ฉลามคลั่งรัก 29 : หัวใจบอบช้ำ
#ฉลามคลั่งรัก
“จริงไหม ?” ผมหันไปยิ้ม หัวใจฝืนรับเกินจะทนไหวสบตากับพวกเขาและหวังเพียงจะได้ยินอะไรสักอย่างที่จะเยียวยาจิตใจ “พวกคุณมีอะไรอยากบอกผมไหม บางเรื่องที่บอกผมไม่ได้หรือยังไม่ถึงเวลาบอกน่ะ”
“...”
“นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วนะ ถ้าคุณยังไม่บอก จะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว” คำพูดผมถือเป็นคำประกาศิตผมรู้สึกว่าถ้าตัวเองยังไม่ได้ยินอะไรที่เป็นความจริงชิ้นส่วนหัวใจสุดท้ายจะแตกหัก และมันคงไม่ดีถ้าเกิดผมต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องซ้ำซาก
ผมถูกหักหลังแล้วต้องผิดหวังจากคนที่ขอให้เชื่อใจ
นี่คือสิ่งที่ผมควรได้รับเหรอ?
ทำไมเรื่องบัดซบพวกนี้ถึงได้ไม่ยอมหยุดสักทีมันเหมือนกับพายุที่ส่งสายฝนมาพร่ำตกเรื่อย ๆ ก่อนจะถาโถมเข้ามาอีกชุดใหญ่ซัดทุกอย่างจนเละเหยียบย่ำจนพังไปผมกัดปากแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองที่แน่นไปทั่วทั้งอกมือที่ถูกดีแลนจับไว้ก็สั่นไปหมด
พลันผมก็ต้องเสียใจ
“ไม่มี”
“ดีวาน...”
“ไม่มีความลับอะไร”
“…”
“พวกเราไม่เคยปิดบังคุณ” นาทีนั้นเหมือนกับความรู้สึกทลายลงตรงหน้าผมมองเห็นภาพตัวเองที่ดำดิ่งลงสู่ความมืดที่รอกลืนกินผมมองเห็นพวกเขาสองคนที่เป็นคนผลักผมลงในบ่อ เช่นเดียวกับโอเว่นที่ยิงผมหวังให้ตายตรงหน้ามันทำให้ผมยิ้ม พยักหน้าพลางสูดลมหายใจเข้าเป็นการทำใจ “คุณอาจจะคิดมากเกินไปกลับไปพักเถอะ”
“ผมไม่พักแล้วดีวาน ผมพักมาพอแล้วสำหรับความเชื่อใจ”
“โซล”
“คุณจะไม่บอกผมเรื่องนั้นจริง ๆ ใช่ไหม จะปิดผมไปตลอดชีวิตเลยใช่หรือเปล่า ?” ผมถามเขา มือกำแน่นจนเลือดซึมผ่านเสื้อดีวานหยดลงบนทะเลย้อมให้มันกลายเป็นสีแดงฉานกระตุ้นสัญชาตญาณที่พาให้ดวงตาพวกเขาแพรวพราวไปหมด
ดีวานหลุบตามองแผลผมกลิ่นเลือดมีอิทธิพลกับฉลาม และอีกสิ่งที่ผมรู้ดีว่าอะไรจะกระตุ้นพวกเขาได้
“ถ้าไม่บอกผมก็คงต้องหาคำตอบเองใช่ไหม”
“คุณจะทำอะไร ?”
“ทำให้ตัวเองหายโง่สักที”รอยยิ้มอ่อนล้าฉายชัดเต็มใบหน้า ผมหยิบมือถือของโจเอลที่ซ่อนไว้ออกมากดเปิดหน้าจอที่ผมเคยก็อปไฟล์คลื่นเสียงพิเศษที่มีผลกับฉลามของผมเอาไว้มันคือเสียงวาฬ อาหารโปรดของเมกาโลดอนตัวใหญ่ ผมกดเปิดมันดูปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไป
“หวีดดด !!!!”
