หลังจากที่กลับมาถึงเมืองหลวงกุ่นแล้ว หยวนิเย่กลับเข้าไปในจวนฮวาสุ่ย ก่อนที่จะไปนั่งเล่นอยู่ที่ศาลาข้างสระน้ำ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
เวลานี้บนท้องฟ้าห่างจากเมืองหลวงกุ่นหลายร้อยลี้
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มกำลังบินมายังเมืองหลวงกุ่น โดยที่ด้านข้างของเขาก็มีชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำอีกหนึ่งคนบินตามมาด้วย
ถ้าหากหยวนิเย่เห็นชายชุดคลุมสีน้ำเงินเขาก็จะจำได้ทันทีว่าคนๆนี้คือใคร
ชายชุดคลุมสีน้ำเงินคือราชครูเหยียนเซิ่น
ส่วนชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำนี้เป็ผู้ติดตามของราชครูเหยียนเซิ่น นามว่าหวังเจียง ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในระดับเทพยุทธ์
ไม่นานทั้งสองก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงกุ่น
เนื่องจากครั้งนี้พวกเขามาเยี่ยมเยือนเฉยๆจึงไม่ได้คิดที่จะแนะนำให้กับคนอื่นๆรู้
“ ตรอกบุปผาสี่ จวนฮวาสุ่ย ” ราชครูเหยียนเซิ่นพึมพำออกมาก่อนที่จะลองถามชาวบ้านแถวนั้นดู
สักพักพวกเขาก็มาถึงตรอกบุปผาสี่
“ เป็สถานที่ที่ร่มรื่นจริงๆแถมยังสงบอีกด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ท่านผู้นั้นเลือกที่จะอาศัยอยู่ที่นี้ ” หวังเจียงกล่าวพึมพำออกมา
ราชครูเหยียนเซิ่นสำรวจดูรอบๆก่อนที่จะเดินตามทางไปเรื่อยๆจนกระทั้งมาถึงจวนฮวาสุ่ย
“ ถึงแล้วล่ะ ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวขึ้น
ที่ทางเข้าจวนฮวาสุ่ยมีผู้คุ้มกันยืนเฝ้าอยู่สองคน ซึ่งทั้งสองมีอายุประมาณสิบแปดปี เนื่องจากบ่าวรับใช้ในจวนฮวาสุ่ย พวกเขาจะเปลื่ยนตัวกันทุกๆหนึ่งปี เพราะจะได้ให้คนอื่นมาเฝ้าแทนแล้วคนเก่าจะได้ไปฝึกฝนอย่างเต็มที่ จะมีก็แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังอยู่จนถึงตอนนี้
“ ราชันยุทธ์ั้แ่อายุยังน้อยนับว่ามีพร์ที่สูงยิ่ง ถ้าหากพวกเขาอยู่ในกองกำลังระดับสูง พวกเขาอาจจะเป็ถึงศิษย์หลักได้เลย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะมารับหน้าที่เป็ผู้เฝ้าประตูเท่านั้น ” หวังเจียงกล่าวออกมาพร้อมกับถอนหายใจ
“ เป็ผู้เฝ้าประตูแล้วอย่างไง มันก็ต้องดูด้วยว่าพวกเขาเฝ้าประตูให้กับผู้ใด ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
“ เป็อย่างที่ท่านบอกจริงๆ ” หวังเจียงเห็นด้วย ถ้าหากเป็ผู้เฝ้ประตูให้กับคุณชายหยวน นับว่าพวกเขาโชคดียิ่งนัก
จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่หน้าจวนฮวาสุ่ย
“ นี้คือจวนฮวาสุ่ย พวกท่านเป็ใคร? ” ผู้คุ้มกันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ข้ามีนามว่าเหยียนเซิ่น มาที่นี้เพื่อขอพบคุณชายหยวน ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวขึ้น
“ เช่นนั้นรอสักครู่เดี๋ยวข้าจะแจ้งนายน้อยให้ทราบก่อน ” ผู้เฝ้าประตูกล่าวก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน
ไม่นานเขาก็เดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง
“ เชิญตามข้ามา ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้น
“ รบกวนแม่นางแล้ว ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าว
ไม่นานเหม่ยเจียงก็เดินเข้ามาพร้อมกับราชครูเหยียนเซิ่นและชายวัยกลางคนอีกหนึ่งคน
หลังจากนั้นเหม่ยเจียงก็เดินออกไปเพื่อให้ทั้งสามได้พูดคุยกัน
