“ข้าจะรอ รอวันที่ท่านกลับมา” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าจนสุด ดึงตัวเองเข้าสู้ความเข้มแข็ง แม้กำลังต่อต้านกับความอ่อนแอที่มีอยู่ก็ตาม
“ข้าสัญญา ว่าจะกลับมาหาเจ้า หลังจากทุกอย่างจบสิ้นแล้ว”
“หากท่านผิดสัญญา ข้าจะไม่มีวันให้อภัยท่าน” ชายหนุ่มไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่หันกลับไปดูความสวยงามของทิวทัศน์ด้านหน้า มีความจำเป็นหลายอย่างที่ทำให้องค์รัชทายาทคิดทบทวน พร้อมกับภาระอันใหญ่หลวงที่ต้องรับผิดชอบ นั่นหมายถึงทุกการตัดสินใจย่อมมีผลกระทบต่อส่วนรวมเสมอ สายลมอ่อนยังคงพัดปะทะกายทั้งสอง ให้ชุดสีขาวสยายไปตามแรงลมอย่างสวยงาม
“อาจารย์พูดเช่นนี้หมายความว่า จะรับแม่นางผู้นั้นเป็นศิษย์อีกคนเหรอ” ชิงจูเบิกตากว้าง หลังจากฟังคำสั่งของอาจารย์ไม่กี่คำเท่านั้น ในขณะที่ชิงเถาแอบปล่อยยิ้มกว้าง เขาหลงรักซูเจินตั้งแต่แรกพบ การได้อยู่ใกล้ชิด แม้เพียงเปลี่ยนสถานะเป็นศิษย์ร่วมสำนัก นั่นก็น่ายินดีมากแล้ว
“ชิงเถาเจ้ายิ้มอันใด มิเห็นเหรอ ว่าอาจารย์รับศิษย์เพิ่ม พวกเราจะกลายเป็นหมาหัวเน่าก็ครานี้” ใบหน้าเง้างอของหญิงชุดดำ ไม่ได้ทำให้หานลู่แปลกใจนัก นางเป็นเด็กขี้อิจฉาเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก การจะมีคนอื่น เข้ามาร่วมแบ่งปันความรักจากอาจารย์ เป็นเรื่องที่นางทำใจได้ยาก
“ที่ข้าเฝ้าเพียรสอนพวกเจ้า ว่าอย่าก่อเรื่องให้ผู้อื่นเดือดร้อน เหตุใดจึงไม่เชื่อฟัง การที่ข้ารับแม่นางซูเจินมาเป็นศิษย์อีกคน นั่นเพราะต้องการไถ่โทษยอดฝีมือผู้นั้น หากพวกเจ้าไม่ก่อเรื่อง เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ไยต้องโทษใครด้วยเล่า”
“เราไถ่โทษด้วยวิธีอื่นก็ได้ ไม่เห็นต้องรับนางมาเป็นศิษย์เพิ่มเลย อาจารย์เชื่อข้าเถอะ สำนักเราคับแคบ อยู่กันตั้งสี่คนจะพอได้อย่างไร”
“คับแคบ? ถ้าให้เล่นซ่อนแอบ หากันสามวันยังไม่เจอเลยศิษย์พี่”
“เจ้าหุบปาก” ชิงเถาเม้นปากแน่นไม่พูดต่อ ขณะเดียวกันหานลู่ไม่อยู่ฟัง เบี่ยงตัวเดินหนีไปทางอื่น ปล่อยให้นางจัดการกับนิสัยเอาแต่ใจของตัวเอง
“อาจารย์” เสียงเรียกของนางไม่เป็นผล ใบหน้างอเง้าของชิงจูบึ้งตึง พลางยกมือขึ้นกอดอกอย่างไม่สบอารมณ์
“คอยดูนะ ข้าจะแกล้งนางทุกวันให้อยู่ไม่ได้”
“ส่วนข้าก็จะปกป้องนางทุกวันเช่นกัน”
“ชิงเถา เจ้า!”