“อึก !”เสียงวาฬดังกระหน่ำปลุกเร้าให้พวกเขาเบิกตากว้างไม่ยอมหยุด ผมใช้เลือดตัวเองปาดลงกับมือถือภาวนาขอให้สิ่งที่ตัวเองรู้มากลายเป็นเพียงความฝันขอแค่กลับมาเห็นพวกเขาหัวเราะบอกผมว่าคิดมากอะไรขนาดนั้น
ไม่ใช่เปลี่ยนร่างไปกระโจนลงทะเลตามคำลวง
“ไปเก็บมา ดาย...ดีแลน”
“ซะ...โซล”
“ถึงเวลาเฉลยความจริงแล้ว”ผมเพิ่มเสียงวาฬให้หนักขึ้น หวีดร้องให้พวกเขาสั่นสะท้านก่อนจะตัดสินใจปาดเลือดตัวเองลงบนกับโทรศัพท์ ใช้มันเป็นตัวนำพาให้ตัวเองตาสว่างแม้ว่าการที่พวกเขากัดฟัน กัดปากจนห่อเลือดกันก็ตอบโจทย์แล้วก็ตาม
แต่ผมอยากเห็นทุกสิ่งที่ผมรู้มา
ผมกลั้นใจโยนมือถือไปกลางน้ำให้ทะเลใสโอบกอดมันเอาไว้ ดวงตาสีสวยหันมองกลับไป...
แล้วก็พบกับความจริง
“กึด !” ภาพที่ผมเห็นเกินกว่าที่คิด สองหนุ่มพุ่งตัวไปหาเหยื่อล่อทั้งที่รู้ว่ามันคืออะไรร่างกายที่เคยงดงาม กลับงอกครีบยาวเปลี่ยนสภาพ แขนกลายเป็นครีบสองข้างขารวมกันเป็นหางขนาดใหญ่ ใบหน้าคมคายยื่นยาวเต็มไปด้วยคมเขี้ยวอันตราย
วินาทีนั้นผมทรุดตัวร้องไห้
ฝันร้ายมันกลายเป็นจริง
“พวกคุณหลอกผมได้ยังไง ทำได้ยังไง...ฮึก”
ผมจมปลักอยู่ในทะเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะลากสังขารตัวเองกลับมาที่บ้านขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่สนใจเสียงเรียกหรือเสียงเคาะเพราะมันคงไม่มีผลกับผมในตอนนี้อีกอย่างถ้าพวกเขาจะเข้ามาก็แค่ไปหยิบกุญแจสำรองมาไขก็ได้ไม่ต้องมารอให้ผมอนุญาตให้เข้ามาหา
แต่ตราบใดที่เขายังไม่ทำผมก็ไม่ยอมเปิดประตูให้เข้ามา
นั่งกอดเข่าร้องไห้ระบายความในใจว่าทำไมชีวิตผมถึงแย่ขนาดนี้ตั้งแต่เกิดมานี่คงเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลกับผมมากที่สุดมันไม่ใช่แค่เรื่องที่พ่อซ่อนเอาไว้ มันยังรวมถึงว่าพวกเขาโกหกผมทำไมเขาปล่อยให้ผมเจอกับปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากพวกเขามากมาย
แล้วยังมาทำตัวเป็นคู่นอนที่เหมือนกับเจ้าของช้อนตัวผมจากความตาย ขอให้ผมเชื่อใจและนึกถึงความรักที่เขามีให้ผมยอมรับว่าเปิดใจให้พวกเขา กระทั่งผมรู้ว่าพวกเขาเป็นอะไรยอมกรีดมือตัวเองเพื่อดูว่าเลือดจะมีปฏิกิริยากับเขาไหมคนปกติที่ไม่รู้ว่าผมหายไปไหนจะใช้เวลาในการหาผมค่อนข้างนานแต่พวกเขากลับโผล่มาในเสี้ยวอึดใจ
และเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดผมเลยต้องใช้เสียงวาฬในการกระตุ้น คนทั่วไปมากสุดก็แค่แสบแก้วหูเว้นพวกเขาที่กลายร่างลงไปดู ผมถึงได้รู้...
ว่าทุกสิ่งที่ผมรู้มาคือเรื่องจริง
แล้วเจอแบบนี้ใครมันจะไปเชื่อใจ...
ความรู้สึกนั้นมันพังไปหมดแล้ว
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องผมไม่รู้เลยว่าตัวเองร้องไห้จนผล็อยหลับไปตอนไหน ผมตื่นขึ้นมาดวงตาบวมไปหมดเนื่องจากเสียน้ำตาหนักยิ่งกว่าอะไร มันเหมือนว่าทุกสิ่งที่ผมเก็บไว้มันถูกปลดปล่อยออกมาจนหมด ยอมรับว่าโล่งขึ้นเยอะอย่างน้อยก็มีพื้นที่มากพอที่จะสู้ต่อไปได้
ผมยันตัวขึ้นมานั่งเหม่อลอยอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้า
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นร่างสูงเจ้าของน้ำเสียงชวนฝันยืนพิงประตูยื่นผ้าขนหนูรอให้อยู่
“เช็ดหน้าสิ”
“…”
“โซล” ไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกไป มีเพียงแค่หลุบตาต่ำแค่สักวิก็รู้สึกว่าทนมองหน้าไม่ไหว มันทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจหลากความรู้สึกประเดประดังเกินจะรับผมเดินไปหยิบผ้าอีกผืนปฏิเสธน้ำใจคนที่ผมมั่นใจว่าเป็นดายไม่ใช่ดีวานจากนั้นก็ออกจากห้องน้ำ มายืนเช็ดหน้าตัวเองอยู่กลางห้อง หันหลังให้คนที่เดินตามมาแต่เลือกที่จะหยุดอยู่ไม่ไกลจากด้านหลัง
ทุกอย่างเงียบสงบมากขนาดลมหายใจก็คล้ายกับจะหยุดตามไปด้วย
“คุณโอเคขึ้นไหม ?”
