เขายอมรับว่า แคทธี่เป็สาวสําอางค์ สะสวยมีดวงตาสีเทาอ่อนหวาน และฟันสวย จมูกโด่งเป็สันและเป็เ้าของเรือนร่างที่เย้ายวนอารมณ์ได้ทุกขณะ พื้นฐานการศึกษาอยู่ในขั้นดีมากโดยสําเร็จวิชาเกี่ยวกับภาษาและศิลปศาสตร์จากโรงเรียนในยุโรปแต่เธอไม่เคยใช้ประโยชน์อะไรจากวิชาการเหล่านี้แคทธี่เป็คนที่มีอารมณ์ศิลปินอยู่มาก มีความรู้ทางด้านดนตรีตัดเสื้อเย็บผ้าจิปาถะ แต่เนื่องจากการที่เป็ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวที่มีฐานะดีมากจึงทําให้เธอใช้วิชาความรู้เ่าั้ไว้เป็เพียงเครื่องประดับกายเท่านั้นเอง
เขาเคยถามเธอครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่องสเปนอยู่ด้วยกัน ว่า
“คุณเคยคิดจะทําอะไรบ้างนะแคทธี่”
“อะไรก็ได้ ที่ไม่เหมือนกับที่ผู้หญิงอื่น ๆเขาคิด หรือทํากัน” แคทธี่ตอบ “คุณก็รู้นี่คะว่าฉันไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อจะทํางานบ้าน เลี้ยงลูก หรือรับผิดชอบอะไร ๆ...ที่ฉัน้าอย่างแท้จริงน่ะหรือคะก็คืออยากอยู่กับผู้ชายสักคนหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้นเอง”
แคทธี่สร้างความเชื่อขึ้นมาสําหรับตนเองประการหนึ่งว่าเธอเป็ผู้หญิงที่แตกต่างกว่าผู้หญิงคนอื่น ๆและคริสโตเฟอร์ดูเหมือนจะเป็ผู้ชายคนเดียวที่เธอมอบความไว้เนื้อเชื่อใจจนถึงกับยอมแต่งงานด้วยโดยหวังว่าเขาจะไม่รักแต่เพียงรูปร่างหรือเนื้อตัวของเธอเท่านั้นแต่ควรจะผูกพันไปถึงชีวิติญญาของเธอด้วยแต่พอถึงจริง ๆ เข้า ที่ไหนทีนั้นที่อยู่บนเตียงด้วยกันเธอก็หลงลืมความเชื่อทั้งมวลจนหมดสิ้น กลับไปเป็ผู้หญิงธรรมดา ๆที่มีแต่ความ้าทางเพศอย่างรุนแรงทุกครั้ง
ที่จริง แคทธี่ก็รู้ตัวเองว่าสักวันหนึ่งเื่อย่างนี้จะต้องนําความยุ่งยากมาสู่ชีวิตแต่งงานแน่ ๆแต่เธอก็ปฏิเสธความ้าของตัวเองไม่ได้จนแล้วจนรอด ชีวิตระหว่างเธอกับเขาจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้น บนเตียงนอน ในรถ หลาย ๆครั้งที่เธอเพียงแต่คลุมร่างด้วยเสื้อฝนเพียงตัวเดียว ไปรับเขาที่สนามบินแต่มันก็ไม่ทันถึงบ้านสักที...เพราะบางทีก็ผ่านกําแพงเก่า ๆ ที่มีหินก้อนโต ๆพอที่จะกําบังได้เสียก่อน...และแม้ว่าครั้งเ่าั้แผ่นหลังของเธอจะต้องัักับความเยียบเย็นของพื้นดินหรือใบหน้าจะต้องเงยขึ้นรับสายฝน แต่เธอก็คือเธอผู้หญิงที่มีจิตใจเป็คนอเมริกันที่อิสรเสรีและมีเสรีภาพในการที่จะเล่นรักอย่างเปิดเผย
คริสโตเฟอร์เคยพยายามเหมือนกันที่จะบอกให้เธอรู้ว่าเขาทํางานอะไร แต่ดูเหมือนแคทธี่จะไม่สนใจนักตราบใดที่เขายังเป็ผู้ชายและเป็สามีของเธออยู่บางครั้งเธอก็ทําท่าเหมือนจะนึกรู้ว่าเขามีสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้น อยู่ในใจแต่กลับคิดไปว่า คงจะเป็เื่ผู้หญิงใหม่ ๆ ที่ไหนอีกสักคนหนึ่ง ถึงขนาดลงทุนอ้อนวอนให้เขาเขียนถึงผู้หญิงคนนั้นให้เธอฟังด้วยขณะที่อยู่ห่างกัน โดยเธอจะบอกเขาสั้น ๆ ว่า