เมื่อราชครูเหยียนเซิ่นเห็นหยวนิเย่ที่ยืนต้อนรับอยู่ สีหน้าของเขาก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ คำนับคุณชายหยวน ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโค้งคำนับให้เล็กน้อย
“ คำนับคุณชายหยวน ” หวังเจียงก็ทำความเคารพด้วยเหมือนกัน ก่อนที่เขาจะมาราชครูเหยียนเซิ่นก็ได้บอกกล่าวเขาเอาไว้ก่อนแล้วว่าตัวตนของคุณชายหยวนไม่ธรรมดา ไม่สามารถล่วงเกินได้
หยวนิเย่มองดูหวังเจียงด้วยความสนใจ
ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี ใบหน้ามีรอยแผลขนาดใหญ่อยู่ที่ใต้ตาของเขา เขารูปร่างสูงใหญ่กำยำ กลิ่นอายของเขาอยู่ในระดับเทพยุทธ์
“ คุณชายหยวน คนนี้คือหวังเจียง เขาจะอยู่ที่เมืองหลวงกุ่นแห่งนี้ ถ้าหากคุณชายหยวน้าสิ่งใดก็สามารถสั่งผ่านหวังเจียงได้เลย นอกจากนี้ถ้าหากคุณชายหยวนอยากที่จะติดต่อกับข้าก็สามารถติดต่อผ่านหวังเจียงได้เลย ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวขึ้น
“ เข้าใจแล้ว ” หยวนิเย่กล่าว
“ งั้นมานั่งดื่มไวน์กันก่อนไหม? ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
“ ไวน์? ” ราชครูเหยียนเซิ่นและหวังเจียงมองหน้ากัน ทั้งสองไม่รู้ว่าไวน์คืออะไร
“ จริงสิ พวกท่านคงจะไม่รู้จักไวน์ ” หยวนิเย่จำได้ เพราะโลกใบนี้ยังไม่มีไวน์
“ ไวน์ก็คล้ายๆกับเหล้าแต่รสชาติอ่อนละมุนมากกว่าเหล้าที่ร้อนแรงและดุดัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้มึนเมาได้เหมือนกัน ” หยวนิเย่กล่าว
“ รสชาติที่อ่อนละมุนงั้นหรือ? ” ราชครูเหยียนเซิ่นประหลาดใจก่อนที่จะทดลองกินไวน์ผิงอวี้ดู
ดวงตาของราชครูเหยียนเซิ่นเปร่งประกายขึ้นมา
“ รสชาติเหมือนกับที่คุณชายหยวนกล่าวมาเลยอ่อนละมุนแถมยังมีพลังิญญาที่หนาแน่นอยู่ภายในจนแม้แต่ข้าก็ยังััได้ ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวออกมาด้วยความชื่นชม นอกจากนี้เขายังชอบรสชาติของไวน์มากกว่าเหล้า
หวังเจียงเองก็ลองกินดูก็พบว่าเป็อย่างที่ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวมา เพียงแต่ว่าเขากลับชอบเหล้ามากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็เครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมที่มีพลังิญญาอยู่
“ ไวน์นี้มีชื่อว่าไวน์ผิงอวี้ ถ้าหากราชครูเหยียน้าก็สามารถนำกลับไปที่เมืองหลวงแสงจันทร์ได้ ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ขอบคุณคุณชายหยวน ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวอย่างซาบซึ้ง
“ จริงสิ คุณชายหยวนคงรู้แล้วว่าพวกเราได้เปิดศึกกับอาณาจักรร้อยพฤกษาแล้ว ” ราชครูเหยียนเซิ่นถาม
“ เื่นี้ข้ารู้เื่แล้ว แม่ทัพที่เป็ผู้นำทัพของฝั่งอาณาจักรร้อยพฤกษาคือแม่ทัพซูเหลียงและกุนซือเฟิงหลุนพร้อมกับทหารอีกสองล้านนาย ” หยวนิเย่กล่าว
“ เป็อย่างที่คุณชายหยวนกล่าวจริงๆ พวกเราจึงส่งแม่ทัพห้วนและกุนซือไต้หวู่พร้อมกับทหารสองล้านสามแสนนายไปยังชายแดนแล้ว ” ราชครูเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ แม่ทัพห้วนซวนและกุนซือไต้หวู่งั้นหรือ ” หยวนิเย่พยักหน้า
เขาจำได้ว่าแม่ทัพห้วนซวนเป็ถึงตัวตนระดับอาณาจักร์ขั้นกลาง นอกจากนี้เขายังเป็แม่ทัพที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย เนื่องจากปีนี้เขาอายุเพียงแค่สี่สิบกว่าปีเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับตัวตนระดับเทพยุทธ์เลยทีเดียว
