ยามจื่อสองนายบ่าว ที่สวมชุดรัดกุมค่อยๆ เดินฝ่าความมืดออกจากเรือน เพื่อมุ่งไปยังเรือนใหญ่ ซึ่งเป็ที่พำนักของนายท่านกับฮูหยิน ตอนพวกนางไปถึง บ่าวชายสองคนก็จับคนร้ายไว้ได้ พวกมันทั้งสองคนถูกมัดปากมัดมือมัดเท้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบ่าวชายนามหวังหนาน
“พาไปส่งที่เรือนอี๋เหนียง”
ลู่ลู่เดินตามอาฟู่กับอาตง ส่วนจื่อเหยียนเดินเข้าไปในเรือนใหญ่ หญิงสาวเปิดประตูห้องนอนยืนมองภาพมารดานอนหลับใหลบนเตียง หญิงสาวเดินไปนั่งยังเก้าอี้มุมหนึ่งของห้อง นางไม่จำเป็ต้องไปที่เรือนอนุ ลู่ลู่กับบ่าวชายทั้งสองทราบดีว่า ต้องทำอย่างไร สิ่งที่นางต้องทำคือนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ เพื่อให้ท่านแม่ของนางปลอดภัย ไร้มลทิน
“ท่านแม่... ชาตินี้ข้าจะปกป้องท่านเอง”
สีหน้าแววตาเศร้าโศกในตอนที่ท่านแม่ถูกส่งขึ้นรถม้า ยังคงติดอยู่ในใจของนาง แต่จื่อเหยียนคนก่อนก็เหมือนท่านพ่อ ที่ไม่ได้ล่วงรู้ความจริง จึงต้องแบกรับความทุกข์เอาไว้ในใจจนวันตาย
ความทรงจำครั้งเก่าทำให้หญิงสาวตัวสั่นเทา ชาติก่อนท่านพ่อจากไป ก่อนพี่ใหญ่ไม่กี่เดือน... ภาพร่างของบิดาแขวนอยู่บนขื่อคานผุดขึ้นมาราวสายน้ำหลาก หลังถูกกล่าวหาว่าทุจริต บิดาของนางก็ปลิดชีพตัวเอง ทั้งที่เ้าหน้าที่ยังไม่ได้ไต่สวนอันใด การจากไปเช่นนั้น ย่อมทำให้คดีทุจริตปิดลง โดยที่ความผิดทั้งหมดตกมาที่บิดา จื่อเหยียนในตอนนั้นได้แต่ร่ำไห้เสียใจ แม้ผู้คนจะตราหน้าว่า บิดาคดโกง แต่นางกลับเชื่อหมดใจว่า คนอย่างบิดานางไม่มีวันทำแบบนั้น เพราะในชาติก่อนนางมิได้ออกเรือน จึงใกล้ชิดท่านพ่อมากที่สุด หลังจากเกิดเื่กับท่านแม่ ท่านพ่อของนางก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่เคยมีสหายมาที่จวน ไม่เคยออกไปพบผู้ใด เช้าไปทำงานเย็นกลับจวน เป็เช่นนี้แล้วจะเอาเวลาใดไปทำเื่ทุจริตกันเล่า
กระทั่งพี่ชายมาด่วนจากไปอีกคน นางในตอนนั้นจึงค่อยๆ ตั้งสติคิดทบทวนว่า มันเกิดเื่แบบนี้กับครอบครัวของนางได้เยี่ยงไร ท่านแม่คบชู้สู่ชายกับบ่าวในบ้าน ท่านพ่อถูกกล่าวหาว่าคดโกง ท่านพี่เองก็ค้าขายขาดทุน ซ้ำยังต้องมารับเคราะห์แทนสหาย จนทำให้พิการ ต่อมาก็ถูกภรรยาเมินเฉย พร้อมกับใส่ความว่า ถูกสามีตบตีทำร้าย
หลังจากพี่ชายตาย นางถูกรั่วเฟยกดดันให้แต่งออกไปเป็อนุของกวนฟ่าง พอนางยืนกรานไม่ยอม ก็ถูกขับไล่ออกจากจวน พร้อมกับคายความจริงบางอย่างให้นางฟังด้วยความสะใจ
