หรือก็คือเดือนธันวาคมของปีนี้ จะมีการนำระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาอีกครั้งเธอจะร่วมสอบในครั้งนี้ด้วย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เดือนมีนาคมปีหน้า เธอจะต้องเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่ง

            แต่เธอคงจะทิ้งงานที่โรงงานสาขาไม่ได้เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องเริ่มฝึกฝนผู้สืบทอดและรับช่วงงานต่อจากเธอหลังเธอออกจากหมู่บ้าน โรงงานจะได้ดำเนินกิจการได้ตามปกติ

            ซุนอวี้กับเจี่ยงหานทั้งประหลาดใจและยินดีนึกไม่ถึงว่าตนจะโชคดีได้ทำงานในฐานะตำแหน่งผู้ช่วยของผู้บริหารโรงงาน

            “อย่าดีใจเร็วเกินไปฉันขอเตือนไว้ก่อนว่า ฉันเป็นพวกมาตรฐานสูง ดังนั้นการทำงานกับฉันพวกเธอคงเหนื่อยมาก”

           

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน