เนื่องจากถังหย่งหลี่มีรายได้หลักมาจากการทำการค้าจนร่ำรวยขึ้นมาได้ ดังนั้นตระกูลถังจึงไม่ได้ใส่ใจเื่ของคนชั้นต่ำมาโดยตลอด คุณชายรองอย่างถังหย่งกุ้ยก็ได้ออกจากบ้านไปได้สองสามปีก่อนหน้า บอกแต่เพียงว่าจะไปทำการค้า จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา แถมยังไม่เคยมาหาลูกชายคนโตที่บ้านเลย แม้ว่าจะพาหลี่ซื่อมาก็ยังไม่ได้รับการต้อนรับจากท่านย่าซุน ยิ่งเมื่อนางได้ให้กำเนิดลูกสาวติดต่อกันถึงสองคนด้วยแล้ว หลีซื่อก็แทบจะไม่มีตัวตนในบ้าน
ในขณะที่วังซื่อยังไม่กลับมาบ้านนั้น นางจึงตกเป็ที่ระบายอารมณ์ของแม่สามีมาโดยตลอด ต้องกล้ำกลืนทนทุกข์อยู่นานจนกระทั่งมีลูกชาย ต่อมาเมื่อถังหย่งหลี่เสียชีวิต พร้อมกับมีวังซื่อมาดึงดูดความเกลียดชังจากแม่สามีไปแทน หลี่ซื่อจึงค่อย ๆ เป็อิสระ พอจะหายใจหายคอได้บ้าง
ดังนั้นเหตุผลที่นางมาที่นี่ในวันนี้นั้นก็เพื่อมาพูดเกลี้ยกล่อมวังซื่อ เพราะถึงอย่างไรบ้านใหญ่ก็ไม่มีลูกสาว แต่บ้านรองของนางกลับมีทั้งถังฉือจูและถังฉือหลิง โดยคนหลังนั้นมีอายุเท่ากันกับถังฉือเย่ ส่วนถังฉือจูนั้นโตที่สุด ปีนี้ก็จะอายุสิบสี่แล้ว เป็วัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว แต่นางกลัวนิสัยเ้าอารมณ์และไร้เหตุผลของเหอซื่อที่หากให้เป็คนมาเกลี้ยกล่อมวังซื่อแล้วอาจไม่สำเร็จ นางจึงมาทำหน้าที่นี้แทน
หลังจากถังหย่งิไปสืบเสาะป่าวประกาศมาสักพัก เขาก็ได้ชายที่้าเป็เถ้าแก่ใหญ่ร้านขายธัญพืชในเมือง สกุลหนิว ปีนี้อายุห้าสิบหกปี อายุมากกว่าท่านปู่ถังหนึ่งปี ครอบครัวของเถ้าแก่หนิวผู้นี้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้ บ้านใหญ่โตมีห้องสำหรับอนุภรรยาอีกเจ็ดถึงแปดห้อง
แค่ได้ยินหลี่ซื่อก็ถุยน้ำลายอย่างขยะแขยง ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้ายิ้มแย้มเมื่อผลักประตูให้เปิดออกพร้อมกันเรียกว่าวังซื่อ
“น้องสะใภ้ เ้าอยู่ไหม?”
ทันทีที่วังซื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางก็ทักทายด้วยความประหลาดใจ “พี่สะใภ้รอง ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“ข้ามาหาเ้านั่นแหละ” หลี่ซื่อพูดยิ้ม ๆ พลางนั่งลงบนเก้าอี้ “เ้ากำลังยุ่งอยู่หรือ?”
“ข้าไม่ได้ยุ่งอะไร…ข้ากำลังทำเฉินมามา แล้วกำลังปักดอกไม้ลงไปสองดอก” เฉินมามาที่วังซื่อบอกคือชื่อเรียกของสายรัดประจำเดือน ด้วยการนำผ้ามาเย็บเป็กระเป๋าเล็ก ๆ แล้วเว้นช่องไว้ด้านหน้า เมื่อประจำเดือนมาก็เทเถ้าพืชลงไปในช่อง จากนั้นก็สามารถใช้ได้ตามปกติ เนื่องจากผ้าส่วนใหญ่คือผ้าเฉิน ดังนั้นจึงเรียกว่าเฉินมามานั่นเอง
เดิมทีหลี่ซื่อคิดว่านางกำลังปักผ้า คาดไม่ถึงว่าจะเย็บสายรัดประจำเดือนอยู่ เช่นนั้นนางก็คงไม่ได้จะเอาไปขาย ลูกสาวทั้งสองอาศัยอยู่ที่โรงหมอประจำหมู่บ้านมาสามวันแล้ว อาการก็ยังไม่หายดี แต่นางกลับมานั่งเย็บสายรัดประจำเดือนอยู่ที่บ้าน…ช่างไร้หัวจิตหัวใจจริง ๆ
สะใภ้รองตระกูลถังเม้มปาก ทั้งที่คิดดูแคลนแต่ปากกลับพูดชมเชย “น้องสะใภ้ เ้าฝีมือชำนาญคล่องแคล่วมาก เป็ข้าคงทำงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ไม่ได้แน่”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
หลี่ซื่อถึงกับนิ่งไป เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของวังซื่อ ความจริงใครก็ตามที่ได้รับคำชมนี้อย่างน้อยก็ควรถ่อมตัวสักหน่อย แต่นางกลับยอมรับได้อย่างหน้าชื่นตาบาน แต่ช่างเถอะ เมื่อมาคิด ๆ ดูอีกทียิ่งวังซื่อผู้นี้โง่มากเท่าไหร่ เื่ที่นางมาทำวันนี้มันก็จะยิ่งง่ายมิใช่หรือ
คิดได้ดังนี้หลี่ซื่อก็หยุดพูดเื่ไร้สาระแล้วหันมาพูดกับวังซื่อช้า ๆ “น้องสะใภ้ เ้าใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ ไม่คิดบ้างหรือว่าจะอยู่อย่างไรในอนาคต”
ทันใดนั้นวังซื่อก็เปลี่ยนอารมณ์เป็เศร้าสร้อยขึ้นมาทันที นางวางงานที่ทำลงก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเมื่อหยดน้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้งราวกับสั่งได้
“แม้ว่าหรงเอ๋อร์จะเฉลียวฉลาดแต่ก็ยังอายุน้อย หญิงสาวสองสามคนอยู่บ้านด้วยกันคงจะลำบากน่าดู วันสองวันอาจพอทนได้ แต่หากนานกว่านั้นท้ายที่สุดก็ต้องตกเป็ขี้ปากของชาวบ้านให้เขาซุบซิบนินทา หากจะให้ข้าพูด ข้าคิดว่านี่มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีเลย เ้าเองก็ควรคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน”
วังซื่อได้ฟังก็ยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปอีก ความจริงเมื่อไม่กี่วันมานี้นางเพิ่งจะเริ่มคิดได้ ตอนอยู่บ้านสกุลถังนั้นก็มีท่านย่าซุนคอยด่าทอทุบตี แม้ว่านางจะบอบบางและอ่อนแอแต่ก็ไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องทำงานบ้านแถมยังต้องคอยดูแลเด็ก ๆ อยากจะนั่งพักก็กลับมีเข็มกับด้ายอยู่ในมือ ไม่สามารถนั่งพักเฉย ๆ ได้เลย แม้แต่เสื้อผ้าของทุกคนในบ้านก็ล้วนเป็นางที่ตัดเย็บมันขึ้นมา
แต่พอเมื่อย้ายออกมาแล้วนางก็คือนายหญิงของบ้านหลังนี้ เช่นเดียวกับตระกูลที่นางเคยปรนนิบัติรับใช้เมื่อก่อน ในบ้านนี้นางเป็ใหญ่ ไม่มีใครคอยสั่ง กินดีอยู่ดี แถมยังไม่มีใครสั่งให้นางไปทำงาน นางไม่ต้องกังวลใจเื่ใด ๆ ทั้งนั้น แม้ว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับจะไม่เยอะแยะมากมายเท่าที่บ้านใหญ่ แต่นางก็สบายใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นวังซื่อจึงไม่คิดจะกลับไปที่บ้านสกุลถังอีก
“นี่มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ชะตาชีวิตข้าต้องขมขื่นเพียงนี้กันล่ะ”
“อย่าพูดเช่นนี้” หลี่ซื่อยืมมือจับมือของวังซื่อไว้เพื่อปลอบประโลม “น้องสะใภ้อย่าเศร้าใจไปเลย โบราณว่าไว้ ปัญหาทุกอย่างล้วนมีทางออก ต่อไปเ้าอาจจะมีวันที่ดีก็ได้ใครจะไปรู้ ถึงอย่างไรตอนนี้เ้าก็ยังมีอาหารให้ทานมีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ให้ใส่ ใครจะไปคิดว่าถังฉือเย่จะพึ่งพาได้ขนาดนี้”
“พี่สะใภ้รองอย่าไปชมนางแบบนั้นเลย เด็กคนนั้นไม่เคยจะเชื่อฟัง” วังซื่อกล่าวอย่างเ็า “หรือว่าแค่มีอาหารเสื้อผ้าให้ใส่ก็เพียงพอแล้วอย่างนั้นหรือ กล่องเครื่องประดับของข้ามากกว่าครึ่งอยู่ในกำมือของท่านแม่ ท่านลองดูผมเผ้าหน้าผมแล้วก็ศีรษะที่เปลือยเปล่าของข้าสิ ท่านจะรู้ว่าข้ามีความเป็อยู่อย่างไรกันแน่”
จากคำพูดเพียงไม่กี่คำที่ได้ยิน หลี่ซื่อก็เดาออกไม่ยากนักว่าวังซื่อคิดอย่างไร นางจึงคิดดูิ่อยู่ในใจ แต่กลับซุกซ่อนมันไว้เพื่อแสดงสีหน้าจริงใจ
“ก็ใช่! น้องสะใภ้เป็สตรีที่มีใบหน้างดงามเยี่ยงนี้ ชั่วชีวิตข้าก็เคยเห็นเพียงเ้าเท่านั้น ดังนั้นก็ควรที่เ้าจะต้องมีคนคอยปรนนิบัติดูแล ควรมีเสื้อผ้าสวย ๆ งามใส่ บนศีรษะบนข้อมือก็ควรใส่เครื่องประดับราคาแพงถึงจะเหมาะสมกับคนที่มีใบหน้างดงามอย่างเ้า”
“น่าเสียดายที่ชีวิตข้ามันช่างอาภัพ สามีก็มาด่วนจากไป หวังพึ่งได้เพียงหรงเอ๋อร์ว่าจะสามารถเป็ขุนนางได้ในอนาคต และสร้างเงินให้ครอบครัวได้มากขึ้น”
“แน่นอน” หลี่ซื่อยืนยัน “ในอนาคตข้าเชื่อว่าหลงเอ๋อร์จะต้องประสบความสำเร็จแน่ เพียงแต่ในสองปีนี้อาจจะเป็เื่ยากสักหน่อย หากจะให้ข้าพูดข้าว่าเ้าต้องจัดการเื่ในบ้านให้ดีกว่านี้ หรงเอ๋อร์จะได้เรียนได้อย่างสบายใจ ดังนั้นขาดก็เพียงแค่เงิน”
ในที่สุดหลี่ซื่อก็พูดเข้าประเด็นสำคัญ “ข้าคิดว่าเ้าจะต้องหาเงินไว้ให้มากที่สุด”
“ข้าจะไปหาเงินมาจากไหนกัน?”