‘หากจะโทษ ก็โทษพ่อของเ้าเถิด ที่เขาโง่เขลาทิ้งตำแหน่งผู้นำตระกูลเจียง เพียงเพราะไม่้าให้ใครมาบังคับพวกเ้า ส่วนแม่ของเ้า นางมีน้ำหนักในใจ เขาก็ไม่เอ่ยห้ามสักคำ พี่ชายเ้าก็เช่นกัน พวกเ้ามันโง่ทั้งตระกูล หากเ้าไม่ยอมเป็อนุของคุณชายกวนฟ่าง ก็ออกไปจากจวนของข้า ข้าไม่เลี้ยงเ้าให้เปลืองข้าวสุก และต่อให้เ้าไปตีกลองร้องทุกข์ ก็ไม่มีใครเชื่อเ้าหรอกจื่อเหยียน เพราะตอนนี้เ้าเป็ลูกของหญิงมีชู้ ชายคิดคดทุจริต ซ้ำยังเป็น้องของชายพิการที่ไม่เอาไหน’
จื่อเหยียนออกจากจวนพร้อมลู่ลู่ด้วยความเศร้าโศก ต่อมาจึงได้ค่อยๆ ขบคิดถึงเื่ราวทั้งหมด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็แผนการของหญิงใจร้ายนางนั้น ท่านแม่ของนางไม่มีวันคิดทรยศสามี ท่านพ่อเองก็ไม่มีทางกระทำการทุจริต ยิ่งพี่ชายที่แสนดีของนางยิ่งแล้วใหญ่ เขาไม่มีวันตบตีภรรยา
เกือบยามโฉ่ว (01.00-03.00 น.) เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่เรือนอีกหลัง จื่อเหยียนที่นั่งรออยู่ภายในห้องนอนของมารดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น มุมปากหญิงสาวกดลึก ดวงตาทอประกายระยิบระยับ ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นรัวแรง
“คุณหนูเ้าคะ! ด้านนอกมีเสียงเอะอะโวยวายอันใดไม่รู้เ้าค่ะ” เสียงลู่ลู่ดังอยู่นอกห้อง
“เกิดอันใดขึ้น” น้ำเสียงแหบพร่าของมารดา ทำให้จื่อเหยียนรีบสาวเท้าไปที่เตียง
“ท่านแม่... ทำให้ท่านตื่นแล้ว ไม่มีอันใดเ้าค่ะ ท่านนอนพักผ่อนต่อเถอะเ้าค่ะ”
จื่อเหยียนรีบกอบกุมมือผู้เป็แม่เอาไว้ ดวงตาเมล็ดชิ่งมีม่านน้ำบดบัง
“เหยียนเอ๋อร์ ด้านนอกเกิดอันใดขึ้น”
“ข้าไม่ทราบเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าออกไปดูให้ ท่านแม่นอนพักผ่อนเถอะนะเ้าคะ” มารดาของนางถูกวางยา ทำให้ปวดท้องต้องเข้าห้องน้ำอยู่ครึ่งค่อนวันอาการจึงยังไม่ค่อยดีนัก ไหนจะไม่รู้ว่าโดนยานอนหลับไปมากน้อยเพียงใดอีก
“แต่ว่า...”
“นอนพักเถอะเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง”
หนิงลี่มองสบตาลูกสาว ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เห็นมารดานอนหลับตาลงอย่างว่าง่าย จื่อเหยียนจึงลุกเดินออกจากห้อง และปิดประตูอย่างแ่เบา
“นายท่านกับคุณชายกลับมาแล้วเ้าค่ะ” ลู่ลู่รีบรายงานผู้เป็นาย
“อืม ไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น”