“คุณไม่จําเป็ที่จะต้องบอกฉันก็ได้ว่าคุณเป็ใครหรือกําลังทําอะไรอยู่ บอกฉันเท่าที่ฉันอยากรู้ก็พอแล้ว”
คริสโตเฟอร์จึงอยู่ในโลกของงานที่เต็มไปด้วยความลับนี้เพียงลําพัง
หลาย ๆ ครั้งที่เขามองดูแคทธี่ มองอย่างหลงใหล อย่างรักใคร่ซื้อเครื่องเพชรเสื้อผ้า ซื้อหนังสือที่สรรค์แล้วว่าเธอจะชอบส่งไปให้และแทบจะไม่ยอมพรากจากกันไม่ว่าจะนาทีไหน ไม่ว่าจะเป็ในสนามสู้วัวในสเปนโรงละครในอังกฤษ ปรากฏตัวในสังคมอย่างสม่ำเสมอ แต่นั่นก็ยังไม่เป็การเพียงพอที่จะแสดงให้เธอเห็นได้ว่าเขารักเธอ
เพราะเมื่อคริสโตเฟอร์ต้องเดินทางเพื่องานของเขาเธอก็จะขับรถแต่เพียงลําพังไปโรม เพื่อไปสนุกสนานในคืนฤดูร้อนที่นั่นและตอนที่เขาต้องเดินทางไปแอฟริกานั่นเองที่เธอเกิดไปพบพระเอกนักแสดงชาวอิตาเลี่ยนเข้าเธอเก็บงําเื่นี้ไว้อย่างเป็ความลับสุดยอด ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเธอกลับมาบ้านด้วยร่างกายที่ยังชื้นเหงื่ออยู่และถาโถมเข้าใส่เขาเหมือนคนอดอยาก...แต่ต่อมาไม่ช้าคริสโตเฟอร์ก็รู้เื่เข้าและมันก็จบลงด้วยการอาละวาดบาดถลุงอย่างบ้าบิ่นระหว่างเขากับนายพระเอกนักแสดงคนนั้น...แต่สำหรับแคทธี่มันยังไม่จบ
ผลที่สุดแคทธี่ตัดสินใจเลิกกับพระเอกชาวอิตาเลี่ยนคนนั้นอย่างเด็ดขาดดูเหมือนเธอจะทิ้งของที่ระลึกไว้ให้เขาดูต่างหน้าหลายชิ้น รวมทั้งเสื้อผ้าเครื่องเพชร หนังสือ ส่วนสาเหตุที่ต้องตัดสินใจเลิกกันนั้นก็ดูจะไม่ค่อยเข้าท่านักเนื่องจากว่า
วันหนึ่ง เมื่อเธอเข้าไปที่อพาร์ตเม้นท์ซึ่งซุกซ่อนนายนักแสดงคนนั้นไว้เธอก็พบว่าเขาคอยอยู่แล้ว มีเพื่อนหนุ่มชาวอิตาเลี่ยนนั่งอยู่ด้วยเกือบโหลและท่ามกลางสายตาของฝูงเพื่อน เขาก็ลงมือซัดเธอด้วยเข็มขัดหนัง กระชากลงไปบนทรวงอกฟาดใส่ใบหน้าที่สวยสดจนดั้งจมูกและโหนกแก้มแตก ฟันหัก
หลังจากเสร็จสมอารมณ์แค้นแล้วเขาก็ทิ้งร่างเลอะเืของเธอไว้บนพื้นอย่างนั้นและนั่งมองฝูงเพื่อนของเขาดื่มด่ำอยู่กับร่างของเธอจนฟื้น
แคทธี่แทบจะคลานลงมาจากชั้นบนตอนที่เธอโทรศัพท์ไปหาคริสโตเฟอร์ และเมื่อตอนที่เขามาถึงทั้งร่างของเธอมีรองเท้าเหลืออยู่ข้างเดียว และต้องเข้าพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลแรมเดือน
ค่ำวันนั้น ที่คลับโดเน่ย์เป็ครั้งแรกที่คริสโตเฟอร์จับหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน และก็เป็ครั้งแรกอีกเช่นกันที่เขาได้เห็นภาพของประธานาธิบดีโงดินเดียมห์ ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เป็ภาพถ่ายโคล๊สอัพ เห็นรอยเืไหลเป็ทางลงมาตามร่องแก้ม
“ตอนนี้ข่าวเื่เดียมห์ที่คุณส่งไปหนังสือพิมพ์ไปถึงไหนแล้วคะ?”มอลลี่ถาม
“ไม่รู้สิผมส่งโทรเลขไปที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแล้วไม่รู้ว่าเขาจะเล่นเื่นี้ต่อหรือเปล่าเขาอาจจะไม่้ารายละเอียดมากแล้วก็ได้ เพราะตอนนี้เื่มันไม่ค่อยน่าสนใจแล้ว”
“คุณเคยพบเขาบ้างไหมคะ?”
“ก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นมันค่อนข้างอันตราย ที่จริงแล้ว ไม่ค่อยมีใครรู้เื่เขาเท่าไรนักหรอกส่วนใหญ่แล้วเขาจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมพบคนแปลกหน้าเลย เพราะฉะนั้นข่าวเกี่ยวกับเขาที่ลงกันในหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเป็ข่าวที่คิดว่าจะเป็เท่านั้น ไม่มีแหล่งข่าวที่ยืนยันได้”
ใครคนหนึ่ง แต่งกายด้วยสูทสีเนื้อ มีผ้าพันคอทําด้วยไหมแหวกฝูงคนที่เกะกะอยู่ทั่วไปในคลับ ตรงเข้ามาหาคริสโตเฟอร์
“เฮลโลนั่นมันนักข่าวชาวอเมริกันผู้ลือชานี่หว่า นั่นคุณเพิ่งกลับจาก...เอ้อ...ครั้งหลังสุดที่ไหนนะปอล?”
“เฮลโล เปียโร ครีโมน่า” คริสโตเฟอร์อุทานอย่างยินดีเอื้อมมือไปัักับบุรุษผู้มาใหม่
“คอมมิวนิสต์อะไรกันวะ แต่งตัวอย่างนี้” คริสโตเฟอร์ถามหัวเราะ ๆ
ครีโมน่าตบที่หน้าอกตัวเองเบา ๆ ถอนหายใจ “นี่มันสิทธิของอั้วนี่หว่าเวลาที่อยู่ในป่าเวียตนาม อั้วก็ต้องนุ่งใบไม้ ไอ้ที่มันธงสันติภาพโว้ย”
ครีโมน่าเป็นักเขียนบทความทางการเมืองทํางานให้กับหนังสือพิมพ์ “เลอ ยูนิต้า” ซึ่งเป็หนังสือพิมพ์ของค่ายคอมมิวนิสต์แต่เขียนโดยใช้นามแฝงอยู่ตลอดเวลาจนทุกวันนี้แม้แต่เ้าหน้าที่ตํารวจก็ลืมไปแล้วว่า บุรุษผู้ใช้นามปากกาว่า “มร. โนเนม” นั้น มีชื่อที่แท้จริงว่าอะไร
สําหรับคริสโตเฟอร์นั้นพยายามหลีกเลี่ยงต่อการที่จะต้องพบปะกับนักข่าวชาวอเมริกันทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงโรม แต่แน่ละมันก็เป็ความจําเป็อย่างหนึ่งของเขาที่จะต้องรู้จักกับชาวอิตาเลี่ยนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพราะถึงอย่างไร เขาก็มีบ้านเป็สัดเป็ส่วนอยู่ในประเทศนี้และสิ่งหนึ่งที่เขาตั้งไว้เป็กฎตายตัวสําหรับตัวเองก็คือจะไม่มีการทํางานลับในประเทศที่เขาอยู่อาศัย
ครีโมน่าทรุดกายลงนั่งที่โต๊ะของคริสโตเฟอร์กับมอลลี่คลี่หนังสือพิมพ์ที่มีรูปของโงดินเดียมห์ออก เขามองดูรูปนั้นนิดหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยว่า
“อินทรีย์จักวรรดิ์นิยมขม้ำเหยื่อเข้าแล้วหรือนี่?”
“เป็ข่าวใหญ่ที่นี่หรือ เปียโร?” คริสโตเฟอร์ถาม
“ก็มันเป็ความจริงที่เห็นได้ชัดนี่หว่า ปอลนายคอยอ่านบทความของฉันในไบรเลี่ยน ฉบับวันพรุ่งนี้ดีกว่า ฉันเพิ่งเขียนเสร็จมาหยกๆ เดี๋ยวนี้เอง”
“นายหมายความว่ายังไง ที่ว่าเห็นชัด ๆ น่ะก็ไหนหนังสือพิมพ์ โดเรียเอเดลล่า เซร่า บอกว่าไอ้คนยิงมันเป็นายทหารชาวเวียดนามนี่หว่า”
“ใช่ ยิ่งกว่านั้น หนังสือพิมพ์ในไซง่อนยังหาว่าทั้งเดียมห์ ทั้งนูห์ฆ่าตัวเองตายเสียด้วยซ้ำ” ครีโมน่าตอบ “แต่ใคร ๆ ก็รู้กันมานานแล้วน่หว่า ว่าเื่อย่างนี้ มันต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง ประเทศของนายเองตอนนี้ก็มีคนสั่งการเข้าไปนั่งอยู่ในทําเนียบขาวแล้วนี่ประมาณอาทิตย์นึงมาแล้วใช่ไหมล่ะ แล้วคนคนนั้นมีลักษณะอย่างไรเห็นจะต้องเอาคําที่มาดามนูห์มากล่าวไว้ที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อนมาขยาย คือ ถือถุงเงินไว้ในมือแต่มีะุอยู่ในสมองนายเข้าใจไหมล่ะ”
“เอาละ ถ้าหากเื่ที่นายพูดเป็ความจริงมันก็น่าจะปฏิวัติได้แล้วนี่หว่า เปียโร”
“ของตาย ปอล ของตาย ดีที่สุดด้วยเป็วิธีแก้ปัญหาที่เด็ดขาดดี ฉันไม่อยากจะพูดหรอกว่าทุกวันนี้ประเทศของนายทําอะไรอยู่บ้างในอินโดจีน คอยดูไปเถอะ นายก็รู้เท่า ๆกับที่ฉันรู้ว่า มันเป็การเมือง เื่สกปรก
“เมื่อเราพบกับครั้งที่แล้วนายบอกฉันว่าทั้งเดียมห์ และนูห์เป็พวกนาซี” คริสโตเฟอร์ว่า
“เออ ก็มันจริงนี่หว่า ไม่ใช่เื่ตลกอะไร”ครีโมน่าตอบ “เอาละ ฉันเห็นจะต้องไปเสียทีแล้วมอลลี่ที่รัก ทำไมนะผู้หญิงสวย ๆ อย่างคุณถึงได้คบหากับหมาไล่เนื้อย่านวอลสตรีทอย่างนายคนนี้ได้”
“ก็เพราะความสัมพันธ์ของเราไม่เห็นเกี่ยวกับการเมืองที่ตรงไหนน่ะสิคะ” มอลลี่ตอบ
ความสัมพันธ์นั้นก็คงไม่เกี่ยวกับการเมืองจริง ๆอย่างที่มอลลี่ว่าเสียด้วย เพราะตลอดเย็นวันนั้นเป็เื่ของเนื้อหนังมังสาอย่างแท้จริงระหว่างคริสโตเฟอร์กับหล่อน...และต่อมา ขณะที่คริสโตเฟอร์ลงไปแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำมอลลี่ก็ลงมือเขียนหนังสือให้กับนิตยสารออสเตรเลียนฉบับหนึ่งที่เธอทํางานประจําอยู่ดูเหมือนจะเป็เื่ที่เกี่ยวกับแฟชั่นอิตาเลี่ยนในฤดูนี้ทั้งหมด...ขณะที่คริสโตเฟอร์ออกมาจากห้องน้ำนั้นเขาเห็นเธอนั่งเปลือยร่างอยู่หน้าเครื่องพิมพ์กรอบแว่นตาหลุดลงมาติดอยู่ที่ดั้งจมูกและมีดินสอสีเหลืองแท่งหนึ่งคาบไว้ระหว่างฟัน