“…”
“อยากให้ผมทำอะไรให้หรือเปล่า ?” ผมยกยิ้มเพราะความปรารถนาเดียวของผมเขาพังมันไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน“หิวไหม ลงไปหาอะไรกินกัน...”
“ผมกินอะไรไม่ลง”
“…”
“รสชาติมันคงขื่นขมไม่ต่างจากน้ำตา”ผมตอบกลับเสียงแผ่วเบาถึงขั้นต้องพยายามเค้นเสียงมีหลายคำถามเลยที่ผมอยากจะขึ้นเสียงใส่เขา อยากจะใส่อารมณ์ทำทุกอย่างแต่กลับรู้สึกว่าเรี่ยวแรงมันหดหาย ลำพังแค่หายใจได้ก็เหนื่อยพอแล้ว
ถึงอย่างนั้นก็มีคำถามเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจ
“พวกคุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง”
กึก !
“หลอกผมมาได้ยังไงตั้งนาน”เสียงของผมสั่นหวั่นไหวต่อให้พยายามสะกดกลั้นตั้งแต่ที่รู้ผมไม่มีความกลัวเลยสักนิดเพราะผมเลือกที่จะฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่น่ากลัวมากสุดในโลกนี้แต่สิ่งที่มันทำให้หัวใจผมย่อยยับไม่มีชิ้นดีคือผมไม่เคยรู้เลยว่าครอบครัวที่ผมมีเป็นอะไร
รู้แค่ว่าพวกมันเป็นฉลามฉลาดและชอบเอาชนะ ใครจะคิดว่ามันจะเปลี่ยนสภาพเป็นมนุษย์ได้
แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาทำไมถึงไม่พูดอะไรกัน
“เรากลัวว่าคุณจะกลัวแล้วรับไม่ได้”
“ถ้ารับไม่ได้ผมคงทำแบบเซ็บตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกันเมื่อแปดปีก่อน”ผมนึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน ผมอยู่ในห้องนอนศูนย์วิจัยทาบมือลงกับกระจกเฝ้ามองดูฉลามล้านปีที่ว่ายวนรอบห้องผม พ่อบอกว่าหลังจากนี้เราจะเป็นครอบครัวเดียวกันฝากฝังให้ดูแลชั่วชีวิตที่สามารถจะอยู่ใช้มันได้
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงกับการเจอสัตว์ดุร้ายแต่ความรู้สึกที่ผมจำได้...
ผมหลงรักมัน...สุดหัวใจ
ยอมทิ้งทุกอย่างตกปากรับคำพ่อโดยไม่สนว่าชีวิตให้หลังมันจะเป็นยังไง พ่อผมทุ่มเทให้กับมันผมรักพ่อก็เท่ากับว่าผมรักทุกสิ่งที่พ่อทำ และพวกเขาก็คือสิ่งนั้นเมกาโลดอนที่ควรจะสูญพันธุ์หากแต่ยังมีชีวิต ผมรักพวกมันมากกว่าชีวิตถึงขั้นสาบานกับตัวเองว่าถ้าจะตายก็ขอตายเพราะพวกมันเท่านั้น
“ทั้งชีวิตผมยอมปกป้องพวกคุณดูแลพวกคุณทั้งที่จะทิ้งไปก็ได้แล้วทำไมถึงกลายเป็นว่าผมคือคนโง่ที่เหมือนโดนหลอกใช้”
“…”
“คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไงผมนึกว่าคุณรักผม...เหมือนที่ผมรักคุณ” คำพูดนั้นคล้ายกับจะบีบให้ผมร้องไห้หนักกว่าเก่าผมกัดปากแน่นรู้เลยว่าน้ำตาไหลอีกแล้วถ้าคนไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็นไหล่ผมที่สั่นไหว เสียดายที่ไม่ได้สะอื้นดังอะไรผมแค่ร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียวเหมือนที่ผ่านมา
ติดแค่ครั้งนี้แผ่นหลังผมถูกโอบกอดจากคนที่เดินมาหา
ดายกดจูบลงบนกลุ่มผมหอมแล้วเอ่ยคำพูดที่ผมรอฟังออกมา
“ทูนหัวอย่าร้องไห้”
“ฮึก...”