ส่วนทางด้านกุนซือไต้หวู่ เขาเป็กุนซือที่อยู่มานานสองร้อยปี เขามีทั้งความฉลากหลักแหลมและเ้าเล่ห์อีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักร์ขั้นต้น
“ แล้วไม่ทราบว่าที่ท่านราชครูเหยียนเซิ่นมาที่นี้ด้วยสาเหตุใด? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ หวังว่าคุณชายหยวนจะไม่ลืมสิ่งที่คุณชายหยวนกล่าวในวันนั้น ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าว
หยวนิเย่จำได้อยู่แล้วเขาจึงยิ้มขึ้นและกล่าวขึ้นว่า “ แน่นอนว่าข้าย่อมจำได้ เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ”
“ คุณชายหยวนข้าสามารถไปรับชมได้ด้วยหรือไม่? ” หวังเจียงถามขึ้นด้วยความคาดหวัง
การต่อสู้ของตัวตนขอบเขต์ไม่สามารถเห็นได้ง่ายๆ ถ้าหากเขาได้รับชมเขาก็อาจจะเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝนของตัวเองมากขึ้นได้
“ ได้สิ ” หยวนิเย่พยักหน้า
ไม่นานทั้งสามก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
หลังจากที่ห่างจากเมืองหลวงกุ่นมาประมาณหนึ่งแล้ว พวกเขาก็หยุดเคลื่อนไหว
“ ตรงนี้คงไม่มีใครมารบกวนพวกเราได้แล้ว งั้นมาเริ่มกันเถอะ ” หยวนิเย่กล่าวพร้อมกับหยิบดาบสีขาวออกมา
ส่วนทางด้านของราชครูเหยียนเซิ่นหยิบดาบออกมาด้วยเช่นกัน
ทางด้านของหวังเจียง เขาออกห่างไปไกลนับลี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
สำหรับตัวตนระดับสูง แม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปหนึ่งสองลี้พวกเขาก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าภาพตรงหน้าอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรเท่านั้น
“ ท่านเองก็เป็นักดาบเหมือนกันหรือ? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ ใช่แล้วคุณชายหยวน ” ราชครูเหยียนเซิ่นพยักหน้ารับ
“ เช่นนั้นท่านก็ลงมือเถอะ ” หยวนิเย่กล่าว
ราชครูเหยียนพยักหน้าก่อนที่จะเร่งพลังยุทธ์ของตนเองให้ถึงขีดสุด
หวังเจียงที่อยู่ห่างออกไปนับลี้ก็ยังต้องแสดงสีหน้าหวาดกลัวเมื่อถูกคลื่นพลังของราชครูเหยียนเซิ่นกระทบใส
“ ท่านราชครูเหยียนแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก!! ” หวังเจียงถอนหายใจ แม้ว่าเขาจะเป็เทพยุทธ์ที่ห่างจากขอบเขต์เพียงแค่ขั้นเดียวแต่มันมีระยะทางที่ห่างกันไกลเกินกว่าจะเข้าถึงได้
“ คุณชายหยวนเตรียมตัวรับมือ ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวพร้อมกับชูดาบขึ้นฟ้าก่อนที่จะปรากฏปราณดาบสีฟ้าขึ้นที่ด้านหลังของราชครูเหยียนเซิ่น
ปราณดาบสีฟ้าสูงกว่าสิบจั้ง รูปร่างของมันคล้ายกับดาบที่ราชครูเหยียนเซิ่นถืออยู่ นอกจากนี้รอบๆปราณดาบก็มีเสียงหึงๆดังขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับปล่อยออร่าบางอย่างออกมา
“ สภาวะดาบแห่งฟ้า ” หวังเจียงมองดูปราณดาบของราชครูเหยียนเซิ่นด้วยด้วยจริงจัง
สภาวะดาบแห่งฟ้าของราชครูเหยียนเซิ่น ได้สร้างชื่อเสียงให้กับราชครูเหยียนเซิ่นมานานหลายสิบปี เพียงแค่การวาดดาบครั้งเดียวก็สามารถสังหารตัวตนระดับอาณาจักร์ขั้นกลางได้และยังทำให้ตัวตนระดับอาณาจักร์ขั้นปลายาเ็สาหัสได้ แค่นี้ก็สามารถบอกได้แล้วว่าราชครูเหยียนเซิ่นนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังมากแค่ไหน
“ สังหาร ” ราชครูเหยียนเซิ่นคำรามพร้อมกับชี้ดาบไปด้านหน้า
ปราณดาบสีฟ้าะเิพลังพุ่งใส่หยวนิเย่อย่างรวดเร็ว