บนเขาซงซานหลังจากเก็บสมุนไพรบางชนิดได้แล้ว เช้าวันที่อาทิตย์ทอแสงของวันใหม่พึ่งเริ่มขึ้น เหลือเพียงอีกสามอย่างเท่านั้น องค์ชายรองพาเหิงเยว่เดินขึ้นไปทางฝั่งตะวันตก เพราะที่นั่นมีสมุนไพรขึ้นมากกว่าบริเวณอื่น เหิงเยว่เดินตามหลังองค์ชายรองไปเรื่อย ๆ แม้มีบางครั้งที่เสียงสัตว์ป่าน่ากลัวทำให้นางตกใจไปบ้าง หากแต่มือหนาขององค์ชายรองก็คว้าตัวนางเข้าปลอบทุกครั้งไป
“เสียงเมื่อครู่เป็นเสียงของเสือป่า เจ้ามิต้องหวาดหวั่น ความจริงแล้วมันค่อนข้างกลัวคนอย่างมาก” องค์ชายรองปล่อยมือบางออกช้า ๆ พลางอธิบายให้นางคลายกังวล
“ที่นี่รกทึบดูน่ากลัวอย่างมาก แน่ใจเหรอเพคะ ว่าสมุนไพรที่เหลือจักขึ้นบริเวณนี้”
“สมุนไพรที่เหลือมีลักษณะพิเศษคือไม่ชอบแดด มันจะขึ้นบริเวณที่มีต้นไม้บังแสง ดังนั้นแล้วรากของมันก็จะเจริญเติบโตได้ดี วันนี้เราอาจจะเหนื่อยหาเสียหน่อย แต่เชื่อว่าไม่นานก็จะเจอ
“เพคะ” หญิงสาวเดินตามหลังชายหนุ่มไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มเรียนรู้วิธีการหาสมุนไพร เผื่อในอนาคตจำเป็นต้องเข้ามาหาอีกเป็นครั้งที่สอง
“สมุนไพรในรายนามที่จดมาทั้งหมดมีราคาค่อนข้างสูง เพราะมันเป็นที่ต้องการอย่างมาก ในวังหลวงไม่มีคำสั่งให้กักตุนสมุนไพรพวกนี้ เพราะท่านพ่อ ต้องการให้ชาวบ้านเข้าถึงสมุนไพรได้ง่ายเช่นกัน” เหิงเยว่พยักหน้าเข้าใจพลางซาบซึ้งในความเมตตาขององค์จักรพรรดิ
ไม่นานนักทั้งสองก็เดินมายังจุดที่ต้องการ องค์ชายรองกวาดสายตามองหาครู่หนึ่ง พลางเดินขึ้นยังเนินเล็ก ๆ แล้วแหวกหาตามโคนไม้ต่าง ๆ ในขณะที่เหิงเยว่เดินตามหลังชายหนุ่มแล้วชะเง้อคอมองด้วยความสนใจ ใช้เวลาหากันอยู่หลายชั่วยามจนองค์ชายรองมีเม็ดเหงื่อผุดท่วมใบหน้า พลางล้มตัวนั่งลงอย่างเหนื่อยหอบ
“น้ำเพคะ” หญิงสาวรีบหยิบกระบอกน้ำที่ทำจากไม้ไผ่อย่างดียื่นให้ พลางหันไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมา แล้วเอื้อมไปเช็ดเม็ดเหงื่อ มือบางบรรจงเช็ดช้า ๆ อย่างระวังเพื่อตอบแทนที่เขายอมเสียสละช่วยในครั้งนี้ ดวงตากลมเข้มหันมองใบหน้าหวาน น้ำหนักมือที่กระทบกับใบหน้าช่างอ่อนโยนราวกับกิริยาอ่อนหวานของนาง ชายหนุ่มจับมือนางลงช้า ๆ พลางกำมือบางนั้นแน่น
“อย่าพึ่งดึงออกได้ฤาไม่” เขาพูดในขณะมือเล็กดิ้นดุกดิกพยายามดึงออก สายตาของเหิงเยว่เลื่อนสบมองดวงตาเข้มขององค์ชายรองครู่หนึ่ง ก่อนปล่อยมือนิ่งตามใจเขา
“พูดง่ายแบบนี้สิ” เขาปล่อยยิ้มแล้วก้มมองมือบางอย่างพอใจ