“ผมรู้ว่าผมทำให้คุณเสียใจแต่ความรักที่มีให้มันคือเรื่องจริง” เขากระซิบข้างหูผมปลอบประโลมอย่างที่ควรจะทำ “ผมไม่ได้อยากทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวไม่เหลือใคร ผมตั้งใจจะบอกเรื่องนี้หลังจากที่ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”
“…”
“แต่ผมคงคิดน้อย”
“ดาย...”
“ผมขอโทษทูนหัว” ผมส่ายหน้าคล้ายกับปฏิเสธทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษแค่ปล่อยให้เขากอดไว้อย่างนั้นยอมรับตามตรงว่าความร้อนมันแลดูจะไม่แทรกผ่านเข้าไปในหัวใจผมเห็นภาพตัวเองก่อกำแพงขึ้นใหม่หลังจากโดนพังทลายจนย่อยยับ
มันตลกที่มือผมเต็มไปด้วยแผลจากการก่อสร้างทุกครั้งที่หยิบอิฐมันจะบาด ระหว่างก่อกำแพงด้านหลังก็ถูกกระหน่ำด้วยมีดนับพันที่ถูกปามาจากทั้งคนที่ไว้ใจ จากทั้งคนที่ขอให้เชื่อใจ ไหนจะศัตรูที่พร้อมจะฆ่าผมให้ตาย
ผมมองไม่เห็นจุดไหนที่ตัวเองจะปลอดภัยได้ขนาดอยู่ในกำแพงที่สร้างไว้...
ยังโดนตัวเองทำร้ายเช่นกัน
“ร้องไห้อีกแล้วเหรอที่รัก”
“ฮึก”
“ต้องหยุดร้องแล้วนะ” เสียงทุ้มต่ำของดีแลนกระซิบอยู่ข้างหูทว่าผมก็ยังฝังหน้าตัวเองลงกับผ้าขนหนูไม่สบตาเขา มือหนาจับแขนผมไว้ทำท่าจะยื้อขณะเดียวก็รอให้ผมยินยอมด้วยตัวเอง “ขอผมดูหน้าคุณหน่อยสิราชินีของผมเราไม่ได้มองหน้ากันมาสักพักแล้วนะ”
“…”
“ทำให้เราสบายใจหน่อยได้ไหมว่าคุณไม่ได้กลัว” ผมกัดปากแน่นตอกย้ำในใจอย่างชัดเจนว่าผมไม่ได้กลัวพวกเขาเลยแม้แต่นิดไม่ว่าจะเป็นปีศาจ เป็นพญามารหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ไม่กลัว ผมรักพวกเขารักด้วยหัวใจ แต่ที่ผมโกรธคือพวกเขาปิดบังผมทุกอย่างที่ผมควรจะรู้เป็นคนแรก
ทว่าน้ำเสียงของดีแลนก็บีบหัวใจมันรั้งให้ผมยอมเงยหน้าสบตากับเขา ม่านน้ำตาที่พังทลายยามกะพริบใส่ ร่างสูงมองผมดูอ่อนแอจากข้างใน จุมพิตหวานทาบลงบนหน้าผาก ดันร่างผมให้นั่งลงบนตักดายที่กอดจากด้านหลังไว้
ดีแลนย่อตัวคุกเข่าแนบแก้มลงกับขาอ่อนผมปลายนิ้วลูบที่หลังเท้าราวกับปลอบประโลม
“ผม...ไม่ได้กลัวฮึก”
“ที่รัก...”
“ผมแค่เสียใจทั้งโกรธ ทั้งเสียใจที่รู้เรื่องนี้เป็นคนสุดท้ายทั้งที่ผมควรจะรู้เรื่องนี้เป็นคนแรก” ผมเค้นเสียงที่สั่นคุยกับพวกเขา แม้จะหายใจลำบาก “ผมเป็นคนเดียวที่รู้จักพวกคุณเป็นคนเดียวที่ยอมปกป้องพวกคุณคุณว่ามันตลกไหมที่ผมต้องใช้ชีวิตเพื่อฉลามสองตัวที่เป็นสาเหตุให้พ่อแม่ผมต้องตาย”
“…”
“แต่ผมไม่เคยโกรธพวกคุณเลยสักครั้งยังรัก ยังดูแลมากกว่าใคร แล้วดูสิ่งที่ผมได้สิ มันสมควรกับสิ่งที่ผมเสียไปไหม...”