หยวนิเย่มองดูสภาวะดาบแห่งฟ้าของราชครูเหยียนเซิ่นด้วยความชื่นชม เขารู้อยู่แล้วว่าทักษะที่ทรงพลังที่สุดของราชครูเหยียนเซิ่นคือสภาวะดาบแห่งฟ้า
“ เป็ทักษะดาบที่ทรงพลังจริงๆ ” หยวนิเย่กล่าวพร้อมกับวาดดาบไปด้านหน้า
ปราณดาบของหยวนิเย่เป็เพียงแค่เส้นบางๆพุ่งปะทะกับปราณดาบสีฟ้าของราชครูเหยียนเซิ่นอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงะเิพร้อมกับคลื่นพลังที่รุนแรงซัดทุกๆอย่างที่อยู่ใกล้ทันที
แม้แต่หวังเจียงที่อยู่ห่างไกลก็ยังต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าเพื่อที่จะป้องกันคลื่นพลังที่ซัดเข้าใส่
หล้งจากที่ฝุ่นสลายไป หวังเจียงก็เห็นหยวนิเย่ยืนอยู่เฉยๆพร้อมกับสายลมที่โบกสะบัดทำให้หยวนิเย่ดูเด่นขึ้นมา
“ แข็งแกร่งจริงๆ เพียงแค่ปราณดาบธรรมดาของคุณชายหยวนก็รุนแรงกว่าสภาวะดาบแห่งฟ้าของท่านราชครูเหยียนเซิ่นแล้ว ” หวังเจียงกล่าวด้วยความเคารพและชื่นชม
ราชครูเหยียนเซิ่นมองดูปราณดาบของตัวเองที่ถูกทำลายด้วยความจริงจัง เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้ตนทุ่มพลังทั้งหมดก็คงไม่สามารถเอาชนะคุณชายหยวนได้ แต่เขา้าที่จะลองดูว่าตัวเขาในตอนนี้ห่างชั้นกับคุณชายหยวนมากแค่ไหน
ตอนนี้ราชครูเหยียนเซิ่นรู้แล้วว่าตัวเขาห่างกับคุณชายหยวนมากแค่ไหน
เพียงแค่การวาดดาบเบาๆของคุณชายหยวนก็สามารถทำลายทักษะดาบที่ทรงพลังที่สุดของเขาได้ก็รู้แล้วว่ามันห่างกันมากแค่ไหน
“ ดาบของท่านมุ่งหน้าไปที่การสังหาร เพียงแต่ดาบของท่านยังต้องฝึกฝนแก่นแท้แห่งดาบให้มากยิ่งขึ้น ถ้าหากท่านขัดเกลาแก่นแท้แห่งดาบให้มากกว่านี้ ทักษะดาบของท่านก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นและทักษะดาบเมื่อครู่ของท่านก็จะยิ่งทรงพลังกว่าเดิมหลายเท่า ” หยวนิเย่กล่าว
“ แก่นแท้แห่งดาบข้าเองก็ฝึกฝนมันอยู่แต่ว่ามันยังติดอยู่ที่คอขวดไม่อาจทะลวงฝ่าไปได้ ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่เขาจะกล่าวคำกล่าวไม่กี่คำออกมา
สีหน้าของราชครูเหยียนเซิ่นเปร่งประกายขึ้นมาก่อนที่จะโค้งคำนับให้กับหยวนิเย่
“ ขอบคุณคุณชายหยวนมาก ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าวด้วยความเคารพ
“ เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ ” หยวนิเย่กล่าว
เมื่อกลับมาถึงราชครูเหยียนเซิ่นและหวังเจียงก็ขอตัวลา
“ คุณชายหยวน หวังเจียงจะพักอยู่ที่หอเทียนอี้ ถ้าหากคุณชายหยวน้าสิ่งใดก็ให้ไปที่นั้นได้ทันที ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าว
“ หอเทียนอี้?.. ” หยวนิเย่ชะงักก่อนที่จะพยักหน้ารับ
หอเทียนอี้เป็หอการค้าเล็กๆที่กระจายอยู่ทั่วอาณาจักรแสงจันทร์ ฉากหน้าของพวกเขาคือหอการค้าแต่แท้จริงแล้วหอเทียนอี้มีหน้าที่ในการรวมรวบข้อมูลข่าวสารทั่วทั้งอาณาจักรแสงจันทร์
ถ้าหากหยวนิเย่จำไม่ผิด ผู้ก่อตั้งหอเทียนอี้คือจักรพรรดิเยว่ลู่ซิน อดีตจักรพรรดิแห่งอาณาจักรแสงจันทร์ เนื่องจากพระองค์้าที่จะสอดส่องดูแลข่าวสารทั้งหมดทั่วทั้งอาณาจักร ทำให้พระองค์แอบสร้างขึ้นมาอย่างลับๆ โดยที่เื่นี้ไม่มีใครรู้นอกจากตัวตนระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นและตอนนี้ผู้นำคนปัจจุบันของหอเทียนอี้ก็คือราชครูเหยียนเซิ่น
“ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ” ราชครูเหยียนเซิ่นกล่าว
ทันใดนั้นก็มีเสียงที่เ็าดังขึ้นมาจากที่หน้าจวนฮวาสุ่ย
“ สารเลวคนของจวนฮวาสุ่ยไสหัวทั้งหมดออกมาซะ ”