“หากเ้าไม่ว่าอะไร ข้าก็จะบอกให้เ้าฟัง”
“พี่สะใภ้รอง ท่านรีบบอกมาเถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก”
แล้วตอนนั้นเองที่หลี่ซื่ออมยิ้มอย่างมีเลศนัย ดวงตาเป็ประกายขึ้นเมื่อเห็นว่าปลาฮุบเหยื่อ เมื่อโน้มตัวเองพูดกระซิบข้างหูวังซื่อว่า
“ข้ารู้จักเศรษฐีคนหนึ่งในตัวเมือง”
……………………..…………
จนกระทั่งออกมาจากบ้านทรุดโทรมหลังนั้น หลี่ซื่อก็ยังอดรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อยไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้นางคิดมาอย่างรอบคอบแล้วว่าตัวเองสามารถเกลี้ยกล่อมวังซื่อได้ เพราะวังซื่อนั้นหัวอ่อนและโง่เขลา จนไม่มีความคิดเป็ของตัวเอง หากพูดกับนางดี ๆ นางเชื่อว่าเก้าในสิบส่วนวังซื่อจะต้องคล้อยตามเห็นด้วยแน่ ๆ แต่นางก็คิดไม่ถึงว่าวังซื่อจะตอบตกลงให้อย่างง่ายดายเพียงนี้!
เพียงแค่พูดถึงทรัพย์สินของอีกฝ่าย ยังไม่ทันที่จะกล่าวอะไรมากวังซื่อก็ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด จากนั้นก็ตอบตกลงทันที “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงดีกว่าอยู่อย่างลำบากกับพวกข้าที่นี่ เช่นนั้นข้าเองก็สบายใจในฐานะแม่คนหนึ่ง”
หลี่ซื่อสับสนเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวังซื่อจึงไม่คิดสักนิดว่าหากไม่มีถังฉือเย่แล้วต่อจากนี้นางจะอยู่อย่างไร แม้ว่าอีกฝ่ายจะให้เงินตระกูลถังเพิ่มอีกสองตำลึง แต่คนนิสัยตระหนี่อย่างท่านย่าซุนน่ะเหรอจะมอบเงินเ่าั้ให้วังซื่อ
เพราะหากเป็นางไม่ว่าความสัมพันธ์แม่ลูกจะเป็อย่างไรก็ไม่มีทางที่จะส่งถังฉือเย่ให้ใครสักคนในฐานะนางบำเรอเด็ดขาด!
พอมาคิดดูแล้วก็บอกได้คำเดียวว่าวังซื่อนั้นช่างเป็คนโง่จริง ๆ แค่สถานการณ์ง่าย ๆ อย่างนี้ยังมองไม่ออก น่าเสียดายที่มีลูกอย่างถังฉือเย่…สะใภ้รองของตระกูลได้แต่ส่ายหน้า และทันใดนั้นเสียงของแม่สามีก็ดังขึ้น
“สะใภ้รอง!”
หลี่ซื่อใรีบหันหน้าไปมอง ก็เห็นท่านย่าซุนเดินตรงปรี่เข้ามาหาพร้อมกับเอ่ยถามเร่งเร้าด้วยความร้อนใจ “เป็อย่างไรบ้าง เ้าตัวซวยนั่นยอมตกลงหรือไม่?”
“นางตอบตกลง…ท่านแม่” หลี่ซื่อกล่าวอย่างนุ่มนวล “นางบอกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงดีกว่าทนลำบากอยู่กับนาง”
หญิงชราเบะปากแสดงสีหน้าดูถูกอย่างเห็นได้ชัด “ข้าบอกแล้วเ้าตัวซวยนั่นแม้แต่หมายังเทียบไม่ได้ แม้แต่หรงเอ๋อร์นางยังไม่สนใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กสาวคนนั้นเลย มีกันอยู่สองคนยังจะดั้นด้นไปอยู่กับนาง…ที่นี้แหละจะกลับมาคิดเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว”
นางพูดพึมพำกับตัวเองขณะเดินกลับเข้าบ้านเพื่อบอกข่าวดีกับลูกชาย!
.
.
.