“พวกเราขอโทษนะโซลขอโทษที่ทำให้คุณเสียใจ” ผมไม่ตอบก้อนสะอื้นแล่นมาจุกคอจนพูดไม่ไหว “ผมรู้ว่าคุณคงไม่ให้อภัยและเราคงหมดโอกาสแก้ตัว”
‘คือโอกาสสุดท้ายแล้วนะถ้าคุณยังไม่บอก จะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว’
คำพูดในตอนนั้นย้อนเข้ามาในหัวผมในตอนนั้นมันเต็มไปด้วยหลายอารมณ์ และผมไม่ใช่คนที่ให้โอกาสใครบ่อย ๆการที่เราจะอยู่ด้วยกันได้มันต้องใช้ใจแลกใจ ไม่ใช่แค่ทำดีให้ตายใจเพื่อปิดบังความลับดีแลนเช็ดน้ำตาให้ ใบหน้าของเขาซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
“เราควรจะบอกคุณเป็นคนแรกไม่ใช่ให้คุณมารู้ทีหลังแต่...พอจะพูดเรื่องนั้นก็ดันกลัวขึ้นมา”
“ทั้งที่ก็รู้ว่าผมรักพวกคุณมากน่ะเหรอ?”
“เราเองก็รักคุณมากถึงได้กลัวว่าคุณจะรับไม่ได้”
“เราถึงรอให้ทุกอย่างจบลงไปให้คุณพักใจแล้วพูดความจริง” ดายเสริมทัพน้องชายเขากดจูบลงบนไหล่ผมเพื่อยืนยันคำพูด “ผมเป็นคนไม่ให้ดีแลนบอกถึงอย่างนั้นก็อดส่งเขาขึ้นไปดูคุณบนบกไม่ได้ เราห่วงคุณแต่ในฐานะฉลามก็ทำอะไรไม่ได้มาก
“…”
“เราไม่ได้เป็นที่หนึ่งเมื่ออยู่บนฝั่งจะรั้งคุณไว้ต้องพึ่งสัญชาตญาณ”
“แล้วที่ผ่านมาทำไมไม่พูดกัน”
“…”
“ทำไมถึงปล่อยให้ผมแบกรับทุกอย่างอยู่คนเดียว” ผมสบตากับดาย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดในช่วงนี้แต่มันรวมถึงตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมา พ่อแม่ผมยอมตายเพื่อปกปิดความลับของพวกเขาแล้วทำไมเขาถึงเลือกที่จะโผล่มาช่วงนี้ล่ะ “ตลอดเวลาแปดปีมัวแต่กลัวอะไรกัน”
“กลัวคุณรับไม่ได้กลัวคุณเสียใจถ้าได้ฟัง”
“คุณคิดน้อยมากเลยนะดายน้อยมากจนไม่สมเป็นคุณ” เจ้าตัวชะงักดูยอมรับทุกถ้อยคำผม “ถ้าวันนั้นที่ผมตื่นมาเจอพวกคุณ ผมจะรัก จะกอด จะไม่ไปหาผู้ชายคนไหนจะอยู่กับพวกคุณตลอดไปไม่ใช่เดียวดายหาหนทางให้ตัวเองมีความสุขแล้วก็โดนพวกคุณไล่ล่าเหมือนเกลียดกัน”
“พวกเราไม่เคยเกลียดคุณเลยนะที่รักส่วนเรื่องที่ไล่ล่า...มันก็เพราะสัญชาตญาณที่กดดัน”ดีแลนรีบแย้งกลับ “เราอยากบอกความจริงกับคุณจะตายแต่ตอนคุณตื่นมา คุณกลับจำไม่ได้ว่าเราช่วยคุณไว้”
“อะ...”
“เพราะงั้นจะให้กระโดดขึ้นไปบอกว่าเราเป็นคนได้คุณคงหัวใจวายตายพอดี”ผมนิ่งงันประมวลผลว่าในคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คืนที่พ่อแม่ผมตายผมถูกช่วยไว้ด้วยอะไรสักอย่างซ้อนทับกับความฝันคราวนั้นที่บอกใบ้ว่าไม่ใช่แค่ฉลามที่ช่วยผมไว้ผมปะติดปะต่อเรื่องราวมองใบหน้าพวกเขาสลับกันไป
จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายถูกเติมเต็มเข้าไปในช่องผมเห็นภาพของดีแลนกับดายโอบกอดผมไว้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยลบล้างม่านหมอกที่อยู่ภายในจิตใจ
มันตอบโจทย์เรื่องที่ผมลืมมันไป
มันไม่ได้สูญหายมันอยู่ที่เดิม แค่ผมนึกไม่ออกเท่านั้นเอง...
“พวกคุณช่วยผมไว้ตอนนั้น” พวกเขาพยักหน้าผมเลยนึกถึงก่อนหน้าที่หงายหลังเข้าปากดายก่อนจะมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล“ก่อนหน้านี้ผมก็อยู่ในปากคุณใช่ไหม ?”
“มันอาจจะไม่น่าจำเท่าไหร่แต่ผมไม่เคยคิดกลืนคุณลงท้องนะ”ดายตอบกลับผิดกับผมที่ชะงักค้าง “ตกอยู่ในความตายคงกลัวมากสินะผมเองก็กลัวว่าจะทำคุณเจ็บเหมือนกัน”
“งั้นแสดงว่าคราวก่อนที่บอกว่าผมตายก็หมายถึงว่าผมเคยอยู่ในปากของคุณน่ะเหรอ ?”
“ใช่”
“…”
“เพราะพอคุณหลุดจากปากผมไปเด็กไร้เดียงสาก็กลายเป็นทูนหัวจอมยั่วไปเลย” ความหมายที่จะสื่อคงหมายถึงว่าผมนิสัยเปลี่ยนไปมันไม่แปลกเนื่องจากพ่อแม่ผมตาย ผมต้องแบกรับอะไรหลายอย่างเลยอ่อนแอไม่ได้ “ตัวตนที่เป็นเด็กอ่อนแอคุณทิ้งมันไว้ในตัวผมเหมือนกับอีกตัวตนที่ทิ้งไว้ให้”
“ตอนนี้คุณอ่อนแอกลายเป็นเด็กคนนั้นที่ไม่เหลือใครแต่คุณรู้อะไรไหมที่รัก ?” ดีแลนยกยิ้มให้ เขายกเท้าผมขึ้นมากดจูบลงบนหลังเท้าไม่รังเกียจว่ามันจะต่ำแค่ไหน นาทีนั้นผมเบิกตากว้างหลุบตามองสร้อยข้อเท้าที่ลืมไปเลยว่าเคยใส่
เพราะมัวแต่สนใจอย่างอื่นผมเลยไม่ได้แคร์ว่ามันจะยังอยู่ไหม
แต่ตอนนี้มันยังอยู่หนำซ้ำดีแลนยังกดจูบลงบนนั้นเป็นการบอกว่าเขาจะซื่อสัตย์กับผมตลอดไป
“ไม่ว่าคุณจะเป็นใครเราก็ยังรักคุณเหมือนเดิม” รอยยิ้มหวาน ๆดูไม่เข้ากับช่วงเวลาที่มืดหม่นถึงอย่างนั้นผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันขับไล่น้ำตาในใจผมให้ออกไปมือบางถูกดายดึงไปจูบเอาไว้ฝังรอยจูบลงบนต้นคอโดยไม่ถามความสมัครใจว่าผมจะมีอารมณ์ร่วมด้วยไหม
ผมไม่ได้ตอบรับผมทำแค่เงียบให้พวกเขาคิดว่ามันสมควรไหมที่ใช้การกระทำพวกนี้ละลายน้ำแข็งในใจผมทั้งที่ก็รู้ว่ามันเป็นช่องโหว่ขนาดไหนผมเลียปากทำความเข้าใจเท่าที่สมองนี้จะทำได้ มีคำถามมากมายลอยวนอยู่ในหัวเสียดายที่ผมกลับไม่พูดออกไป
ผมทำแค่เอนตัวพิงกับอกของดายลูบแก้มดีแลนคล้ายกับให้อภัย
แต่ก็เปล่า
“ถึงจะพูดแบบนั้นผมก็ยังไม่ให้อภัย”
“โซล”
“จนกว่าคุณจะพูดทุกอย่างเพื่อสร้างความเชื่อใจ”
“…”
“นี่เป็นโอกาสสุดท้ายถ้าไม่พูดความจริงทั้งหมด เราจบกัน” คำประกาศนั่นถือเป็นตัวชี้วัด ให้พวกเขาสบตากันเป็นเชิงว่าควรทำไงไม่ใช่ทุกคนที่ผมจะหยิบยื่นโอกาสให้แต่เพราะรักเกินจะทานไหวเลยยอมอ่อนข้อให้แม้เพียงเศษเสี้ยวตอนนี้ก็อยู่ที่พวกเขาว่าจะตอบรับคำเชิญของผมยังไง
ซึ่งก็เหมือนพวกเขากลัวว่าผมจะหายไปถึงได้กอดเอาไว้แล้วเริ่มพูดความจริง
ที่ทำให้ผมได้แต่อ้าปากค้างไปเลย...
“สมัยก่อนมีการบูชาเจ้าสาว”
กึก !
“พวกเขาจะส่งคนมาเป็นเครื่องบรรณาการให้กับเมกาโลดอนที่มีชีวิตอยู่ในละแวกนั้นแต่ไม่ว่าจะส่งมากี่คนทุกคนก็ตายกันหมดเพราะมนุษย์กับฉลามอยู่ร่วมกันไม่ได้” ดายเริ่มเล่าทีละนิด เขาหลุบตาต่ำค้นหาความจริงในส่วนที่ปิดตายเอาไว้ “พอนานวันไป กระแสน้ำเปลี่ยนเมกาโลดอนต้องเปลี่ยนสภาพเพื่อความอยู่รอดยอมแต่งงานกับเจ้าสาวมีลูกออกมาสืบทอดกันหลายรุ่น”
“บางรุ่นเป็นฉลามคืนร่างไม่ได้ก็ถูกฆ่าตายก่อนจะสืบพันธุ์บางรุ่นกลายร่างได้ แต่เป็นเพียงครึ่งบนครึ่งร่างเท่านั้น”ดีแลนเสริมทัพ ถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “กระทั่งพ่อของเราเกิดขึ้นมาอยู่บนฝั่งก็เป็นมนุษย์เต็มตัว อยู่ในน้ำก็เป็นฉลามตัวใหญ่”
“พ่อบอกว่าอาจจะเป็นเพราะพันธุกรรมที่เปลี่ยนไปยิ่งเราสมสู่กับมนุษย์มากเท่าไหร่ สายเลือดฉลามก็จะยิ่งหายไปมากขึ้น” ดายตอบกลับ มันทำให้ผมคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่เจอในห้องลับ “จนวันหนึ่งที่เขามีลูก สิ่งที่คุณควรรู้คือผมกับดีแลนคนละแม่กัน”
“หา ?”
“แม่ผมตายตอนคลอดผมกับดีวาน พ่อเลยหาแม่ใหม่จนมาเจอแม่ดีแลนเข้าเธอเป็นผู้หญิงใจดีไม่ตกใจเลยตอนรู้ว่าพวกเราเป็นอะไร”
“…”
“เธอเป็นคนทำให้เราเจอกับพ่อของคุณ” ผมย่นคิ้วใส่แปลกใจที่ได้ยินอย่างนั้น “เหมือนพวกเขาจะเป็นเพื่อนสมัยเรียนกันหรืออะไรสักอย่างทันทีที่รู้ว่าพวกเราเป็นฉลาม เธอก็ให้พ่อของคุณมาช่วยเหลือเราที่โดนนักวิทยาศาสตร์คนอื่นตามล่าแต่คุณรู้ไหมว่าอะไรตลกกว่า ?”
“ริชาร์ดเป็นพี่ชายแม่ผมเอง”
“พระเจ้า” ผมเบิกตากว้าง จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งอาบอกว่าเป็นครอบครัวของพวกเขาแต่ไม่มีอะไรยืนยันและผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ด้วย “คุณเป็นหลานแท้ๆ ของเขางั้นเหรอ ?”
“ใช่” ดีแลนพยักหน้า “ตอนแรกเขายังไม่รู้ว่าพวกเราเป็นฉลามจนวันที่ดายกลายร่างถึงได้รู้ว่าพวกเราไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา”
“คุณไปกลายร่างให้เขาเห็นได้ยังไงกัน?”
“ผมมีเรื่องกับดีวาน”
“…”
“พวกเราเป็นแฝดที่...ชิงดีชิงเด่นกัน” ดวงตาสีดำวาวโรจน์ทันทีที่พูดถึงแฝดพี่เขา “เลือดแม่ในตัวเขาข้นเกินไปมันเปลี่ยนสายเลือดเขาให้กลายเป็นมนุษย์ อ่อนแอกว่าผมที่เป็นฉลามได้หลายเท่า”
“...”
“แต่เขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้เราด้อยกว่ากัน จนวันหนึ่งที่สัญชาตญาณในร่างมันตื่นขึ้นดีวานท้าทายผม” เจ้าตัวกัดกรามดูสะกดอารมณ์ “เขากรีดแขนตัวเองเดินลงทะเลหวังให้ผมทำร้าย เขาคิดว่าถ้าอันตรายเข้ามาใกล้เขาจะกลายร่างเป็นฉลามได้ แต่เขาคิดผิด”
“ดาย...”
“ช่วงวัยรุ่นเมกาโลดอนจะวัดตัวเองว่าอยู่ในจุดไหนของห่วงโซ่อาหารสัญชาตญาณตอนเป็นฉลามจะไม่เหมือนคน ต่อให้มีเลือดมนุษย์อยู่มันก็ห้ามไม่ได้ผมพยายามห้ามตัวเองแล้ว จะคืนร่างก็ทำไม่ไหว กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป...”
“พี่”
“เขาก็จากผมไปแล้ว” ทั้งที่เสียงยังนิ่งงันผมกลับสัมผัสได้ถึงความเสียใจที่ปรากฏดายกอดผมไว้แน่น เป็นครั้งแรกที่เห็นเขากลัวขนาดนี้ “ผมถึงใช้ชื่อเขาตอนเราเจอกันครั้งแรกไม่ใช่แค่ปิดบังตัวเอง แต่เพราะตอนเป็นผม ผมทำแต่เรื่องไม่ดี ผมฆ่าคน ทำให้คุณเจ็บสารพัดความผิดที่ผมใช้ชื่อตัวเองกับคุณไม่ได้”
“แต่ต่อให้คุณเปลี่ยนเป็นคนอื่น คุณก็ยังคงเป็นดาย”
“ผมรู้ ยิ่งคุณอยู่กับผมที่เป็นมนุษย์เท่าไหร่ ผมก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น”
“เพราะคุณเลือกที่จะเป็นคนอื่นกับผมไง ดาย”
“…”
“ถ้าคุณเป็นดาย คุณจะไม่กลัวอะไรเลย” มันเป็นความจริงหลายครั้งที่เราเลือกเป็นคนอื่นเพียงเพราะคิดว่ามันดีกว่าเลยทำให้เวลาเรามีปัญหาเรากลัวไปหมด อย่างแรกคือกลัวว่าจะโดนจับได้อย่างสองคือไม่รู้จะรับมือกับสิ่งที่ตามมายังไง ถ้าเกิดเราเป็นตัวเองผิดพลาดแค่ไหนเรายังซัพพอร์ตตัวเราได้
ทว่าพอเป็นคนอื่นมันกลับต้องคิดเยอะกว่าเป็นตัวเองหลายเท่าเลย
ดายพยักหน้าเขาเข้าใจในสิ่งที่ผมจะสื่อ ดีแลนเลยถอนหายใจ ผมเห็นแววตาห่วงใยพี่ชายจากเขา มือข้างที่จับขาผมไว้เลยเลื่อนไปลูบขาดายเป็นเชิงให้กำลังใจผมเลยลูบแขนเขาที่กอดผมไว้ ยอมให้ริมฝีปากร้อนทาบทับลงท้ายทอยอีกครั้ง
แลกกับอีกคำถามที่ค้างคา
“ว่าแต่ทำไมพวกคุณถึงไม่ฆ่ากัน ถ้ามองตามสัญชาตญาณเมกาโลดอนจะฆ่ากันเพื่อหาตัวที่แข็งแกร่งกว่าไม่ใช่เหรอ ?”
“คงเพราะแม่ของดีแลนดีกับผมมาก และตอนนั้นดีแลนยังเด็กกว่าถึงจะกลายร่างเป็นฉลาม สัญชาตญาณมันก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอันตราย”
“...”
“พอโตมาผมก็ควบคุมตัวเองได้ ผมสอนเขาให้รู้จักสัญชาตญาณเพราะพ่อของเราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยเท่าไหร่ เขาต้องช่วยงานวิจัยของอีธานและจัดการปัญหาต่าง ๆ ให้” ผมขานรับในลำคออย่างเข้าใจ “แต่พอดีวานตายทุกอย่างกลายเป็นเรื่องใหญ่พ่อของเราถูกฆ่าตายเพื่อให้อีธานเลี้ยงดูพวกเราต่อไป”
“แล้วแม่ของคุณไปไหน ?” ผมถามดีแลนหากแต่สิ่งที่ได้มาเป็นเพียงรอยยิ้มเศร้าใจ
“เธอยอมตายเพื่อรักษาความลับของเราไว้”
“…”
“ริชาร์ดยิงเธอตายต่อหน้าต่อตาผมเลย”